- หน้าแรก
- เกมแห่งสวรรค์ทั้งปวง ข้าคือผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุด
- บทที่ 34 เทพช่างสวรรค์ และ เซียนโอสถ
บทที่ 34 เทพช่างสวรรค์ และ เซียนโอสถ
บทที่ 34 เทพช่างสวรรค์ และ เซียนโอสถ
บทที่ 34 "เทพช่างสวรรค์" และ "เซียนโอสถ"
"อาบน้ำแล้วไง? ไม่ได้หลับแล้วโดนผมปลุกสักหน่อย คุยไปอาบไปก็ได้นี่" ฉู่ซิวบังคับสาวใช้คนนั้นให้เอ่ยปากพูด
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เซิ่งหนานก็โกรธจนควันออกหูทันที เธอปาผ้าขัดตัวใส่หน้าสาวใช้คนนั้นแล้วตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล "คุยไปอาบไปกับผีน่ะสิ! แม่ไม่ได้มีรสนิยมชอบคุยกับใครตอนโป๊นะเว้ย! ยกเลิกการสิงร่างสาวใช้ของข้าเดี๋ยวนี้!"
คำพูดนี้ทำเอาฉู่ซิวชะงักไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น ตัวเขาที่อยู่ในค่ายทหารโจโฉก็ทำหน้าแปลกๆ ก่อนจะบังคับสายลับให้พูดต่อว่า "นี่เธอคงไม่ได้คิดว่าผมมีความสามารถสิงร่างคนอื่นจริงๆ หรอกนะ? ก็แค่ส่งคำสั่งระยะไกลให้เธอพูดตามผมเท่านั้นเอง!"
"คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ?"
"เรื่องจริง!"
"จริงกะผีสิ!" หลี่เซิ่งหนานตวาด "ออกไปรอข้างนอก ไม่งั้นอย่าหวังว่าจะได้รู้อะไรจากปากฉันเลย!"
แต่ฉู่ซิวกลับไม่ยอมให้สาวใช้เดินออกไป
เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงหน้าด้านๆ ว่า "ไม่ออก ถ้าเธอไม่พูด ผมก็จะสิงอยู่อย่างนี้แหละไม่ไปไหน! ถ้าไม่พอใจก็ออกมาตบผมสิ ผมดูอยู่!"
หลี่เซิ่งหนาน: "!!!"
"ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?" ฉู่ซิวซักไซ้
ในที่สุด หลี่เซิ่งหนานก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เธอกล่าวว่า "ยัยผู้หญิงคนนั้นรู้ข้อมูลของอีกสองอาชีพลับที่เหลือนอกเหนือจาก 'นักพรตไท่ผิง' และ 'ผู้ใช้วิชามายา' ฉันถึงยอมร่วมมือกับนางชั่วคราวเพื่อแลกกับข้อมูลนั้น!"
พอได้ยินแบบนี้ ฉู่ซิวก็หูผึ่งทันที
"สองอาชีพลับนั่นคืออะไร?"
"ทำไมฉันต้องบอกนาย?"
"บอกมา แล้วผมจะไป ไม่งั้นจะอยู่เรียนรู้วิธีอาบน้ำกับเธอที่นี่แหละ!"
หลี่เซิ่งหนาน: "..."
เธอกัดฟันกรอดแล้วพูดว่า "สองอาชีพลับที่เหลือ คืออาชีพที่ทริกเกอร์ยากที่สุดในอินสแตนซ์นี้ และถูกขนานนามด้วยคำว่า 'ศักดิ์สิทธิ์' ได้แก่ 'เทพช่างสวรรค์' และ 'เซียนโอสถ' โดยอาชีพแรกมีความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีล้ำสมัยได้โดยไม่ต้องสนพื้นฐานอุตสาหกรรม ถ้าเอามาใช้ในอินสแตนซ์ยุคโบราณแบบนี้ มันก็คือบั๊กชัดๆ! ส่วนอาชีพหลัง ได้ยินว่ามีสองสกิลที่ชื่อ 'ยามีพิษสามส่วน' และ 'ควบคุมระดับจุลภาค' ซึ่งถ้านำมาคอมโบกันจะสามารถสร้างอาวุธชีวภาพได้!"
"อ้อ!"
"อ้ออะไรของนาย? มีปฏิกิริยาให้มันมากกว่านี้หน่อยได้ไหม?"
"วางสายละ สาวใช้คนนี้เธอเลี้ยงไว้ดีๆ ล่ะ ให้เป็นคนติดต่อระหว่างเราในอนาคต มีอะไรจะตามตัวผมก็บอกผ่านเธอได้เลย เดี๋ยวผมรู้เอง!"
หลี่เซิ่งหนาน: "???"
ท่าทีของฉู่ซิวทำให้เธออยากจะซัดหน้าคนจริงๆ
แต่ทันใดนั้น เธอก็เริ่มสงสัยในพรสวรรค์ของฉู่ซิวขึ้นมา... พรสวรรค์บ้าอะไรกันถึงได้หลอนขนาดนี้ นึกจะสิงสาวใช้บ้านคนอื่นก็ทำได้หน้าตาเฉย?
อีกอย่าง ปฏิกิริยาของเขาหลังจากได้ยินเรื่อง "เทพช่างสวรรค์" และ "เซียนโอสถ" มันดูผิดปกติ
เขาไม่ใส่ใจ หรือว่าคาดการณ์ไว้อยู่แล้วกันแน่?
หากฉู่ซิวรู้ความสงสัยของหลี่เซิ่งหนาน เขาคงบอกเธอไปตรงๆ ว่า: อย่างหนึ่งคือไม่ใส่ใจ และอีกอย่างคือคาดการณ์ไว้แล้ว!
เทพช่างสวรรค์นั้นร้ายกาจจริงๆ ในทางทฤษฎี ถ้าสามารถเมินเฉยต่อพื้นฐานอุตสาหกรรมแล้วไต่เต้าสายเทคโนโลยีได้ ก็สามารถสร้างคลื่นเหล็กไหลมาบดขยี้สามก๊กให้ราบคาบได้เลย
ต่อให้ผู้เล่นคนอื่นจะดิ้นรนแค่ไหน แต่ด้วยข้อจำกัดของระดับโลก ก็ไม่มีทางต่อกรกับเทคโนโลยีได้
แต่บังเอิญว่า ฉู่ซิวไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดนี้
ไม่เพียงแค่นั้น สกิลติดตัวของจอมปราชญ์อู่โหวของเขายังสามารถ "ฝังสายลับ" ได้ เว้นแต่ฝ่ายตรงข้ามจะทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบใน "โหมดเครื่องจักรล้วน" ไม่อย่างนั้นตราบใดที่อาวุธถูกส่งให้คนอื่นใช้ ก็เท่ากับส่งมาให้ฉู่ซิวฟรีๆ
แล้วเขาจะกลัวอะไร?
ส่วนอีกอาชีพหนึ่ง เซียนโอสถ เห็นได้ชัดว่าเป็นไปตามที่เขาคาดเดา มันมาจากฮัวโต๋
หรือจะพูดให้ถูกคือ ไม่ได้มาจากฮัวโต๋เพียงอย่างเดียว
"ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างอาชีพลับกับพวกเทพกวนอูหรือจอมปราชญ์อู่โหว อาจจะเป็นเพราะพวกนั้นไม่มีแม่แบบตัวละคร แต่เป็นสายอาชีพในความหมายที่แท้จริงหรือเปล่านะ?"
ฉู่ซิวคิดในใจ
แต่ปากกลับพูดกับโจโฉว่า "ไทเฮาเจ๋อเทียนผู้นั้นใช้ข้อมูลที่มีประโยชน์กับเรามากมาแลกกับการสนับสนุนจากเทพสวรรค์ใต้สังกัดลิโป้ เว้นแต่เราจะรบกันอีกรอบ ไม่อย่างนั้นกองทัพคงบุกเข้าเมืองหลวงไม่ได้แล้ว!"
เมื่อได้ยินดังนั้น โจโฉก็ส่ายหน้าทันที
"รบต่อไม่ได้แล้ว การปราบตั๋งโต๊ะที่สำเร็จได้ เหตุผลสำคัญที่สุดคือเขาผูกขาดอำนาจราชสำนักและทำตัวกร่างจนกลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคน แต่ไทเฮาเจ๋อเทียนในตอนนี้ไม่ใช่ หากเราบุกโจมตีอีก นั่นเท่ากับเป็นกบฏแล้ว!"
แม้ราชวงศ์ฮั่นจะเสื่อมถอย แต่ในตอนนี้บารมีเก่าก็ยังคงอยู่
เหล่าขุนศึกร่วมมือกันจัดการตั๋งโต๊ะ พวกเล่าเปียว เล่าเอี๋ยน ก็คงไม่ว่าอะไร เล่าปี่กับเล่าต้ายก็ยอมออกแรงช่วย แต่ถ้าตั๋งโต๊ะตายแล้วยังจะตีต่อ ท่าทีของเหล่าเชื้อพระวงศ์แซ่เล่าคงยากจะคาดเดา
"นั่นสินะ" ฉู่ซิวกล่าว
และก็เป็นไปตามคาด คืนนั้นเล่าปี่พาน้องชายทั้งสาม รวมสี่คนเดินเข้าเมืองไปขอเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์โดยตรง ในขณะเดียวกัน สองพี่น้องตระกูลอ้วนอย่างอ้วนสุดและอ้วนเสี้ยว ก็นำทหารองครักษ์ร้อยนายเข้าสู่เมืองหลวงเช่นกัน
ถึงตรงนี้ เหล่าขุนศึกก็ไม่มีข้ออ้างให้คัดค้านอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น โจโฉนำคนร้อยนายพร้อมกับฉู่ซิวเดินทางมายังท้องพระโรง
เมื่อเข้าไป สิ่งแรกที่ฉู่ซิวเห็นคือ "ไทเฮาเจ๋อเทียน" ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ จูงมือเล่าเหียบอยู่ เธอแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นไทเฮาตัวจริง
สง่างาม และน่าเกรงขาม
เมื่อเหล่าขุนศึกมากันครบ เธอก็พยักหน้าให้เล่าเหียบ
ฝ่ายหลังเงยหน้าขึ้นทันที แล้วตรัสว่า "ทุกท่านมีความชอบในการปราบตั๋งโต๊ะ สมควรได้รับรางวัล! วันนี้เราเชิญทุกคนมาไม่มีเรื่องอื่นใด เพียงต้องการระดมความคิดเพื่อร่างรายชื่อการแต่งตั้งอ๋อง!"
สิ้นคำตรัส ทั้งอ้วนสุดและอ้วนเสี้ยวต่างก็เผยสีหน้าลำพองใจออกมา
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะตัวเองกำลังจะได้เป็นอ๋อง
แต่เล่าปี่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย เพราะการแต่งตั้งคนนอกแซ่เล่าเป็นอ๋องจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแต่งตั้งพร้อมกันหลายคน
"แล้วฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งกี่ตำแหน่งพะยะค่ะ?" โจโฉเอ่ยถาม
"สิบตำแหน่ง!" เล่าเหียบตรัส "แปดอิสริยยศราชันย์โลกมนุษย์ (เหรินเจียนหวางเจวี๋ย) ได้รับสิทธิ์ครองแคว้น และสองเทพราชา (เสินหวาง) ให้สร้างศาลเจ้าบูชาทั่วหล้า! ที่เราจะหารือกันหลักๆ คือกลุ่มแรก ส่วนสองเทพราชานั้น ตำแหน่งถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ต้องถกเถียง!"
ตรัสจบ พระองค์ก็สั่งให้คนยกโต๊ะเก้าอี้มา เรียกโจโฉและคนอื่นๆ เข้าไปหารือเรื่อง "ตำแหน่งอ๋อง"
พวกวุยอ๋องโจโฉ, อิวอ๋องกองซุนจ้าน, จ๊กอ๋องเล่าปี่, ราชาโครงกระดูกอ้วนสุด... เหมือนจะมีอะไรแปลกๆ ปนเข้ามา แต่ช่างมันเถอะ ที่สำคัญคือการถกเถียงแย่งชิงผลประโยชน์
ใช้ตำแหน่งอ๋อง ยุยงให้ขุนศึกแตกคอกันเอง
และในขณะที่เหล่าขุนศึกกำลังเถียงกันอยู่นั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งที่แต่งตัวประหลาด ไม่ยอมเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเหมือนผู้เล่นคนอื่น แต่ยังคงสวมชุดแฟชั่นยุคปัจจุบัน เดินตรงเข้ามาหาฉู่ซิว
เขามองสำรวจฉู่ซิวตั้งแต่หัวจรดเท้า
แล้วพูดขึ้นว่า "การแต่งตัวแบบนี้ รถสี่ล้อแบบนี้ เหมือนขงเบ้งจริงๆ นั่นแหละ แต่แกเคยคิดบ้างไหมว่าแกไม่ใช่ตัวจริง ต่อให้แต่งตัวเหมือนเปี๊ยบ ก็เป็นได้แค่ลิงสวมมงกุฎ น่าขบขันสิ้นดี!"
คำพูดที่หาเรื่องกันชัดเจนขนาดนี้ ฉู่ซิวมีหรือจะทน
เขาสวนกลับทันควัน "ก็แค่ชุดสกินอาชีพ ผู้เล่นเขาก็ใส่กันแบบนี้ มีปัญหาอะไร? ในใจนายต้องมีปมด้อยขนาดไหนเนี่ย ถึงต้องมาหาซีนกับแค่เรื่องการแต่งตัวของคนอื่น?"
พอเจอสวนกลับไปแบบนี้ สีหน้าของชายหนุ่มก็เย็นชาลงทันที
"ถูกลิโป้เรียกว่า 'เทพสวรรค์อันดับหนึ่ง' เข้าหน่อย แกคงคิดว่าตัวเองเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดแล้วจริงๆ สินะ? ไว้ถึงตอนไปที่เขตปกครองเมื่อไหร่ คนอย่างฉันจะเล่นกับแกให้สนุก ให้แกรู้ซึ้งว่าผู้เล่นระดับสูงของจริงมันเป็นยังไง!"
พูดจบเขาก็เดินหันหลังกลับไป ราวกับไม่เห็นฉู่ซิวอยู่ในสายตา
เล่นเอาฉู่ซิวถึงกับงงไปเลย
จังหวะนั้นเอง ขันทีชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามา กระซิบกับฉู่ซิวว่า "นั่นคือเทพราชาอีกองค์หนึ่งที่จะได้รับการแต่งตั้งนอกเหนือจากท่าน! เรื่องราวเกี่ยวกับเขา หากท่านสนใจอยากรู้ เชิญตามข้าน้อยมา ไทเฮาของข้าน้อยมีเรื่องอยากเชิญท่านไปพบ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่ซิวก็หันไปมองทางบัลลังก์มังกร พบว่ามีเพียงเหล่าขุนศึกที่กำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเพื่อแย่งตำแหน่งอ๋อง
ส่วนไทเฮาเจ๋อเทียน ไม่รู้ว่าหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่!
"ส่งคนมาพูดยั่วโมโหก่อน แล้วค่อยใช้ข้อมูลของคนคนนั้นเป็นเหยื่อล่อ เชิญผมไปพบ? ไทเฮาเจ๋อเทียนคนนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่เบาแฮะ!"
(จบบทที่ 34)