- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 53 - รับการทดสอบ
บทที่ 53 - รับการทดสอบ
บทที่ 53 - รับการทดสอบ
บทที่ 53 - รับการทดสอบ
ในฐานะเด็กกำพร้าที่ตระกูลหลานรับเลี้ยง ที่พักและสถานที่ฝึกยุทธ์ของพวกสือชีล้วนตั้งอยู่ห่างไกลจากจวนหลักของตระกูลหลาน จะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับลูกหลานสายตรงของตระกูลหลานก็เพียงแค่ช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ความอยากรู้อยากเห็นของเฉินฮ่าวจึงเป็นอันต้องพับเก็บไปโดยปริยาย
ฟ้ายังไม่ทันสาง สือชีก็ตื่นนอนแต่เช้าตรู่และมุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์เพื่อฝึกฝนเคล็ดดาบศึก
แม้เขาจะตื่นเช้ากว่าไก่โห่ ทว่าสือชีก็ยังเป็นเพียงคนที่สามที่มาถึงลานฝึกยุทธ์เท่านั้น
เจ้าพวกเด็กกำพร้าเหล่านี้ช่างขยันขันแข็งกว่าเด็กหนุ่มทั่วๆ ไปเสียจริงๆ!
เมื่อเห็นสหายอีกสองคนกำลังก้มหน้าก้มตาฝึกยุทธ์อย่างขะมักเขม้น สือชีจึงไม่คิดจะเข้าไปรบกวน เขาแยกตัวออกไปฝึกฝนเพียงลำพัง
หลังจากกลายเป็นผู้ถือครองดาบมารโลหิตชาด ทั้งรากฐานปราณ พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ และความเข้าใจในวิถีดาบของเขาก็ล้วนก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังจากร่ายรำเคล็ดดาบศึกไปได้สองรอบ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าที่ดูซื่อบื้อของสือชี เขารู้สึกได้ว่าตนเองเข้าใกล้ขอบเขตแห่งความสมบูรณ์แบบเข้าไปทุกทีแล้ว
"สือชี เคล็ดดาบศึกที่เจ้าฝึกฝนดูคล้ายคลึงกับเคล็ดดาบขวางอยู่บ้างนะ"
สือชีตอบกลับไปว่า "ใช่แล้วขอรับท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ ทั้งเคล็ดดาบศึกและเคล็ดดาบขวางล้วนเป็นทักษะยุทธ์ของกองทัพแคว้นหนานอวิ๋น เน้นใช้งานจริงในสนามรบเป็นหลัก ท่านผู้บัญชาการเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาดาบทั้งสองนี้ให้แก่พวกเราเองขอรับ"
เมื่อได้ยินคำว่าการเข่นฆ่าในสนามรบ เฉินฮ่าวก็พลันหูผึ่งขึ้นมาทันที
"แล้วเจ้าไม่เคยคิดอยากจะเป็นแม่ทัพใหญ่เกรียงไกรอย่างโหวพิทักษ์อุดรบ้างเลยหรือ?"
"ย่อมต้องเคยคิดอยู่แล้วขอรับ!" สือชีครุ่นคิดก่อนจะตอบ "ทว่าคนอย่างข้าจะทำได้จริงๆ หรือ?"
เฉินฮ่าวรีบหว่านล้อมทันที "ทำได้สิ เจ้าคือผู้ถือครองดาบมารโลหิตชาด ผู้ครอบครองศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด ขอเพียงเจ้าเชื่อฟังคำแนะนำของข้า การจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!"
"ทว่าหากดาบมารโลหิตชาดร้ายกาจถึงเพียงนั้น เหตุใดผู้ถือครองดาบคนก่อนของท่านถึงได้พลาดท่าตกตายไปเล่า?"
พอถูกถามจี้ใจดำเช่นนี้ เฉินฮ่าวก็ปวดใจแทบกระอักเลือด "เจ้านั่นมันหน้าโง่ มีดาบวิเศษอยู่ในมือแท้ๆ กลับไม่รู้จักใช้!"
สือชีทรุดตัวลงนั่งบนม้าหินพลางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "ถ้าเช่นนั้นท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ ในบรรดาอดีตผู้ถือครองดาบมารโลหิตชาด มีผู้อาวุโสท่านใดที่เก่งกาจแบบสุดๆ บ้างหรือไม่ขอรับ?"
คำถามนี้ทำเอาเฉินฮ่าวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หากให้นับนิ้วดูอดีตผู้ถือครองดาบทั้งสิบสามคน ผู้ที่พอจะทำให้เฉินฮ่าวประทับใจได้บ้างก็มีเพียงจินเจิ้งชิว ฟู่หย่วนหมิง และผังปินที่เพิ่งจะตายตกไปหมาดๆ... ในบรรดาคนเหล่านี้ ผู้ที่มีพลังฝีมือสูงส่งที่สุดก็คือฟู่หย่วนหมิง ก่อนตายเขามีพลังอยู่ในระดับก่อกำเนิด
หากผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในยามนี้คือผู้ฝึกยุทธ์ชาวบ้านธรรมดา เขาก็คงจะคุยโวโอ้อวดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
ทว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้านี้เติบโตมาในตระกูลหลาน วิสัยทัศน์ของเขาย่อมกว้างไกลกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมากนัก
เฉินฮ่าวจึงจำต้องยอมรับตามตรง "ในบรรดาอดีตผู้ถือครองดาบของข้า ไม่มีผู้ใดที่โด่งดังมีชื่อเสียงระดับนั้นหรอก"
"เพราะเหตุใดกัน ดาบมารโลหิตชาดออกจะเก่งกาจถึงเพียงนี้!"
ประโยคนี้สือชีกล่าวออกมาจากใจจริง
"เป็นเพราะพวกเขามีวาสนาไม่มากพอที่จะก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดน่ะสิ!" เฉินฮ่าวล้มเลิกความคิดที่จะหว่านล้อมสือชีเป็นการชั่วคราว
"วาสนางั้นหรือ มันคือโชคชะตาใช่หรือไม่ขอรับ?"
สือชียังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าโชคชะตาเกี่ยวข้องอันใดกับการก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอด
ส่วนเฉินฮ่าวก็ไม่คิดจะอธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ขืนบอกความจริงไปว่าความตายของอดีตผู้ถือครองดาบทั้งสิบสามคน ล้วนมีสาเหตุมาจากน้ำมือของเขาเป็นส่วนใหญ่ เจ้าหมอนี่จะคิดเช่นไรเล่า?
เมื่อกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย การที่สือชีเปลี่ยนมาใช้ดาบเล่มใหม่ย่อมดึงดูดความสนใจของสหายรุ่นเดียวกันได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เฉินฮ่าวมิได้จงใจปกปิดลวดลายวงแหวนสีเลือดบนตัวดาบ เขาเพียงแต่อำพรางระดับพลังของมันให้ดูเหมือนเป็นเพียงอาวุธระดับลี้ลับขั้นต่ำก็เท่านั้น
หลานเอ้อร์อู่ซึ่งมีความสนิทสนมกับสือชีพอสมควรได้เอ่ยถามถึงที่มาของดาบมารโลหิตชาด ทว่าสือชีก็ตอบปัดๆ ไปว่าเขาใช้เงินเก็บทั้งหมดซื้อมาจากเมืองกระเรียนขาว แม้แต่โอสถชำระปราณที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาอย่างยาวนาน และโอสถหลอมปราณซึ่งเป็นรางวัลจากการติดสิบอันดับแรกก็ยังถูกนำไปแลกมาจนหมดสิ้น
หลังจากกลับมาถึงตระกูลได้สิบวัน สือชีก็เผชิญกับคอขวดในการฝึกยุทธ์ ก่อนหน้านี้เขาอาศัยพลังเสริมจากดาบมารโลหิตชาดจนเกือบจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ของเคล็ดดาบศึกได้แล้ว ทว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ความสมบูรณ์แบบของเคล็ดดาบศึกกลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตาดั่งเงาจันทร์ในน้ำหรือดอกไม้ในกระจก แม้ดูเหมือนจะอยู่ใกล้เพียงเอื้อม ทว่ากลับไขว่คว้ามาไม่ได้เสียที
"มีวิธีใดชี้แนะบ้างหรือไม่ขอรับท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ?"
"เจ้าลองไปสอบถามผู้บัญชาการหูดูสิ"
ผู้บัญชาการหูคืออาจารย์ในนามของเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ ในช่วงแรกที่พวกเขาเพิ่งเข้ามาฝึกยุทธ์ ผู้บัญชาการหูเคยจับมือสอนทักษะพื้นฐานให้พวกเขาทีละคน หลังจากนั้นเขาก็แทบจะไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย ปล่อยให้เด็กเหล่านี้ฝึกฝนกันเองตามมีตามเกิด
แน่นอนว่าหากผู้ใดมีข้อสงสัยด้านวิทยายุทธ์และเข้าไปขอคำชี้แนะ เขาก็จะช่วยอธิบายให้อย่างตั้งใจ
ในอดีตเขาเคยเป็นถึงผู้บัญชาการในกองทัพเกราะทองคำ ทว่าหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสในสนามรบจนต้องสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง เขาก็จำต้องปลดประจำการและเข้ามาพำนักอยู่ในตระกูลหลาน
สือชีเดินทางไปพบผู้บัญชาการหูและนำปัญหาในการฝึกฝนเคล็ดดาบศึกไปปรึกษาเขา
ผู้บัญชาการหูซึ่งมีผมสีดอกเลาประปรายกำลังเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวาย ในปากคาบกล้องยาสูบ เขามองสือชีด้วยสายตาชื่นชมพลางกล่าวว่า "หากพูดถึงพรสวรรค์ด้านวิถีดาบ เจ้าถือเป็นอันดับต้นๆ ของเด็กรุ่นนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าข้าเองก็คาดไม่ถึงเลยว่าพัฒนาการของเจ้าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้!"
"เคล็ดดาบศึกและเคล็ดดาบขวางล้วนเป็นเพลงดาบที่ใช้ในสนามรบ สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือความฮึกเหิมและจิตสังหาร!" ผู้บัญชาการหูย้อนถาม "สือชี เจ้าเคยลงมือสังหารคนบ้างหรือไม่?"
"ไม่เคยเลยขอรับ!"
"นั่นแหละคือคำตอบ ในตัวเจ้ายังขาดความดุดันเหี้ยมเกรียม! ขาดจิตสังหารอย่างรุนแรง! นี่คือสาเหตุที่ทำให้เจ้าไม่อาจทะลวงผ่านขั้นสมบูรณ์ไปได้เสียที!" ผู้บัญชาการหูอธิบายต่อ "ในบรรดาเด็กรุ่นเดียวกับเจ้า ผู้ที่สามารถฝึกฝนเคล็ดดาบขวางซึ่งเป็นวิชาระดับพื้นฐานขั้นกลางจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้มีเพียงเจ้าและชีจิ่วเท่านั้น ทว่าชีจิ่วนั้นมีอายุมากกว่าเจ้าหนึ่งปี ทั้งพลังฝีมือก็เหนือกว่าเจ้ามาก แต่กลับมีเพียงเจ้าผู้เดียวที่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความสมบูรณ์แบบในเคล็ดดาบศึกได้"
"แล้วเหตุใดข้าจึงสามารถฝึกฝนเคล็ดดาบขวางจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้ ทั้งที่ข้าไม่เคยฆ่าคนมาก่อนเลยล่ะขอรับ?"
ผู้บัญชาการหูหัวเราะเบาๆ "นั่นเป็นเพราะพรสวรรค์ของเจ้าอย่างไรเล่า! ในวิถีแห่งดาบ เจ้านับเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง อัจฉริยะคือผู้ที่สามารถแปรเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้! ทว่าข้อกำหนดของเคล็ดดาบศึกนั้นเข้มงวดกว่าเคล็ดดาบขวางมากนัก ในอดีตข้าเองก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบนานหลายปี กว่าจะสามารถฝึกฝนเคล็ดดาบศึกจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้"
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปฆ่าคนได้จากที่ใดเล่าขอรับ?"
"เจ้าปรารถนาที่จะฝึกฝนเคล็ดดาบศึกให้บรรลุขั้นสมบูรณ์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?" ผู้บัญชาการหูเอ่ย "เจ้าไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าในยามนี้คือการยกระดับพลังฝีมือ พลังระดับรวบรวมปราณขั้นสูงสุดนั้นยังอ่อนด้อยเกินไป!"
"ทว่าหากข้าไม่อาจฝึกฝนเคล็ดดาบศึกให้บรรลุขั้นสมบูรณ์ ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยขอรับ!" สือชีเอ่ยด้วยสีหน้าอมทุกข์ "ทุกวันนี้แม้แต่ในความฝัน ข้าก็ยังฝันว่าตนเองกำลังฝึกฝนเคล็ดดาบศึกอยู่เลย!"
เรื่องนี้เฉินฮ่าวสามารถเป็นพยานให้ได้
ช่วงหลายคืนที่ผ่านมา เฉินฮ่าวเห็นกับตาว่าสือชีมักจะลุกพรวดขึ้นมานั่งบนเตียงตอนกลางดึกทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท แล้วใช้มือเปล่าร่ายรำกระบวนท่าของเคล็ดดาบศึกอย่างบ้าคลั่ง
เฉินฮ่าวยังเคยนำเรื่องนี้มาเล่าเป็นเรื่องตลกให้สือชีฟังด้วยซ้ำ
ในสายตาของเฉินฮ่าว สือชีช่างมีอาการป่วยทางจิตอ่อนๆ คล้ายพวกย้ำคิดย้ำทำไม่มีผิด!
แถมยังเป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบอีกต่างหาก
"ทว่าตอนนี้เจ้ายังอายุไม่ถึงสิบห้าปี ยังไม่อาจลงสู่สนามรบได้หรอกนะ!" ผู้บัญชาการหูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "เอาอย่างนี้เป็นอย่างไร ข้าจะถ่ายทอดวิชาตัวเบาให้เจ้าอีกสักชุด? จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเจ้าก็คือการไร้วิชาตัวเบา หากเจ้าฝึกฝนวิชาตัวเบาจนเชี่ยวชาญ รับรองว่าเจ้าจะต้องติดสามอันดับแรกอย่างแน่นอน!"
เฉินฮ่าวถือโอกาสนี้แทรกขึ้นมาทันที "สือชี หากเจ้าตั้งใจจะฝึกฝนเคล็ดดาบศึกให้บรรลุขั้นสมบูรณ์จริงๆ ข้าก็พอจะมีวิธีอยู่บ้างนะ"
สือชีรีบถามในใจ "วิธีใดหรือขอรับ?"
"ขอให้ผู้บัญชาการหูแนะนำเจ้าไปเป็นเพชฌฆาตอย่างไรเล่า!"
"เพชฌฆาตงั้นหรือ?"
สือชีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากขอร้องผู้บัญชาการหู
ผู้บัญชาการหูถอนหายใจยาว "คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นคนหัวรั้นถึงเพียงนี้ ทว่าการไปเป็นเพชฌฆาตก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีไม่เลว"
"ท่านผู้บัญชาการอนุญาตแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ข้าย่อมจัดการให้เจ้าได้ ในกองทัพ ข้ายังพอมีเส้นสายอยู่บ้าง!" ผู้บัญชาการหูเอ่ย "ทว่าการจะเป็นเพชฌฆาตในเมืองอี้หยางได้นั้น หากไม่มีฝีมือที่แท้จริงก็คงยากจะเอาตัวรอด ข้าสามารถมอบโอกาสให้เจ้าได้ แต่เจ้าจะคว้ามันไว้ได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าแล้ว!"
สือชีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้ายินดีรับการทดสอบขอรับ!"