- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 56 - จุดอ่อนด้านวิชาตัวเบา
บทที่ 56 - จุดอ่อนด้านวิชาตัวเบา
บทที่ 56 - จุดอ่อนด้านวิชาตัวเบา
บทที่ 56 - จุดอ่อนด้านวิชาตัวเบา
การประลองบนลานกว้างแปรเปลี่ยนเป็นสงครามยืดเยื้อในเวลาอันรวดเร็ว
หลานจิ่วอาศัยวิชาตัวเบาอันปราดเปรียวหลบหลีกไปมาซ้ายทีขวาที เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีอันบ้าคลั่งของสือชีได้อย่างหมดจด ทั้งยังคอยพูดจายั่วยุสือชีเป็นระยะๆ
ผู้ที่มีสายตาแหลมคมย่อมมองออกว่า หากปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อต่อไป สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงสำหรับสือชี
เมื่อทั้งสองมีพลังฝีมือทัดเทียมกัน ผู้ที่จะล้มพับไปก่อนย่อมต้องเป็นสือชีที่เอาแต่โหมโจมตีอย่างไม่คิดชีวิตอย่างแน่นอน
เฉินฮ่าวรู้สึกว่าสือชีช่างเหมือนกับบอสในเกมออนไลน์สมัยก่อนที่เขามักจะเล่น บอสพวกนั้นมีทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันสูงลิบลิ่วทว่ากลับไร้สมองสิ้นดี
"หากเจ้ายังขืนทำเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะถูกลากจนหมดแรงตายเอานะ!"
"ท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ ข้ายังอยากจะลองพยายามดูอีกสักตั้งขอรับ"
"ตามใจเจ้าเถิด!" เฉินฮ่าวคร้านจะสนใจแล้ว
อย่างไรเสียสือชีก็ไม่มีทางตายหรอก
นอกจากผู้บัญชาการหูที่คอยสังเกตการณ์อยู่แล้ว ด้านล่างลานประลองก็ยังมียอดฝีมือระดับทะเลปราณขั้นสูงสุดอีกสี่คนคอยสแตนด์บายเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
เวลาผ่านไปไม่นาน ความเร็วในการโจมตีของสือชีก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลานจิ่วไม่ได้เอาแต่ทุ่มเทกำลังไปกับการหลบหลีกอีกต่อไป เขาเริ่มหันมาจับจ้องสือชีเขม็งเพื่อมองหาช่องโหว่
ด้านล่างลานประลอง ผู้บัญชาการหูก้มหน้าลงและเลิกให้ความสนใจการต่อสู้ของเด็กหนุ่มทั้งสอง เขารู้สึกผิดหวังในตัวสือชีอยู่ไม่น้อย
ในสายตาของทหารผ่านศึกที่กรำศึกมาอย่างโชกโชนผู้นี้ ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมไม่เพียงแต่ต้องมีพรสวรรค์เท่านั้น ทว่ายังต้องมีสติปัญญาอีกด้วย... การที่สือชีไม่ยอมฝึกฝนวิชาตัวเบา ในสายตาของเขาถือเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรงที่สุด!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ผู้บัญชาการหูก็พลันได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึงของเหล่าเด็กหนุ่ม เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าสือชียืนนิ่งอยู่กับที่ โดยมีดาบหนักพาดอยู่บนลำคอของหลานจิ่วเสียแล้ว
ปลายกระบี่เรียวแคบของหลานจิ่วทิ้งตัวลงจรดพื้นอย่างหมดสภาพ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บใจว่า "คิดไม่ถึงเลยว่าดาบหนักจะรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้ ข้ารู้สึกว่ามันเร็วกว่าดาบของข้าเสียอีก!"
"อืม!" สือชีมีใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ทว่าเขาก็พยักหน้ารับอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยถาม "เจ้าไม่สังเกตเห็นหรือ? ดาบของข้าไม่เพียงแต่รวดเร็ว ทว่ายังมั่นคงยิ่งนัก!"
"ชิ!"
หลานจิ่วสะบัดหน้าหนีและเดินลงจากลานประลองไปทันที
อันที่จริงเขาอยากจะถ่มน้ำลายใส่เสียด้วยซ้ำ!
ทว่าดาบเมื่อครู่นี้สร้างความตื่นตะลึงให้เขามากเกินไป
เขาไม่อยากจะล่วงเกินสือชีมากนัก เกิดวันดีคืนดีหมอนี่พลาดพลั้งมือลื่นขึ้นมาจะทำเช่นไร?
สถานการณ์พลิกผันอย่างกะทันหันจนเหล่าเด็กหนุ่มตั้งตัวไม่ติด
"เมื่อครู่นี้เจ้ามองเห็นหรือไม่? ดาบของสือชีน่ะ!"
"เหมือนจะมองไม่เห็น แต่ก็เหมือนจะมองเห็นนะ!"
"พูดเป็นเล่นไปได้!"
"ก็แค่มันรวดเร็วมากก็เท่านั้นแหละ!"
"ดาบนั่นไม่เพียงแต่รวดเร็วนะ! แต่ยังมั่นคงมากๆ ด้วย!"
"นี่เจ้ามองออกด้วยหรือ?"
"เปล่าหรอก เจ้าไม่ได้ยินที่สือชีพูดเมื่อครู่นี้หรืออย่างไร?"
"ถุย!"
ส่วนเฉินฮ่าวนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่ากระบวนท่าที่สือชีใช้ออกมาคือสิ่งใด เพราะกระบวนท่านั้นมันช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน!
แม้จะเป็นเพียงกระบวนท่าบั่นเศียรในระดับพื้นฐาน ซึ่งยังห่างชั้นกับตอนที่ฟู่หย่วนหมิงใช้ออกมาด้วยตนเองมากนัก ทว่ามันก็เพียงพอแล้วที่จะจัดการกับเด็กหนุ่มระดับรวบรวมปราณพวกนี้
นอกจากนี้เฉินฮ่าวยังพบว่า หลังจากที่สือชีใช้กระบวนท่านี้ออกไป ใบหน้าของเขาก็ซีดเซียวลง คล้ายกับว่าพลังสมาธิถดถอย กระบวนท่าบั่นเศียรมิได้สูบกลืนเพียงลมปราณเหมือนทักษะยุทธ์ทั่วไป ทว่ามันยังผลาญพลังจิตวิญญาณอีกด้วย การที่สือชีฝืนใช้กระบวนท่านี้จึงนับว่าเกินกำลังอยู่ไม่น้อย
หลานชีจิ่วยืนอยู่ด้านล่างลานประลอง สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของสือชีอยู่นานสองนาน
ในห้วงความคิดของเขาเอาแต่ฉายภาพดาบอันน่าทึ่งของสือชีซ้ำไปซ้ำมา เขาครุ่นคิดว่าหากตนเองไปอยู่ในตำแหน่งของหลานจิ่ว เขาจะสามารถหลบหลีกกระบวนท่านั้นพ้นหรือไม่ ทว่าคำตอบที่ได้ก็คือ ไม่แน่ใจ!
เหล่าเด็กหนุ่มเลิกวิพากษ์วิจารณ์กระบวนท่าดาบของสือชีกันแล้ว เพราะคนอื่นๆ กำลังจะต้องขึ้นประลองต่อ
การประลองดำเนินต่อไป หลังจากเอาชนะหลานจิ่วมาได้ โชคชะตาก็เข้าข้างสือชี เขาไม่ต้องเผชิญหน้ากับพวกที่เชี่ยวชาญวิชาตัวเบาแบบหลานจิ่วอีกเลย
สือชีอาศัยเพลงดาบหนักอันดุดัน ไล่ต้อนคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังสูสีกับเขาแต่มีวิชาตัวเบาแค่ระดับพื้นๆ ไปจนมุมเวที ก่อนจะบดขยี้พวกนั้นด้วยพละกำลังอันมหาศาล
เผลอประเดี๋ยวเดียว สือชีก็สามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างเหลือเชื่อ
ผู้บัญชาการหูมองดูสือชีพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับยอดฝีมือที่อยู่ข้างกายว่า "ช่วงหลายวันนี้สือชีพัฒนาขึ้นมากจริงๆ เพลงดาบหนักของเขาบรรลุถึงขั้นที่สามารถควบคุมพละกำลังได้อย่างอิสระแล้ว หากคุณชายใหญ่ได้ทราบเรื่องนี้ เขาจะต้องดีใจมากเป็นแน่!"
"ท่านผู้บัญชาการหู สือชีเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ?" ยอดฝีมือที่อยู่ข้างกายผู้บัญชาการหูมีนามว่าเริ่นเสี่ยวจวิน เขาเป็นอดีตทหารที่ปลดประจำการจากสนามรบเช่นเดียวกัน และถูกตระกูลหลานส่งตัวมาที่นี่เพื่อเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการหูในการดูแลและจัดการเหล่าเด็กหนุ่ม
"หากเจ้าสังเกตให้ดีเจ้าก็จะพบว่า ดาบหนักในมือของเขานั้นพลิ้วไหวลื่นไหลราวกับกำลังกวัดแกว่งกระบี่เรียวแคบอย่างไรอย่างนั้น การสับเปลี่ยนกระบวนท่าก็ราบรื่นกลมกลืน ทั้งยังตวัดดาบได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย!"
"เรื่องนี้ผู้น้อยไม่ทันสังเกตเห็นเลยขอรับ!"
ผู้บัญชาการหูหัวเราะร่วน "ก็เพราะเจ้าไม่ได้ใส่ใจจะมองอย่างไรเล่า!"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลานชีจิ่ว สีหน้าของสือชีก็เต็มไปด้วยความฮึกเหิมอยากจะประลองฝีมือ
หลานชีจิ่วเอ่ยขึ้นว่า "คิดไม่ถึงเลยว่าการประลองรอบสุดท้ายจะเป็นการปะทะกันระหว่างพวกเราสองคน!"
"วันนี้ข้าดวงดีน่ะ!" สือชีเอ่ยด้วยความตื่นเต้น "เมื่อออกจากที่นี่ไปแล้ว เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ อย่าได้ตายไปเสียล่ะ!"
"เจ้าอย่าได้ดูถูกตัวเองไปเลย พัฒนาการของเจ้าก้าวกระโดดมาก หากเจ้าฝึกฝนวิชาตัวเบาเพิ่มเติม หลังจากที่ข้าจากไปแล้ว เจ้าก็จะได้เป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน!" หลานชีจิ่วเลือกที่จะเมินเฉยประโยคหลังของสือชีไป
"อืม! รอให้ข้าฝึกฝนเคล็ดดาบศึกจนบรรลุขั้นสมบูรณ์เมื่อใด ข้าจะไปขอรับคัมภีร์วิชาตัวเบาจากท่านผู้บัญชาการทันที!"
หลานชีจิ่วพยักหน้ารับ สายตาของเขาเหลือบไปมองดาบหนักในมือสือชีพลางกล่าว "พรสวรรค์ด้านวิถีดาบของเจ้าเหนือกว่าข้ามาก ดาบหนักเล่มนั้นก็ดูเข้าทีไม่เบาเลย!"
ลวดลายวงแหวนสีเลือดบนตัวดาบหนักช่างสะดุดตายิ่งนัก
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!" บนใบหน้าอันเคร่งขรึมของสือชีปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยาก "ดาบเล่มนี้มีนามว่าดาบหนักโลหิตชาด เป็นผลงานชิ้นเอกที่ปรมาจารย์นักตีดาบรุ่นก่อนใช้เหล็กอุกกาบาตจากนอกโลกและทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายตลอดทั้งชีวิตสร้างสรรค์ขึ้นมา มันสามารถตัดเหล็กไหลได้ดุจตัดหยวก ใบดาบยาวห้าฟุตเก้านิ้ว น้ำหนักรวมทั้งสิ้นสองร้อยชั่ง"
หลานชีจิ่วยกกระบี่ในมือขึ้นพลางเอ่ย "กระบี่ของข้ามีนามว่าชิวซุ่ย..."
ทว่าเขาก็ต้องชะงักงันไปในทันที!
"เลิกพล่ามไร้สาระเสียที พวกเรามาสู้กันเลยดีกว่า!"
"ตกลง!"
ทั้งสองพุ่งเข้าใส่กันพร้อมกัน กระบี่สองเล่มปะทะกันอย่างจังจนเกิดประกายไฟแลบสว่างวาบ
แรงปะทะมหาศาลส่งผ่านตัวกระบี่มา ทำให้หลานชีจิ่วต้องผงะถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านล่างลานประลองต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ "สือชีสามารถผลักหลานชีจิ่วให้ถอยร่นไปได้อีกแล้ว ข้าก็นึกว่าพอหลานชีจิ่วเลื่อนระดับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับทะเลปราณแล้วจะสามารถรับมือกับสือชีได้ตรงๆ เสียอีก!"
หลานจิ่วที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนเอ่ยขึ้นว่า "มีผู้ใดในที่นี้บ้างที่ไม่รู้ว่าสือชีมีพละกำลังมหาศาลเพียงใด? มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่คิดจะไปประลองกำลังกับเขาน่ะ!"
"ใช่แล้ว แม้แต่ท่านผู้บัญชาการยังเอ่ยปากชมเลยว่าสือชีมีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด เหมาะสมกับการต่อสู้ตะลุมบอนในสนามรบเป็นที่สุด!"
"หากต้องประมือกับไอ้บ้าพลังแบบนี้ สู้ไม่ได้ก็แค่หนีเอาตัวรอดก็สิ้นเรื่อง อย่างไรเสียเขาก็วิ่งตามพวกเราไม่ทันอยู่ดี!"
"..."
หลานชีจิ่วเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ก่อกวนและหลบหลีก แทนที่จะเข้าปะทะกับสือชีตรงๆ ไม่นานนักสือชีก็ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
"เหตุใดเจ้าไม่ใช้กระบวนท่าที่เล่นงานหลานจิ่วเมื่อครู่นี้ล่ะ ข้าอยากจะลองรับมือดูสักหน่อย!"
สือชีหัวเราะแห้งๆ "ขออภัยด้วย ข้ายังไม่สามารถใช้มันออกมาได้ตามใจนึกน่ะ กระบวนท่านั้นผลาญพลังสมาธิอย่างมหาศาล ข้าเพิ่งจะคลำทางเจอมันโดยบังเอิญเมื่อไม่นานมานี้เอง จึงยังไม่ค่อยเชี่ยวชาญนัก แถมมันก็ยังไม่สมบูรณ์แบบอีกด้วย"
"น่าเสียดายจริงๆ!" หลานชีจิ่วมองสือชีด้วยสายตาอิจฉา
เขาอิจฉาในพรสวรรค์ของสือชี
ผลการประลองจบลงที่สือชีโหมโจมตีกว่าเจ็ดสิบกระบวนท่าแต่ก็ไร้ผล เขาจึงยอมจำนนแต่โดยดี
"หวังว่าคราวหน้าข้าจะได้มีโอกาสสัมผัสกับกระบวนท่าดาบนั้นของเจ้านะ"
"เจ้าจะยอมยืนนิ่งๆ ไม่หลบได้หรือไม่ล่ะ?"
หลานชีจิ่วตอบกลับทันควัน "ไม่มีทางหรอก!"
สือชีรับรางวัลสำหรับผู้ที่ได้อันดับสองเป็นโอสถกลั่นปราณห้าเม็ด ก่อนจะกลับไปฝึกฝนเพลงดาบในห้องพักต่อไป
ภารกิจต่อไปของเขาคือการใช้ดาบฟันเทียนไขบนฝ่ามือให้ขาด
สือชีวางเทียนไขลงบนฝ่ามือซ้าย มือขวาเงื้อดาบหนักเล็งมาที่มือซ้ายของตนเอง
เมื่อเห็นสีหน้าลังเลใจของสือชีว่าควรจะฟันลงไปดีหรือไม่ เฉินฮ่าวก็เกรงว่าเจ้านี่จะเผลอฟันมือซ้ายของตัวเองขาดกระจุยไปเสียก่อน จึงรีบส่งเสียงเตือน "เจ้าสามารถนำเทียนไขไปวางไว้บนก้อนเต้าหู้ก่อนก็ได้นะ!"