- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 57 - ผ่านการทดสอบ
บทที่ 57 - ผ่านการทดสอบ
บทที่ 57 - ผ่านการทดสอบ
บทที่ 57 - ผ่านการทดสอบ
สิบวันให้หลัง สือชีเดินทางไปพบผู้บัญชาการหูและแสดงฝีมือการใช้ดาบฟันเทียนไขบนฝ่ามือให้ขาดออกเป็นหกท่อนติดต่อกันถึงห้าครั้งต่อหน้าผู้บัญชาการหู
ควันยาสูบพุ่งปรี๊ดเข้าไปติดคอหอยของผู้บัญชาการหูจนเขาสำลักไอค่อกแค่ก เขาลูบคลำฝ่ามือซ้ายที่ไร้รอยขีดข่วนของสือชีพลางเอ่ยถาม "นี่เจ้าแอบไปฝึกฝนวิชาฝ่ามือลับหลังข้ามางั้นหรือ?"
"เปล่าเลยขอรับ!"
เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ สือชีจึงนำเทียนไขไปวางไว้บนท่อนแขน ก่อนจะฟันมันขาดเป็นสองท่อนโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ผู้บัญชาการหูยกถ้วยชาขึ้นจิบกลั้วคอพลางหัวเราะร่วน "เช่นนั้นก็คงเป็นวิชาคงกระพันกายาสินะ!"
สือชีกัดกรามแน่นจนใบหน้าแดงก่ำ
เขาคว้าแขนล่ำสันของผู้บัญชาการหูมาทันที "ท่านผู้บัญชาการ ขอยืมมือท่านสักประเดี๋ยวเถิดขอรับ!"
"เดี๋ยวก่อนๆ!" ผู้บัญชาการหูรีบร้องห้าม "กระดูกแก่ๆ อย่างข้าทนการล้อเล่นของเจ้าไม่ไหวหรอก ไปหาของอย่างอื่นมาแทนดีกว่า!"
ของอย่างอื่นงั้นหรือ?
สือชีรีบร้อนมาพบผู้บัญชาการหูจนลืมพกเต้าหู้ติดตัวมาด้วย เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องของผู้บัญชาการหู ก่อนจะปรี่ตรงไปยังกระถางต้นไม้ริมหน้าต่าง
เขาไม่รู้หรอกว่าในกระถางนั้นปลูกต้นอะไรไว้ ทว่าเขาก็เด็ดใบอ่อนของมันมาสองใบ
เมื่อเด็ดใบอ่อนมาได้ เขาก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความปวดใจของผู้บัญชาการหู สือชีรีบนำเทียนไขไปวางทับลงบนใบอ่อนนั้นทันที
ไม่มีสิ่งใดผิดคาด เทียนไขขาดสะบั้นเป็นสองท่อน โดยที่บนใบอ่อนนั้นไร้ซึ่งร่องรอยขีดข่วนใดๆ
"ข้าผ่านการทดสอบแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ท่านผู้บัญชาการ?"
"ผ่านแล้วๆ!" ผู้บัญชาการหูเอ่ยด้วยความปวดใจ "หากข้าไม่ให้เจ้าผ่าน ข้าเกรงว่าใบดอกจื่อจิงที่ข้าอุตส่าห์ทะนุถนอมปลูกมาอย่างยากลำบากคงจะถูกเจ้าเด็ดไปจนโกร๋นหมดต้นเป็นแน่"
"ข้าไม่ทราบนี่ขอรับ..."
"เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร เจ้าตามข้ามาก็แล้วกัน!"
ผู้บัญชาการหูใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำยันร่างเดินกะเผลกๆ นำหน้าไป ส่วนสือชีก็เดินตามหลังไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้เข้าไปพยุงแต่อย่างใด
เมื่อขึ้นรถม้า พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมือง ผู้บัญชาการหูพาสือชีเดินเข้าทางประตูเล็ก ลัดเลาะคดเคี้ยวไปตามทางเดินจนมาถึงห้องทำงานแห่งหนึ่ง ภายในห้องมีชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตกำลังถือพู่กันจ้องมองกองกระดาษปึกหนาบนโต๊ะ คิ้วของเขาขมวดมุ่นคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง
"บัณฑิตเฉิน ข้าเฒ่าหูมาเยือนแล้ว!" ผู้บัญชาการหูเดินเข้าไปพลางส่งเสียงทักทายดังลั่น
"ตาเฒ่าหูงั้นหรือ?" ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าบัณฑิตเฉินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "เจ้ามาทำอันใดที่นี่?"
"ข้าย่อมต้องมาไหว้วานให้เจ้าช่วยเหลือสิ มิเช่นนั้นข้าจะมาหาเจ้าเพื่อชวนดื่มสุราหรืออย่างไร?" ผู้บัญชาการหูดูสนิทสนมกับอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เขาไม่ทำตัวห่างเหินเลยแม้แต่น้อย เขาลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ ก่อนจะชี้ไปที่สือชีซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลางแนะนำ "เขาชื่อหลานสือชี เป็นเด็กหนุ่มที่ข้าปลุกปั้นมากับมือ ฝีมือยอดเยี่ยมมากทีเดียว"
บัณฑิตเฉินปรายตามองสือชีพลางพยักหน้ารับ "ดูหน่วยก้านไม่เลวเลย รูปร่างกำยำแข็งแรงดี"
สือชีก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย
"เขาฝึกฝนเคล็ดดาบศึกจนถึงคอขวดแล้ว จำเป็นต้องสั่งสมจิตสังหาร เขาอยากจะทำงานเป็นเพชฌฆาต ข้าก็เลยพาเขามาหาเจ้าอย่างไรเล่า!"
"การสั่งสมจิตสังหารไม่เห็นจำเป็นต้องไปเป็นเพชฌฆาตเลยนี่!" บัณฑิตเฉินเอ่ย "เจ้าก็แค่นักโทษจากคุกมาให้เขาสังหารสักสองสามคนก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ!"
"เขาปรารถนาจะฝึกฝนเคล็ดดาบศึกให้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ ผีเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่าเขาต้องสังหารคนไปอีกมากเท่าใด!" ผู้บัญชาการหูอธิบาย "ตั้งแต่เล็กจนโต เขาเป็นเด็กที่ทำให้ข้าเบาใจมาโดยตลอด เขาขยันฝึกซ้อม ทว่ากลับมีนิสัยเก็บตัวไม่ค่อยพูดค่อยจา อีกเพียงปีเดียวเขาก็จะต้องออกไปเผชิญโลกกว้างแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยปากขอร้องข้า ข้าเองก็คิดว่าหากเขามีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งขึ้น ภายภาคหน้าเวลาออกไปทำงานก็พอจะสร้างชื่อเสียงให้ข้าได้บ้าง ทั้งยังช่วยให้เขาเอาชีวิตรอดได้ง่ายขึ้นด้วย ข้าถึงได้บากหน้ามาขอร้องเจ้าอย่างไรเล่า เจ้าบอกมาตามตรงเถิดว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย?"
สือชีก้มหน้าลง เฉินฮ่าวสังเกตเห็นว่าขอบตาของเขาแดงก่ำและมีหยาดน้ำตารื้นขึ้นมา ทว่าเขาก็พยายามกลั้นไว้ไม่ให้มันไหลรินลงมา
เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างบ่อน้ำตาตื้นเสียจริง!
ทว่าเฉินฮ่าวก็หาได้ใส่ใจไม่ ขอเพียงเขาสามารถฟาดฟันศัตรูได้ ต่อให้เขาร้องไห้ไปฟันไป เฉินฮ่าวก็ยอมรับได้ทั้งนั้น!
"ย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ้อยมาก!" บัณฑิตเฉินหัวเราะร่วน "อย่างไรเสียตำแหน่งเพชฌฆาตก็ไม่ค่อยมีผู้ใดแย่งชิงกันอยู่แล้ว อีกอย่างสือชีก็ถือเป็นคนของตระกูลหลาน คงไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านหรอก"
"วางใจเถอะ เขาเป็นลูกศิษย์ที่ข้าสั่งสอนมากับมือ ทักษะเพลงดาบของเขายอดเยี่ยมมาก แม้เขาจะไม่รู้จักวิธีการประหารชีวิตแบบซับซ้อนซ่อนเงื่อน ทว่าหากเป็นแค่การบั่นเศียร เขาสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ แน่นอน!"
ทั้งสองตกลงกันอย่างรวดเร็ว หากมีนักโทษที่ต้องถูกประหารชีวิต พวกเขาจะส่งคนไปแจ้งให้สือชีทราบล่วงหน้าหนึ่งวัน
ระหว่างทางกลับ ภายในรถม้าเงียบสงัด
ผู้บัญชาการหูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "สือชี"
"ขอรับท่านผู้บัญชาการ?"
ผู้บัญชาการหูจ้องมองเขาเขม็งพลางเอ่ย "การเข่นฆ่าผู้คน บางครั้งก็อาจจะทำให้เจ้าเสพติดความรุนแรงได้ เจ้าต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจให้ดี"
สือชีทำหน้างุนงง
ผู้บัญชาการหูจึงอธิบายต่อ "หากเจ้าสังหารคนมากเกินไป ร่างกายของเจ้าก็จะสะสมจิตสังหารเอาไว้เป็นจำนวนมาก จิตสังหารเปรียบเสมือนดาบสองคม มันสามารถทำร้ายผู้อื่นและย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ โดยรวมแล้วข้อเสียมีมากกว่าข้อดี สิ่งนี้เจ้าต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจ"
"เพราะเหตุใดหรือขอรับ?"
"จิตสังหารที่รุนแรงสามารถทำให้คู่ต่อสู้ที่มีจิตใจอ่อนแอกว่าสูญเสียความสามารถในการต่อต้านได้ ทว่าในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ หากเจ้ามีจิตสังหารรุนแรงเกินไปแต่กลับมีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอ มันก็จะส่งผลเสียต่อเส้นทางการฝึกยุทธ์ของเจ้า!" ผู้บัญชาการหูอธิบายต่อไป "เจ้าจะธาตุไฟแตกซ่านได้ง่ายกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เจ้าพยายามทะลวงผ่านไปสู่ระดับก่อกำเนิด เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับด่านมารในใจ ยิ่งเจ้าสังหารคนมากเท่าใด มารในใจก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น มีผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารและทหารจำนวนไม่น้อยที่ต้องมาตกม้าตายในด่านนี้ เจ้าจงจำคำข้าไว้ให้ดี และจงลงมือแต่พอประมาณ!"
"ขอรับ!" สือชีพยักหน้าอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยถาม "หากผู้ที่มีจิตสังหารรุนแรงสามารถทะลวงผ่านไปสู่ระดับก่อกำเนิดได้สำเร็จล่ะขอรับ?"
"พลังฝีมือของพวกเขาย่อมต้องแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือระดับก่อกำเนิดทั่วไปอย่างแน่นอน!" ผู้บัญชาการหูกล่าวช้าๆ "ยกตัวอย่างเช่น ท่านโหวพิทักษ์อุดรอย่างไรเล่า!"
เมื่อได้ยินถ้อยคำของผู้บัญชาการหู เฉินฮ่าวก็หวนนึกถึงอดีตผู้ถือครองดาบระดับก่อกำเนิดเพียงหนึ่งเดียวของเขาขึ้นมาทันที
ฟู่หย่วนหมิงสามารถเอาชนะด่านมารในใจมาได้หรือไม่นะ?
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเลย
"ท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ สิ่งที่ท่านผู้บัญชาการกล่าวมาเป็นความจริงหรือขอรับ?" สือชีเอ่ยถามขึ้นหลังจากแยกย้ายกับผู้บัญชาการหู
เฉินฮ่าวตอบกลับ "น่าจะเป็นความจริงนะ แล้วเจ้าจะเลิกใช้ดาบมารโลหิตชาดหรือไม่ล่ะ?"
"ไม่ขอรับ!"
เมืองอี้หยาง ในฐานะศูนย์กลางทางทหารและเศรษฐกิจทางตอนเหนือของแคว้นหนานอวิ๋น ไม่ว่าจะเป็นขนาดของเมือง อาณาเขตการปกครอง หรือจำนวนประชากร ล้วนทิ้งห่างเมืองศิลาเหล็กอย่างไม่เห็นฝุ่น
เมื่อนำมาเทียบกับเมืองอี้หยาง เมืองศิลาเหล็กก็เป็นได้แค่หมู่บ้านชนบทห่างไกลความเจริญเท่านั้น
แม้เมืองอี้หยางจะมีกองทัพเกราะทองคำและตระกูลหลานคอยคุ้มครอง ทว่าจำนวนนักโทษที่ต้องโทษประหารชีวิตก็ยังมีมากมายก่ายกอง!
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกใบนี้ยึดถือความแข็งแกร่งเป็นใหญ่ ผู้คนล้วนมีนิสัยดุร้ายป่าเถื่อน ภายใต้การปกครองของตระกูลหลานซึ่งมีพื้นเพมาจากสายเลือดทหาร กฎหมายของเมืองนี้จึงมีความเข้มงวดกวดขันกว่าเมืองทั่วๆ ไปมากนัก
แม้ว่าปกติแล้วเพชฌฆาตจะต้องมีเส้นสายในเมืองอยู่บ้าง ทว่าด้วยฐานะทาสรับใช้ของตระกูลหลาน ประกอบกับการสนับสนุนจากผู้บัญชาการหู สือชีจึงสามารถฮุบงานประหารชีวิตทั้งหมดมาไว้ในมือได้อย่างง่ายดาย
"เด็กเมื่อวานซืนคนนี้มันจะสับหัวคนเป็นจริงๆ งั้นหรือ?" ถูอีตาวผู้เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นเนื้อหนังมังสาที่ขาวซีดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เคยฆ่าคนมาก่อนหรือไม่ล่ะนั่น? ขืนขึ้นไปบนแท่นประหารแล้วอาเจียนแตกอาเจียนแตนขึ้นมา เมืองอี้หยางของพวกเราคงได้กลายเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะเป็นแน่!"
การแย่งชิงหนทางทำมาหากินของผู้อื่นก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าบิดามารดาของพวกเขา
การบั่นเศียรคืองานที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่เหล่าเพชฌฆาต เมื่อถูกสือชีแย่งงานไป มีหรือที่ถูอีตาวจะยิ้มแย้มต้อนรับเขา!
อีกอย่าง สือชีก็เป็นแค่ทาสรับใช้ของตระกูลหลาน ถูอีตาวจึงไม่ได้เกรงกลัวเขาเท่าใดนัก
ภารกิจในวันนี้หนักหนาสาหัสเอาการ!
เขาตั้งใจจะมาดูความล้มเหลวของสือชีโดยเฉพาะ!
เหล่าทหารยามต่างมองสือชีผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ด้วยความแคลงใจ เขาดูเด็กเกินไปจนดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด
เมืองอี้หยางคือป้อมปราการทหารทางตอนเหนือ แม้แต่ทหารรักษาเมืองก็ยังเป็นทหารผ่านศึกที่เคยผ่านการรบมาแล้วทั้งสิ้น หากเพชฌฆาตดันไปอาเจียนแตกบนแท่นประหาร มันคงจะเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าอย่างแท้จริง
"ไม่มีปัญหาขอรับ!" สือชีตอบกลับอย่างมั่นใจ
"หึ ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น!" ถูอีตาวเอ่ย "ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนนะว่า ชาวเมืองอี้หยางล้วนแต่เป็นพวกเลือดร้อน หากเจ้าทำผลงานได้ไม่ดี เจ้าอาจจะถูกโห่ไล่ลงจากแท่นประหารก็ได้นะ!"