- หน้าแรก
- หลับใหลหนึ่งแสนปี ขอสร้างแดนต้องห้ามแห่งเซียนด้วยมือเปล่า
- บทที่ 3 จิตใจปลอดโปร่ง
บทที่ 3 จิตใจปลอดโปร่ง
บทที่ 3 จิตใจปลอดโปร่ง
บทที่ 3 จิตใจปลอดโปร่ง
"กู้เป่ยเฉินบ้าไปแล้วหรือ? เขากล้าแหย่โทสะคุณชายเฮ่อเชียวหรือ?"
"แม่นางหนานเกอช่างภักดียิ่งนัก ถึงกับยอมทนรับความอัปยศเพื่อเขา"
"ก็แค่ดิ้นรนไปเปล่าๆ คุณชายเฮ่อเคยฟังคำทัดทานของสตรีตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
ผู้คนบนฝั่งกระซิบกระซาบกัน บางคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนา
ป้าหมู่ยกมือขึ้นปิดหน้า ก้มหัวงุดไม่กล้าส่งเสียง ร่างกายสั่นสะท้านน้อยๆ ด้วยความหวาดกลัว
เฮ่อซีแสยะยิ้มเหี้ยม "ในเมืองหยางโจว ไม่มีใครมีหน้ามาต่อรองกับข้า ยิ่งเจ้าแสดงความรักใคร่ต่อหน้าข้ามากเท่าใด ข้าก็จะยิ่งสับมันเป็นชิ้นๆ มากเท่านั้น"
"คุณชายกู้..." หนานเกอหันขวับไปมอง
กู้เป่ยเฉินลุกขึ้นยืนอย่างเนิบนาบ เดินด้วยท่วงทีสง่างามมาหยุดอยู่เคียงข้างนาง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แม่นางหนานเกอ เจ้าอยากบรรเลงเพลงพิณร่วมกับข้าสักเพลงหรือไม่?"
หนานเกอรู้สึกงุนงง แต่ก็พยักหน้ารับตามสัญชาตญาณ
หากวันนี้ความตายคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง การได้ดีดพิณร่วมกับเขาและเผชิญหน้ากับความตายไปด้วยกัน ก็ดูเหมือนจะไม่ได้น่ากลัวสักเท่าใดนัก
กู้เป่ยเฉินทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง ปลายนิ้วไล้ไปตามสายพิณ เขาหันมามองนางพร้อมรอยยิ้ม "พิณมิใช่เป็นเพียงเครื่องดนตรี แต่มันยังเป็นอาวุธไว้ปกป้องตนเองได้ด้วย"
"ไอ้หนู ไปลงนรกซะเถอะ!" บ่าวโฉดสองคนแสยะยิ้มชั่วร้าย เงื้อดาบในมือขึ้นสูงแล้วฟันฉับลงมาที่กู้เป่ยเฉิน
คมดาบยาวสะท้อนประกายเย็นเยียบ ฟาดฟันลงมาจากเบื้องบน หนานเกอหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว
นิ้วเรียวยาวของกู้เป่ยเฉินกรีดเกลาสายพิณเบาๆ เสียงพิณดังกังวาน คลื่นเสียงกวาดออกไปในแนวขวาง!
บ่าวโฉดทั้งสองที่กำลังเงื้อดาบดูราวกับถูกกระแทกอย่างแรงในเวลาเดียวกัน ร่างของพวกมันทะลุกระดานเรือลอยไปตกอยู่บนฝั่ง ทว่าสภาพร่างกายกลับถูกตัดขาดเป็นสองท่อนตั้งแต่ช่วงเอวลงไปแล้ว!
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฮ่อซีแข็งค้างในฉับพลัน องครักษ์เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ฝีมือดีจากจวนมหาอุปราช เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวเข้าสู่ขั้นเบิกญาณแล้ว แต่กลับถูกสังหารไปอย่างเป็นปริศนา เขายังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่ากู้เป่ยเฉินลงมืออย่างไร
ฝูงชนบนฝั่งจ้องมองซากศพครึ่งท่อนขององครักษ์เกราะดำด้วยความตกตะลึง ก่อนจะแตกฮือหนีตายกันจ้าละหวั่น
โดยปกติแล้วมีแต่องครักษ์เกราะดำที่เป็นฝ่ายเข่นฆ่าผู้คน เคยมีใครที่ไหนกล้าสังหารพวกมันกัน?
หนานเกอลืมตาขึ้นมาแล้ว ดวงตางดงามของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
เพียงแค่กรีดสายพิณ คุณชายกู้ก็สามารถปลิดชีพบ่าวโฉดสองคนนั้นได้
นางดีดพิณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่ามันสามารถนำมาใช้แบบนี้ได้ นักดนตรีที่สอนนางเล่นพิณไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
ดวงตาของลู่อิวอิวเป็นประกายวาววับ นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าคุณชายจะมีวิชาล้ำเลิศเช่นนี้ ดูเหมือนมันจะร้ายกาจยิ่งกว่าการใช้หมัดเสียอีก
"ฆ่ามันซะ!" เฮ่อซีคำรามเสียงเย็นเยียบ
บ่าวโฉดนับสิบคนกรูกันขึ้นมาบนชั้นสอง แม้ในใจจะนึกหวาดหวั่น ทว่าพวกมันก็ยังคงเงื้อดาบพุ่งเข้าใส่กู้เป่ยเฉิน
"อยากเรียนหรือไม่?" กู้เป่ยเฉินเอียงคอหันไปมองหนานเกอ น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มนวล
"อยากเจ้าค่ะ" หนานเกอตอบกลับแทบจะในทันทีโดยไม่ต้องคิด
"เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าเอง" กู้เป่ยเฉินกุมมือนาง นิ้วของนางเรียวยาว สัมผัสอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูก
พวงแก้มของหนานเกอซับสีเลือดฝาด
"ทำจิตใจให้สงบ รวบรวมสมาธิ แล้วสัมผัสดูให้ดี"
น้ำเสียงของกู้เป่ยเฉินทุ้มต่ำ
เขาใช้นิ้วของหนานเกอกรีดลงบนสายพิณเบาๆ
"เจิ้ง!"
สายพิณสั่นสะเทือน
บ่าวโฉดนับสิบที่ถือดาบพุ่งเข้ามาต่างปลิวทะลุกลับไปด้านหลังในชั่วพริบตา คลื่นเสียงกวาดผ่านร่างจนขาดวิ่น ซากศพร่วงกระแทกพื้นตลิ่งและตกลงไปในแม่น้ำ
ริมฝั่งเงียบสงัดลงทันตา
ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
กู้เป่ยเฉินผู้นี้ถึงกับกวาดล้างองครักษ์เกราะดำของจวนมหาอุปราชจนหมดสิ้น!
และเขายังใช้แค่เสียงพิณ!
เทพเซียนองค์นี้เป็นใครกันแน่?
ป้าหมู่หดตัวหนีไปซุกอยู่ตรงมุมเรือตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ นางอ้าปากค้างมองกู้เป่ยเฉินผู้ดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าในเวลานี้เขากลับดูคล้ายเทพสวรรค์จุติลงมาเกิด หาใช่บัณฑิตธรรมดาๆ ทั่วไปไม่
"ที่แท้คุณชายก็เล่นพิณเป็นด้วย!" ลู่อิวอิวอ้าปากค้างเช่นกัน
หนานเกอเองก็ตกตะลึงไปตั้งแต่ตอนที่เสียงพิณดังกังวานขึ้น
เสียงพิณนี้ราวกับเสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางจิตวิญญาณ เมล็ดพันธุ์บางอย่างงอกเงยขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้รับการหล่อเลี้ยงจากหยาดฝนแห่งวสันตฤดู เติบโตขึ้นจากเบื้องลึกในหัวใจของนาง
ในวินาทีนั้น นางมองเห็น 'ปราณ' สายหนึ่งในอากาศที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเสียงพิณ ก่อนจะปลดปล่อยพลังอานุภาพที่น่าตื่นตะลึงออกมา
เสียงพิณดูคล้ายกับเป็นคำสั่งเสียมากกว่า
'ปราณ' ที่ไหลเวียนเหล่านั้นเริ่มเด่นชัดขึ้นในสายตาของนาง ราวกับว่านางได้ก้าวเข้าสู่อาณาจักรเร้นลับ ท่วงทำนองเพลงพิณมากมายที่เคยฝึกฝนดังก้องอยู่ในหัว และปราณจำนวนนับไม่ถ้วนก็ร่ายรำไปพร้อมกับทำนองเหล่านั้น คล้ายกับพร้อมจะรับคำสั่งจากนาง
กู้เป่ยเฉินมองหนานเกอที่เข้าสู่สภาวะหยั่งรู้ได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย พรสวรรค์ของนางยังคงเป็นเลิศ เพียงแค่ชี้แนะนิดหน่อยก็สามารถบรรลุเข้าสู่ขั้นเบิกญาณได้แล้ว
จากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเฮ่อซี
เฮ่อซีรู้สึกราวกับถูกจ้องมองโดยเทพเซียนจากยุคบรรพกาล จิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้านและเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เขารีบเรียกกระบี่ฝังหยกออกมาถือไว้ในมือ แล้วกล่าวด้วยท่าทีที่แสร้งทำเป็นเก่งกล้าทว่าในใจกลับหวาดกลัวสุดขีด "ข้าคือบุตรชายของมหาอุปราชแห่งหยางโจว! พี่ชายของข้า เฮ่อเต้า เป็นถึงศิษย์สายตรงของสำนักเซียนไท่อี้! รีบไสหัวไปซะ แล้ววันนี้ข้าจะไม่เอาความ!"
"ดี ข้าจะสงเคราะห์ให้ครอบครัวของเจ้าตามไปลงนรกอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันก็แล้วกัน" กู้เป่ยเฉินพยักหน้ารับเบาๆ
"ไอ้สารเลว ข้าจะฆ่าแก!" เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนขึ้นบนกระบี่ยาวในมือของเฮ่อซี ด้านหลังของเขาปรากฏร่างเงาราชสีห์ทองคำตัวใหญ่สูงกว่าหนึ่งจั้ง เขาตวัดกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่กู้เป่ยเฉิน
ปราณกระบี่สีแดงยาวสามฉื่อพุ่งทะยานออกไป ตามติดด้วยราชสีห์ทองคำที่กระโจนเข้าใส่
แสงสีแดงสาดส่องไปทั่วริมฝั่งคลองขุดใหญ่ สะท้อนให้เห็นใบหน้าของผู้คนที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
กู้เป่ยเฉินทำเพียงแค่กรีดสายพิณอีกครั้ง
คลื่นเสียงแผ่ขยายออกไป
ปราณกระบี่แตกสลายไปในพริบตา และราชสีห์ที่ดูน่าเกรงขามก็อันตรธานหายไป
จากนั้น กระบี่วิเศษฝังหยกก็แตกละเอียดกลายเป็นเศษเหล็ก และยันต์อาคมหลายแผ่นที่สว่างวาบขึ้นมาบนตัวเขาก็สลายหายไปในชั่วพริบตาเช่นกัน
ร่างของเฮ่อซีโชกไปด้วยเลือด เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก สายตาที่ค่อนข้างเหม่อลอยจ้องมองกู้เป่ยเฉิน ก่อนจะทรุดเข่าดังตุ้บ ร้องไห้น้ำตาอาบหน้า "นายท่าน โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าผิดไปแล้ว... ข้าผิดไปแล้ว..."
"ฮว่าหรานเป็นเด็กดีออกปานนั้น วันนี้หลังจากฟังเพลงพิณจบ ข้าตั้งใจว่าจะไปดูนางร่ายรำสักหน่อย" กู้เป่ยเฉินมองหน้าเขา น้ำเสียงเยียบเย็น
"นายท่าน หากท่านชื่นชอบการร่ายรำ ที่จวนของข้ามีนางรำรูปงามที่เก่งกาจมากมาย..." เฮ่อซีพูดตะกุกตะกัก
เสียงเพลงพิณขัดจังหวะคำพูดของเฮ่อซี
แผ่นไม้แตกกระจาย ร่างของเฮ่อซีลอยละลิ่วออกไป ก่อนจะถูกเชือดเฉือนเป็นชิ้นๆ ถึงสามพันสามร้อยห้าสิบเจ็ดครั้งกลางอากาศ
เสียงโหยหวนของเขาดังกึกก้องไปทั่วคลองขุดใหญ่ กลบเสียงอื่นๆ จนหมดสิ้น
ในที่สุดเขาก็สิ้นใจลงหลังจากถูกเฉือนครั้งสุดท้าย
ซากศพนั้นแหลกเหลวจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม
"คุณชายเฮ่อตายแล้ว—"
ใครบางคนร้องตะโกนขึ้นมา
ฝูงชนแตกฮือไปคนละทิศคนละทางทันที ทุกคนต่างมองดูกองเลือดและเนื้อบนฝั่งด้วยความตกตะลึงสุดขีด
"ตายซะได้ก็ดี หลายปีมานี้ไอ้สารเลวนี่ทำร้ายหญิงสาวไปตั้งเท่าไหร่? นางโลมชื่อดังคนไหนที่ทำตัวไม่ถูกใจมัน ศพก็ถูกงมขึ้นมาจากแม่น้ำทั้งนั้น"
"สองพี่น้องคู่นี้วางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหยางโจวมานานกว่ายี่สิบปี ในที่สุดก็มีคนมาจัดการพวกมันเสียที"
"คุณชายกู้คือเทพเซียนจำแลงมาแท้ๆ! เขาทั้งเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และคุณธรรม แถมยังเกลียดชังความชั่วร้ายเข้ากระดูกดำ!"
"วิญญาณของแม่นางฮว่าหรานบนสวรรค์คงนอนตายตาหลับแล้ว"
ความตายของเฮ่อซีสร้างความสะใจอย่างล้นหลาม
แม้ว่าผู้คนจะไม่กล้าโห่ร้องยินดีเสียงดัง แต่ในใจก็อดไม่ได้ที่จะไชโยโห่ฮิ้ว
ลู่อิวอิวยืนอยู่ริมเรือ หยิบผลไม้เคลือบน้ำตาลจากถุงผ้าขึ้นมาโยนเข้าปาก รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก "มันหวานขึ้นแล้วล่ะ ตอนนี้ใจข้าไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไปแล้ว"
"เมื่อจิตใจปลอดโปร่ง ย่อมไม่รู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา" กู้เป่ยเฉินยิ้มตอบ
"เฮ่อซีตายแล้ว... เฮ่อซีตายแล้ว..." ป้าหมู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นด้วยอาการสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนไร้วิญญาณ สาวใช้สองคนที่หดตัวอยู่ตรงมุมก็กำลังสะอื้นไห้เบาๆ
หนานเกอลืมตาขึ้น ประกายแห่งความรู้แจ้งวาบผ่านนัยน์ตาสีฟ้าประกายน้ำแข็ง ดูเหมือนว่านางจะได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว
"เจ้าบรรลุแล้วรึ?" กู้เป่ยเฉินมองหน้านาง
หนานเกอลุกขึ้นยืน ย่อกายคารวะอย่างงดงาม และกล่าวว่า "ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยชี้แนะหนทางให้เจ้าค่ะ"
"หากเจ้าไม่รังเกียจ จะกราบข้าเป็นอาจารย์ก็ได้นะ" กู้เป่ยเฉินมองนางพร้อมรอยยิ้ม
หนานเกอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นความปีติยินดี นางเอ่ยถามด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ "ท่านหมายความว่า ท่านยินดีรับข้าเป็นศิษย์หรือเจ้าคะ?"
"ถูกต้อง ข้ามองเห็นศักยภาพระดับมหาจักรพรรดิในตัวเจ้า เจ้าคืออัจฉริยะด้านการฝึกตนที่หาได้ยากยิ่ง" กู้เป่ยเฉินพยักหน้ารับ
"ข้ายินดีเจ้าค่ะ!" หนานเกอพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
"ดีมาก ลู่อิวอิว รินน้ำชา" กู้เป่ยเฉินกล่าวเสียงดัง
ลู่อิวอิวรีบรินน้ำชาหนึ่งถ้วยส่งให้หนานเกอ จากนั้นก็ถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง จ้องมองหนานเกอด้วยความใคร่รู้
การที่คุณชายรับศิษย์นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ!
หากเขาไม่ได้พูดโอ้อวด ศิษย์ทั้งเก้าคนที่เขารับไว้ก่อนหน้านี้ ล้วนกลายเป็นมหาจักรพรรดิกันทุกคน
'จักรพรรดินีพิณ...?' ลู่อิวอิวมองดูไฝสีแดงตรงหว่างคิ้วของหนานเกอ พลันความคิดสุดโต่งบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
หรือว่าหนานเกอจะเป็นสหายเก่าคนแรกที่คุณชายตามหาพบ?
ต้องใช่แน่ๆ! ใช่แน่ๆ!
ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหยางโจว พวกเขาก็ขึ้นมาบนเรือสำราญลำนี้เพื่อฟังเพลงพิณ
เป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้วที่เขาไม่เคยหยุดมาที่นี่เลย
ในเมืองหยางโจว มีเพียงหนานเกอเท่านั้นที่สามารถดึงดูดความสนใจของคุณชายได้นานถึงเพียงนี้
"ท่านอาจารย์ ศิษย์จี้เมิ่งหลี ขอคารวะท่านในวันนี้เจ้าค่ะ" หนานเกอจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็คุกเข่ากราบคำนับสามครั้ง เพื่อทำพิธีกราบอาจารย์
"ดี นับจากวันนี้ไป เจ้าคือศิษย์ของข้า ศิษย์ของกู้เป่ยเฉิน"
กู้เป่ยเฉินยื่นมือออกไปประคองนางให้ลุกขึ้น ใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง
เมื่อสามหมื่นปีก่อน ด้วยความประมาทเลินเล่อเพียงชั่ววูบ เขาได้เลี้ยงดูศิษย์ทรยศที่หักหลังอาจารย์ตัวเอง คราวนี้ เขาจะต้องสั่งสอนนางให้ดี และจะไม่ยอมให้นางมีความคิดอกุศลใดๆ เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด
"จี้เมิ่งหลี? หนานเกอไม่ใช่ชื่อของเจ้าหรอกหรือ?" ลู่อิวอิวถามด้วยความสงสัย
"หนานเกอเป็นเพียงนามแฝงของข้า ส่วนจี้เมิ่งหลีคือชื่อจริงเจ้าค่ะ" หนานเกออธิบาย
"อ้อ เข้าใจแล้ว ข้าชื่อลู่อิวอิว ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่า ศิษย์พี่เมิ่งหลี ก็แล้วกันนะ" ลู่อิวอิวยิ้มจนตาหยี
ว้าว แม้แต่ชื่อยังเหมือนกันเลย!
"เจ้าติดตามท่านอาจารย์มาก่อน ดังนั้นข้าต่างหากที่ควรจะเรียกเจ้าว่า ศิษย์พี่อิวอิว" จี้เมิ่งหลีรีบกล่าว
รอยยิ้มของลู่อิวอิวกว้างขึ้นกว่าเดิม "เอาล่ะ ข้าชอบเป็นศิษย์พี่หญิงอยู่พอดี"
ป้าหมู่นั่งมองตาค้าง จู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบคุกเข่าลงตรงหน้ากู้เป่ยเฉินแล้วอ้อนวอน "คุณชายกู้ ท่านช่วยไว้ชีวิตพวกเราและพาพวกเราออกไปจากเมืองหยางโจวได้หรือไม่?"
พอจี้เมิ่งหลีได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ากังวลใจ นางกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ เฮ่อซีผู้นี้คือบุตรชายของมหาอุปราช หากท่านสังหารเขา มหาอุปราชจะต้องไม่ปล่อยพวกเราเอาไว้แน่ พวกเรารีบหนีไปจากที่นี่กันเถอะเจ้าค่ะ"
กู้เป่ยเฉินยกชาที่ศิษย์รินให้ขึ้นจิบ แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ "รออีกสักหน่อยเถิด"
"หากขืนรอช้ากว่านี้ ท่านมหาอุปราชได้ยกทัพมาแน่!" ป้าหมู่ร้อนรนจนน้ำตาร่วง ตอนนี้ชีวิตของนางและบรรดาสาวใช้ล้วนต้องพึ่งพากู้เป่ยเฉินแต่เพียงผู้เดียว ทว่าเขากลับทำตัวเชื่องช้าไม่รีบร้อนเอาเสียเลย
"พวกมันมากันแล้ว" กู้เป่ยเฉินวางถ้วยกระเบื้องเคลือกลง แล้วทอดสายตามองไปทางตลิ่งริมแม่น้ำ