- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 58 - น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
บทที่ 58 - น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
บทที่ 58 - น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
บทที่ 58 - น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
"เฒ่าถูพูดถูกแล้ว ก่อนหน้านี้เคยมีคนไม่พอใจเพชฌฆาตจนถึงขั้นไล่ตะเพิดลงจากแท่นประหารมาแล้ว!"
สือชีได้ยินเสียงอันคุ้นเคย เมื่อหันกลับไปก็พบกับเฉินโค่วที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา
เฉินโค่วก็คือบัณฑิตเฉินนั่นเอง
"ใต้เท้าเฉิน!"
"ใต้เท้าเฉิน!"
เหล่าทหารยามและถูอีตาวที่อยู่ด้านข้างต่างพากันประสานมือคารวะ
"ท่านอาเฉิน?"
เฉินโค่วพยักหน้ารับพลางกล่าว "สือชี วันนี้เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่!"
"ข้าขอทราบเหตุผลได้หรือไม่ขอรับ?"
สือชีรู้สึกไม่ค่อยยินยอมนัก อุตส่าห์ตกลงกันไว้แล้วว่าวันนี้เขาจะได้เริ่มงานเพชฌฆาต เพื่อวันนี้เขาเตรียมตัวมาเนิ่นนานทีเดียว
เฉินโค่วทอดสายตามองไปยังลานประหารที่ผู้คนเริ่มเบียดเสียดกันมากขึ้นเรื่อยๆ พลางอธิบาย "เดิมทีวันนี้มีนักโทษประหารเพียงคนเดียว ขอเพียงเจ้าใจกล้าสักหน่อย การจะผ่านมันไปก็เป็นเรื่องง่ายดาย ทว่าเมื่อกลางดึกค่อนรุ่งของเมื่อวาน ทหารรักษาเมืองดันไปจับกุมแก๊งค้ามนุษย์มาได้กลุ่มหนึ่ง ท่านเจ้าเมืองมีคำสั่งเด็ดขาดว่าวันนี้ต้องสังหารพวกมันทิ้งให้หมด... อันที่จริงท่านเจ้าเมืองต้องการให้ประหารด้วยการแล่เนื้อเสียด้วยซ้ำ ทว่าอีกฝ่ายมีจำนวนมากเกินไป ทั้งในทางกฎหมายก็ยังมีความผิดไม่ถึงขั้นนั้น จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการบั่นเศียรแทน!"
สือชีไม่คิดจะยอมถอย "ข้าทำได้ขอรับ!"
"ทว่าพวกมันมีถึงสามสิบเจ็ดคนเชียวนะ!"
สือชีกัดริมฝีปากล่างเบาๆ สามสิบเจ็ดคนถือว่ามากเอาการอยู่จริงๆ
แม้เขาจะเคยสัมผัสความรู้สึกตอนที่ฟู่หย่วนหมิงลงมือประหารผ่านภาพนิมิตสืบทอดวิชามาแล้ว ทว่าเมื่อต้องมาลงมือทำด้วยตนเองในชีวิตจริง เขาก็ยังแอบหวั่นใจอยู่บ้าง
สือชีกัดฟันกรอดพลางกล่าว "ไม่มีปัญหาขอรับ!"
เฉินโค่วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสือชี เมื่อเห็นแววตาอันดื้อดึงของอีกฝ่ายก็เอ่ยถาม "เจ้าเคยฆ่าคนมาก่อนหรือไม่?"
"ไม่เคยขอรับ! ทว่าข้าเชื่อมั่นว่าข้าทำได้!"
เฉินโค่วยืนครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยอย่างเชื่องช้า "ในเมื่อเฒ่าหูเป็นคนแนะนำเจ้ามา ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง การประหารในวันนี้สำคัญยิ่งนัก หากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว ข้าคงต้องเดือดร้อนเป็นแน่ หากเจ้าทนไม่ไหวก็จงถอยลงมาให้ถูอีตาวขึ้นไปแทน เข้าใจหรือไม่?"
"เข้าใจขอรับ!"
น้ำเสียงของเฉินโค่วดูหนักอึ้งจริงจัง ทว่าสือชีก็ไม่คิดจะหดหัวหนี!
หากแม้แต่ความกล้าที่จะก้าวขึ้นสู่ลานประหารยังไม่มี แล้วเขาจะเอาหน้าไปพบท่านจิตวิญญาณแห่งดาบและผู้อาวุโสฟู่ที่อุตส่าห์สั่งสอนเขาได้อย่างไร?
แม้แต่ตัวเขาเองก็คงต้องดูถูกตนเองเป็นแน่!
"ดีมาก ไปเตรียมตัวขึ้นแท่นประหารได้!"
ลานประหารแห่งเมืองอี้หยางมีขนาดใหญ่โตกว้างขวางกว่าลานประหารแห่งเมืองศิลาเหล็กมากนัก มันสามารถจุคนได้นับหมื่นคนพร้อมกัน
แม้จะยังไม่ถึงเวลาประหาร ทว่าผู้คนกลับหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ลานประหารมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงไม่นานทั่วทั้งลานประหารก็เนืองแน่นไปด้วยฝูงชน!
เหตุใดผู้คนถึงได้มากมายเพียงนี้?
เดิมทีสือชีก็รู้สึกประหม่าอยู่แล้ว บัดนี้เขายิ่งรู้สึกตื่นเต้นลนลานเข้าไปใหญ่!
เขาเอ่ยถาม "ทุกครั้งที่มีการประหาร จะมีผู้คนมาร่วมชมมากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ?"
ถูอีตาวกอดอกทอดสายตามองดูฝูงชนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายพลางเอ่ย "ย่อมมิใช่อยู่แล้ว นักโทษที่จะถูกประหารในวันนี้นั้นพิเศษยิ่งนัก!"
"พวกค้ามนุษย์งั้นหรือ?"
"ถูกต้อง พวกค้ามนุษย์!" ถูอีตาวกัดฟันกรอดขณะกล่าว "แก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้ไม่ธรรมดาเลย หัวหน้าของพวกมันเป็นถึงยอดฝีมือระดับปราณแท้จริง พวกมันเชี่ยวชาญการแปลงโฉมอำพรางกายและลบร่องรอยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเจ้าเล่ห์เพทุบายสุดๆ ก่อนหน้านี้พวกมันก็เคยออกอาละวาดในเมืองอี้หยางและหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงมาแล้ว ช่วงนี้ยิ่งลงมืออย่างบ้าคลั่ง ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน พวกมันใช้วิธีการสารพัดรูปแบบลักพาตัวเด็กน้อยไปกว่าพันคน!"
เมื่อได้ยินว่ามีเด็กน้อยถูกลักพาตัวไปกว่าพันคน สือชีก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก
"พวกมันลักพาตัวเด็กน้อยไปมากมายปานนั้นเพื่อสิ่งใดกัน?"
"หึ จะเอาไปทำอันใดได้อีกล่ะ?" ถูอีตาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงโอ้อวดภูมิรู้ "เด็กน้อยเหล่านี้มีประโยชน์มากมายนัก สามารถนำไปขายให้สำนักวิถีมารหรือผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารเพื่อใช้ในการฝึกวิชา นำไปขายให้องค์กรนักฆ่าเพื่อปลุกปั้นเป็นมือสังหาร นำไปขายให้ตระกูลใหญ่และสำนักต่างๆ เพื่อฝึกฝนเป็นนักรบเดนตาย... ขอเพียงมีจำนวนมากพอก็ล้วนเป็นธุรกิจทำเงินมหาศาล หากไม่มีผลประโยชน์ก้อนโตมาล่อใจ มีหรือที่ยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงจะยอมลดตัวลงมาเป็นพวกค้ามนุษย์?"
"เจ้าคงไม่รู้สินะว่าผู้คนในละแวกนี้เคียดแค้นพวกค้ามนุษย์กลุ่มนี้มากเพียงใด วันนี้เจ้าจะได้เห็นเป็นขวัญตาแน่!"
สือชีเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "พวกมันถึงขั้นกล้ามาก่อเรื่องเหิมเกริมในเมืองอี้หยางเลยเชียวหรือ?"
"ย่อมไม่กล้าอยู่แล้ว เพราะเหตุนี้พวกมันถึงได้ลอบเร้นกายอย่างมิดชิดอย่างไรเล่า!" ถูอีตาวกล่าวต่อ "หากเป็นเพียงเด็กจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาสูญหาย ขอเพียงพวกมันลงมือได้อย่างหมดจด ยอดฝีมือในจวนเจ้าเมืองก็ไม่มีทางระแคะระคายหรอก ทว่าช่วงนี้พวกมันดันก่อเรื่องใหญ่โตเกินไป เดือนเดียวปาเข้าไปเป็นพันคน ไม่ว่าจะเป็นถิ่นของผู้ใดก็ล้วนทนดูต่อไปไม่ได้ทั้งสิ้น!"
"เหตุใดพวกมันถึงได้กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้?"
"เจ้าคิดว่าพวกมันโง่งั้นหรือ?" ถูอีตาวจงใจทิ้งช่วงให้ผู้ฟังอยากรู้ "ส่วนสาเหตุนั้นข้าพอจะเดาออกอยู่บ้าง..."
จากนั้นถูอีตาวก็หุบปากฉับไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ เขายิ้มกริ่มมองดูสือชีด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า 'อ้อนวอนข้าสิ'
การอ่านหนังสือที่น่ารำคาญที่สุดคือการตัดจบแบบค้างคา การสนทนาที่น่ารำคาญที่สุดก็คือการจงใจพูดให้อยากรู้แล้วจากไปนี่แหละ!
สือชียังอ่อนวัยนัก ย่อมไม่อาจอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นได้
เฉินฮ่าวที่ลอบฟังอยู่ด้านข้างรีบเอ่ยเตือน "ไม่ต้องพูดสิ่งใด อย่าไปสนใจมัน!"
สือชียังคงเชื่อฟังคำสั่งของท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ เขาพยายามสะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
"เหตุใดเจ้าถึงไม่ถามข้าล่ะ?"
ท้ายที่สุดถูอีตาวก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียเอง เขากำลังอยู่ในอารมณ์อยากโอ้อวดเต็มที่ พอสือชีไม่ยอมถาม เขาก็อึดอัดแทบคลั่ง
เฉินฮ่าวเอ่ยขึ้น "ถามได้แล้ว!"
"สาเหตุคือสิ่งใดหรือ?"
"ความจริงแล้วง่ายนิดเดียว ลองจินตนาการถึงกลุ่มคนที่พวกค้ามนุษย์ติดต่อค้าขายด้วยก็รู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักวิถีมาร องค์กรนักฆ่า หรือขั้วอำนาจอื่นๆ พวกที่รับซื้อเด็กน้อยเหล่านี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่ใช่พวกโฉดชั่วเลวทราม? คาดว่าคงจะมีผู้ที่ต้องการเด็กน้อยจำนวนมากในเวลาอันสั้น จึงบีบบังคับให้พวกมันเร่งส่งสินค้าให้ทันกำหนด เจ้าพวกสวะที่ลักพาตัวเด็กเหล่านี้ย่อมไม่กล้าขัดขืน จึงต้องยอมเสี่ยงชีวิตทำภารกิจให้สำเร็จอย่างไรเล่า!"
"ทีนี้เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าเหตุใดจึงมีผู้คนแห่แหนมาชมการประหารมากมายถึงเพียงนี้? ข้าขอแนะนำให้เจ้าอย่าขึ้นไปเลย ให้ข้าจัดการเองดีกว่า!"
ใกล้จะถึงยามอู่เค่อที่สาม สือชีเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อมเรียบร้อย เมื่อได้กุมดาบโลหิตชาดไว้ในมือ ความมั่นใจของเขาก็เพิ่มขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
ก่อนจะเดินจากไป ถูอีตาวก็เอ่ยเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงมุ่งร้ายว่า
"ลองดูฝูงชนมากมายมหาศาลนั่นสิ เจ้ารู้สึกตื่นเต้นลนลานบ้างหรือไม่? ระวังอย่าให้ขาสั่นจนก้าวไม่ออกเสียล่ะ!"
"หากเจ้าหวาดกลัวก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ ข้าไม่หัวเราะเยาะเจ้าหรอก อย่างไรเสียเจ้าก็ยังเด็กนัก อายุน่าจะน้อยกว่าบุตรชายของข้าเสียด้วยซ้ำ!"
"เจ้ายังจับดาบได้มั่นคงอยู่หรือไม่? พอขึ้นไปบนแท่นประหารแล้วก็อย่าได้ฟันพลาดเชียวล่ะ มิเช่นนั้นคงได้กลายเป็นตัวตลกแน่!"
"หากรู้สึกสะอิดสะเอียนก็จงอาเจียนออกมาให้หมดไส้หมดพุงเสีย อาเจียนออกมาแล้วจะรู้สึกดีขึ้น เชื่อข้าเถอะไม่มีพลาดหรอก!"
"หากทนไม่ไหวก็ร้องเรียกให้ข้าขึ้นไปช่วยเถิด คนหนุ่มสาวทำผิดพลาดย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีผู้ใดหัวเราะเยาะเจ้าหรอกน่า!"
"..."
สือชีคร้านจะทนฟังคำพูดพล่อยๆ ของมัน เขาฝืนใจเดินมุ่งหน้าไปยังแท่นประหาร
วันนี้ผู้คนเนืองแน่นเกินไป บนเส้นทางสั้นๆ ที่มุ่งสู่แท่นประหาร ทหารรักษาเมืองต้องคอยแหวกทางและจัดระเบียบฝูงชน
สายตานับไม่ถ้วนต่างจดจ้องมาที่สือชีและมองตามทุกย่างก้าวของเขา บางคนถึงขั้นเขย่งปลายเท้าเพื่อชะเง้อมอง
ในชั่วขณะนี้ สือชีในชุดเพชฌฆาตกลายเป็นจุดสนใจมากที่สุด!
แม้ว่าอายุอานามของเขาจะดูอ่อนเยาว์เกินไปสักหน่อยก็ตาม
"นั่นผู้ใดกัน?"
"เพชฌฆาตคนใหม่หรือ?"
"ถูอีตาวหายไปไหนเสียล่ะ? ข้าชอบดูเขาลงดาบบั่นเศียรนะ!"
"ข้าก็คิดว่าเขาดูพึ่งพาได้มากกว่า ไอ้หนุ่มหน้ามนคนนี้คงจะรับมือไม่ไหวหรอกกระมัง!"
"ใช่แล้ว ถูอีตาวลงดาบได้เฉียบขาดสะใจนัก ดูแล้วเพลินตาดี!"
"ข้าตั้งใจมาดูจุดจบของพวกค้ามนุษย์เหล่านี้... ไอ้หนุ่มนี่จะยืนทรงตัวบนแท่นประหารไหวหรือไม่เนี่ย?"
"..."
โชคดีที่มีทหารรักษาเมืองคอยควบคุมสถานการณ์ สือชีจึงไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็น ผู้คนส่วนใหญ่จึงยังคงสงวนท่าทีและเฝ้าดูต่อไป
พวกเขาอยากจะรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีน้ำยาหรือไม่!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝูงชนที่ส่งเสียงเซ็งแซ่ สายตานับหมื่นคู่ที่จ้องมองมา และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา สือชีกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย เขาก้าวเดินตรงไปยังแท่นประหารด้วยจังหวะฝีเท้าอันสม่ำเสมอ ราวกับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย
ผู้ชมบางส่วนที่มีสติเยือกเย็นต่างลอบพยักหน้าชื่นชม อย่างน้อยเพชฌฆาตคนใหม่ผู้นี้ก็ไม่ได้แสดงอาการขี้ขลาดตาขาวให้เห็น!
เหตุใดสือชีถึงไม่ขี้ขลาดตาขาวน่ะหรือ?
มิใช่เพราะเขามีจิตใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา และมิใช่เพราะเขามีเส้นประสาทที่ด้านชามาแต่กำเนิด... ทว่าเป้นเพราะเขาตื่นเต้นจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้วต่างหาก! ใบหน้าของเขาแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก ภายในหัวสมองขาวโพลนไปหมด!
หากมีผู้ใดสังเกตใบหน้าของเขาให้ดี ก็จะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณใต้ตาซ้ายของเขากำลังกระตุกยิกๆ อย่างไม่หยุดหย่อน
เขารู้สึกราวกับว่าพื้นหินชนวนสีเขียวอันแข็งแกร่งเบื้องล่างได้แปรเปลี่ยนเป็นก้อนสำลีอันนุ่มฟูที่พร้อมจะดีดตัวเขาให้กระเด็นลอยขึ้นไปบนฟ้า
สือชีร้องเรียกในใจ "ท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ!"
"หืม?"
"ข้ารู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยขอรับ"
เฉินฮ่าวเอ่ยถาม "คงไม่ใช่แค่นิดหน่อยกระมัง?"
อาการตื่นเต้นของสือชีนั้น เฉินฮ่าวสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ก็แน่ล่ะสิ การต้องมาเผชิญหน้ากับผู้คนนับหมื่นเช่นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่โตเกินไป!
เด็กหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์ที่ต้องขึ้นแท่นประหารเป็นครั้งแรกและต้องมาเจอกับสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ หากไม่รู้สึกตื่นเต้นก็แปลกแล้ว!
สือชีเอ่ยขอความช่วยเหลือ "ควรทำเช่นไรดีขอรับ?"
"ง่ายนิดเดียว เจ้าก็แค่จินตนาการว่าพวกที่มามุงดูเป็น..." เฉินฮ่าวนึกหาคำเปรียบเปรยที่ดูไร้พิษสงไม่ออกไปชั่วขณะ "เจ้าสามารถ... เจ้าสามารถจินตนาการว่าพวกมันเป็นซากศพ แค่นี้เจ้าก็จะไม่หวาดกลัวแล้ว!"
สือชีใช้หางตากวาดมองฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัด หลังจากครุ่นคิดตาม เขาก็พลันรู้สึกหนาวสันหลังวาบ "แต่ทว่าท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ หากข้าจินตนาการว่าพวกมันเป็นซากศพ... ข้ารู้สึกว่ามันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีกขอรับ!"