- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 2 - ข้าอ่อนแอแล้วผิดตรงไหน?
บทที่ 2 - ข้าอ่อนแอแล้วผิดตรงไหน?
บทที่ 2 - ข้าอ่อนแอแล้วผิดตรงไหน?
บทที่ 2 - ข้าอ่อนแอแล้วผิดตรงไหน?
ซุนกู้ลอบหัวเราะในใจ
มนุษย์เราก็แบบนี้แหละ
แค่โยนข้อสงสัยลงไป เขาก็จะเก็บไปมโนต่อเอง
แล้วเดี๋ยวก็จะหาเหตุผลมารองรับสมมติฐานนั้นได้เองในที่สุด
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความลับในเขตหวงห้ามมันมีมากเกินไปจริงๆ!
ทางด้านเจ้าสำนักอีกสามคน
พอเห็นใบหน้าซีดเผือดของเจ้าสำนักสวี่
ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นก็ลุกโชนขึ้นมาทันที
"เจ้าสำนักสวี่ ในเขตหวงห้าม คงไม่ได้มีอะไร... จริงๆ ใช่ไหม?"
"หรือว่าเกิดเหตุเปลี่ยนเเปลงอะไรขึ้น แล้วพวกท่านแก้ปัญหากันเองไม่ได้ ถึงได้เรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมา?"
"เจ้าสำนักสวี่ สี่สำนักของพวกเราเปรียบดั่งกิ่งก้านสาขาเดียวกัน หากท่านมีความลำบากอันใด ก็เอ่ยปากมาได้เลย พวกเราไม่มีทางนิ่งดูดายแน่นอน"
...
เจ้าสำนักสวี่ : ...
คิดว่าข้าไม่รู้จุดประสงค์พวกเจ้าหรือไง?
ก็แค่อยากเห็นสำนักเคลื่อนดาราของข้าเป็นตัวตลกไม่ใช่หรือ?
ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ทั้งสามคน คอยดูเถอะ
บัญชีแค้นนี้ ข้าจดจำไว้แล้ว
"ทุกท่าน ในเขตหวงห้ามไม่มีทางเกิดเรื่องเช่นนั้นได้เด็ดขาด"
"ข้าคาดว่า น่าจะมีสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกหลุดเข้าไป จนไปกระตุ้นทัณฑ์สวรรค์เข้าเสียมากกว่า"
"ดีไม่ดี อาจจะเป็นพวกเผ่าปีศาจ หรือไม่ก็เผ่ามาร ที่แอบลอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายอยู่เบื้องหลัง"
เจ้าสำนักทั้งสามนิ่งเงียบ
มองซ้ายที มองขวาที
ท่านว่าไงก็ว่าตามนั้นเถิด
ยังไงพวกเราก็แค่อยากดูเรื่องสนุกเท่านั้น
ก้อนความโกรธในท้องของเจ้าสำนักสวี่ขยายใหญ่ขึ้นอีกระดับ
"ซุนกู้ ต่อให้ทัณฑ์สายฟ้าไม่ได้ผ่าเจ้าจริงๆ"
"แล้วเจ้าตอบมาสิ ว่าทำไมเจ้าถึงบังอาจบุกรุกเข้าไปในเขตหวงห้าม?"
"เจ้าไม่รู้หรือว่า ตามกฎสำนักแล้ว โทษของเรื่องนี้คือความตาย?"
"หรือว่าเจ้ามีจุดประสงค์แอบแฝงอะไรกันแน่?"
ซุนกู้ : ข้าฟังออกแล้ว
ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นี่ กะจะเอาความโกรธทั้งหมดมาระบายลงที่หัวข้าสินะ!
กะจะยัดข้อหาให้ข้าล่ะสิ!
แต่ขอโทษที ซุนกู้คนนี้ ไม่ใช่ซุนกู้คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"เรียนท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้"
"เมื่อคืนข้าก็นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำของตัวเองแท้ๆ แต่พอลืมตาขึ้นมา กลับไปนอนอยู่กลางเขตหวงห้ามเสียแล้ว"
"ข้าคือผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อนะขอรับ!"
"เจ้าบอกว่าเจ้านั่งบำเพ็ญเพียรทั้งคืน ใครจะเป็นพยานให้เจ้าได้บ้าง?"
ซุนกู้เอียงคอเล็กน้อย
"เจ้าตำหนักเสิ่นเป็นพยานให้ข้าได้ขอรับ!"
อัลปาก้านับหมื่นตัววิ่งควบผ่านทุ่งหญ้าในใจของเสิ่นลี่เฟิง
เมื่อคืน เขาแน่ใจ มั่นใจ และยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าไอ้เด็กเวรนี่ถูกเขาซัดฝ่ามือดับอนาถไปแล้ว
ที่โยนศพทิ้งในเขตหวงห้าม ก็เพราะในนั้นมี 'บางสิ่ง' ที่จะกัดกินศพจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ใครจะไปคิดว่าไอ้เด็กนี่มันยังรอดมาได้!
แถมจุดตันเถียนที่แหลกละเอียดไปแล้ว กลับมาสมานตัวกันได้อีก
นี่มันผีหลอกชัดๆ
หรือว่าจะเป็นเพราะ...
สีหน้าของเขาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และเริ่มเข้าสู่โหมดมโนไปเองเช่นกัน
"ก่อนฟ้าสาง เจ้าตำหนักเสิ่นไปเดินตรวจตรายอดเขารอง เห็นข้ากำลังบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ยังเอ่ยปากชมข้าด้วยนะขอรับ"
เจ้าสำนักสวี่หันขวับไปมองเสิ่นลี่เฟิงด้วยความสงสัย : ดึกดื่นค่อนคืน เจ้าไปทำอะไรที่ยอดเขาของพวกศิษย์สายนอก?
หรือว่า... ไปตามรอย 'สิ่งนั้น'?
เมื่อซุนกู้เห็นสีหน้าของตาเฒ่าทั้งสอง ก็ลอบดีใจจนแทบเนื้อเต้น
รีบแทงดาบซ้ำไปอีกแผล "ท่านเจ้าสำนัก ข้ารู้ว่าปกติท่านไม่ค่อยเชื่อใจเจ้าตำหนักเสิ่นเท่าไหร่ แต่ยังมีอีกคนนะขอรับที่เป็นพยานให้ข้าได้"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
เจ้านี่ช่างเชี่ยวชาญการยุแยงตะแคงรั่วเสียจริง
ถึงข้าจะไม่ค่อยชอบหน้าศิษย์น้องหน้าตายคนนี้ แต่เจ้ามาพูดโต้งๆ แบบนี้มันจะดีหรือ?
"ยังมีอีกคน? ใคร?"
"ศิษย์พี่หญิงเหยียนขอรับ"
"เหยียนผิงงั้นหรือ?"
เจ้าสำนักสวี่ตกใจไม่น้อย
"เมื่อคืนดูเหมือนศิษย์พี่หญิงเหยียนจะมีธุระไปหาเจ้าตำหนักเสิ่น ก็เลยบังเอิญเห็นตอนที่เจ้าตำหนักเสิ่นเอ่ยชมข้าพอดีขอรับ"
ในใจเสิ่นลี่เฟิงตอนนี้โกรธจนแทบพ่นไฟ!
ไอ้เด็กเวรนี่ กล้าลากชื่อเหยียนผิงออกมาโต้งๆ แบบนี้ นี่แกกำลังขู่ข้าอยู่ใช่มั้ย?
ถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้
ป่านนี้ซุนกู้คงถูกแล่เป็นชิ้นๆ สามหมื่นกว่าชิ้นไปแล้ว
เจ้าสำนักสวี่เห็นซุนกู้พูดจาฉะฉานมั่นใจ
ส่วนเสิ่นลี่เฟิงก็ไม่ได้เอ่ยปากโต้แย้งอะไร
เขาจึงเชื่อสนิทใจ
"ต่อให้สิ่งที่เจ้าพูดมาจะเป็นความจริงทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นเรื่องก่อนฟ้าสาง"
"ใครจะรับประกันได้ว่า หลังจากนั้นเจ้าไม่ได้แอบลอบเข้าไปในเขตหวงห้าม?"
ซุนกู้ : ...
ท่านเจ้าสำนัก รอข้าแป๊บนะ
ขอข้าสวดสรรเสริญบรรพบุรุษท่านร้อยแปดสิบชั่วโคตรก่อน
สวดเสร็จแล้ว
ถึงได้เอ่ยปาก "ท่านเจ้าสำนัก ศิษย์ไม่มีทางลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามได้หรอกขอรับ"
"ทำไมจะไม่ได้?"
"ท่านลองคิดดูสิ ท่านลองคิดดูให้ดีๆ!"
"บังอาจ! ใครให้ความกล้าเจ้า มาพูดจาเช่นนี้กับข้า?"
ซุนกู้เบ้ปาก
มีอะไรที่ข้าไม่กล้าบ้าง?
ยังไงเสิ่นลี่เฟิงก็ต้องหาทางฆ่าข้าอยู่ดี
ที่ไม่ลงมือตอนนี้ ก็แค่กลัวว่าหมาจนตรอกอย่างข้าจะแว้งกัด
แล้วแฉเรื่องเมื่อคืนต่อหน้าทุกคนต่างหาก
ถ้าเมื่อไหร่ที่ข้าอยู่คนเดียว เมื่อนั้นแหละคือวันตายของข้า
ถ้าสามารถทำให้สำนักเคลื่อนดาราเสียหน้าได้สักหน่อย
ทำให้เจ้าสำนักอีกสามคนอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
ไม่แน่ว่าอาจจะมีทางรอดเหลืออยู่
"ท่านเจ้าสำนัก ในเมื่อท่านคิดไม่ออก งั้นข้าบอกตามตรงเลยแล้วกันขอรับ"
"เขตหวงห้ามมีค่ายกลอันทรงพลังกางกั้นอยู่"
"ศิษย์มีพลังแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง"
"อ่อนแอเป็นไก่ต้มแบบนี้ จะมุดเข้าไปได้ยังไงล่ะขอรับ"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
เจ้าอ่อนแอแล้วเจ้ามีสิทธิ์งั้นหรือ?
แต่พอคิดดูดีๆ : มันก็มีเหตุผลนะ!
อย่าว่าแต่พลังแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งเลย
ต่อให้เป็นขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นหนึ่ง ก็ไม่มีทางลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามอย่างเงียบเชียบ โดยที่ไม่ทำให้ข้ารู้สึกตัวได้หรอก
เสิ่นลี่เฟิงเอ่ยขึ้น "ท่านเจ้าสำนัก เรื่องนี้เกรงว่าคงไม่อาจสืบสวนให้กระจ่างได้ในเวลาอันสั้น"
"สู้จับตัวซุนกู้ ศิษย์สายนอกผู้นี้ ไปขังคุกไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ไต่สวนทีหลังดีกว่าขอรับ"
เจ้าสำนักสวี่ : ข้อเสนอนี้ นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้วจริงๆ
กำลังจะอ้าปากรับคำ
เจ้าสำนักอวี๋แห่งสำนักโอบอัสนีก็ชิงพูดขึ้นก่อน "ปรมาจารย์สวี่บรรลุเซียนล้มเหลว แถมศิษย์ผู้นี้ยังไปโผล่ในเขตหวงห้ามของสำนักท่านอย่างไร้สาเหตุ แถมยังบังเอิญโดนทัณฑ์สายฟ้าผ่าเข้าให้อีก เรื่องแบบนี้ต้องไต่สวนให้รู้ผลเดี๋ยวนี้เลยสิ!"
"ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าสำนักสวี่ยังพูดเองเลยว่า ในเขตหวงห้ามอาจมีเผ่าปีศาจหรือเผ่ามารลอบเข้ามาสร้างความวุ่นวาย เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้จะรอช้าได้อย่างไร"
"ถูกต้อง เกี่ยวพันถึงเผ่าปีศาจและเผ่ามาร ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งใบ พวกเราสามสำนักไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องสืบสวนให้กระจ่าง ถึงจะวางใจได้"
เจ้าสำนักทั้งสาม : คิดจะกีดกันไม่ให้พวกเราดูเรื่องสนุกหรือ? ฝันไปเถอะ!
ซุนกู้ : ถ้าโดนจับขังคุกวันนี้ ข้าได้ตายลูกเดียวแน่
ข้าต้องช่วยตัวเองแล้ว
"ท่านเจ้าสำนัก ข้ายังมีเรื่องจะพูด!"
เจ้าสำนักอีกสามคนประสานเสียงพร้อมกัน : "พูดมา!"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
พวกเจ้านี่แย่งซีนเก่งจริงๆ!
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ขอรับ"
"เมื่อคืนหินบันทึกภาพของข้าเปิดทิ้งไว้ตลอด บันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว แค่เอามาตรวจดูก็พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้าได้แล้วขอรับ"
สีหน้าของเจ้าตำหนักเสิ่นเปลี่ยนไปทันที "หินบันทึกภาพอยู่ที่ไหน?"
ตาเฒ่า กลัวล่ะสิ?
ท่านไม่อยากให้ข้ารอด งั้นข้าก็จะทำให้ท่านอับอายจนไม่มีที่ยืนในสังคมเลย!
"เรียนเจ้าตำหนักเสิ่น เดิมทีมันอยู่ในแหวนมิติของข้าขอรับ แต่แหวนของข้าหายไปไหนก็ไม่รู้"
เสิ่นลี่เฟิงแค่นเสียงหัวเราะหยามหยัน
"หายงั้นหรือ?"
"ข้าว่าความจริงแล้ว มันไม่เคยมีหินบันทึกภาพอะไรนั่นเลยมากกว่ากระมัง?"
มีหรือไม่มีมันสำคัญตรงไหน? ข้าแค่ถามว่าท่านกลัวไหม!
"เจ้าตำหนักเสิ่น ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจดี"
"บางเรื่อง ข้าอาจจะพูดส่งเดชไปเรื่อย"
"แต่ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของข้า ข้าไม่มีทางพูดซี้ซั้วแน่นอนขอรับ"
พูดจบ ก็จงใจส่งสายตาที่มีความหมายแอบแฝงไปให้
เสิ่นลี่เฟิงโกรธจนตัวสั่น
กล้าขู่ข้าหรือ?
เชื่อไหมว่าข้าจะตบเด็กเวรอย่างเจ้าให้ตายคามือเดี๋ยวนี้เลย?
แต่ที่นี่มีเจ้าสำนักขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดนั่งหัวโด่อยู่ถึงสี่คน
อย่าเพิ่งพูดถึงว่าจะลงมือสำเร็จไหม ต่อให้สำเร็จ แล้วจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเกิดมันมีหินบันทึกภาพอยู่จริงๆ จะทำยังไง?
เสี้ยนหนามชิ้นนี้ ต้องถอนรากถอนโคนทิ้งให้สิ้นซาก
เจ้าสำนักสวี่ : "ซุนกู้ เจ้าบอกว่าแหวนหายไป รู้หรือไม่ว่าหล่นหายที่ใด?"
"เรียนท่านเจ้าสำนัก ข้าคิดไปคิดมา รู้สึกว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะหล่นอยู่ในเขตหวงห้ามขอรับ"
เขตหวงห้าม?
ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าบันทึกภาพภายในเขตหวงห้ามไว้หมดเลยน่ะสิ?
ถ้าเกิดดันไปบันทึก 'สิ่งที่ไม่ควรบันทึก' เข้า...
เจ้าสำนักอีกสามคน : "เจ้าสำนักสวี่ พวกเราเข้าไปหาในเขตหวงห้ามด้วยกันเถอะ!"
"นั่นสิ คนเยอะช่วยกันหา ไม่แน่อาจจะหาเจอก็ได้"
"แถมพวกเราก็อยู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดกันหมด ถึงตอนนั้นแค่แผ่สัมผัสเทวะออกไป อย่าว่าแต่แหวนเลย ดีไม่ดีอาจจะเจอเบาะแสของพวกเผ่าปีศาจเผ่ามารด้วยซ้ำ"
...
เจ้าสำนักสวี่ : ...
พวกเจ้านี่มันสันดานหมาจริงๆ!
(จบแล้ว)