- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 49 - โชคร้าย
บทที่ 49 - โชคร้าย
บทที่ 49 - โชคร้าย
บทที่ 49 - โชคร้าย
"เจ้าคือผู้ใด?"
ผังปินถือกระบี่จ้องมองบุรุษเบื้องหน้าพลางเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจนัก
"ข้าก็คือผู้นำตระกูลช่ายอย่างไรเล่า!"
ผังปินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "เจ้ามิได้ออกไปข้างนอกหรอกหรือ?"
ในเมื่อเลือกที่จะจัดการกับคุณชายสามตระกูลช่าย เขาย่อมถือเอาผู้นำตระกูลช่ายเป็นศัตรูตัวฉกาจในใจ ส่วนบรรพบุรุษตระกูลช่ายนั้นเขาไม่ได้คิดกังวลให้มากความ
ในหมู่ยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นสูงสุดนับร้อยคนอาจจะมีเพียงผู้เดียวที่สามารถทะลวงผ่านกลายเป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดได้ ยิ่งเป็นยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นสูงสุดที่อายุขัยใกล้สิ้นสุด ความยากในการทะลวงระดับพลังย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ!
บรรพบุรุษตระกูลช่ายไม่ปรากฏตัวมาถึงสามปี ผู้คนมากมายต่างคาดเดากันว่าเขาคงจะสิ้นใจไปแล้ว เพียงแต่ตระกูลช่ายเลือกที่จะปิดข่าวเอาไว้เท่านั้น
พลังฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นปลายของช่ายอี้อวิ๋นนั้นถือว่าสูสีกับผังปิน
หากต้องต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผังปินก็ไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถใช้ทักษะเพลงดาบอันโหลยโท่ยของตนเองสังหารอีกฝ่ายลงได้
ผังปินสืบทราบมาว่าวันนี้เจ้าเมืองกระเรียนขาวจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำตระกูลต่างๆ เขาเฝ้ารอจนกระทั่งเห็นช่ายอี้อวิ๋นเดินออกจากจวนไปกับตาจึงค่อยตัดสินใจลงมือ
ผู้นำตระกูลช่ายเอ่ยถามด้วยใบหน้าดำทะมึน "เจ้าคิดว่าจะมีผู้ใดกล้าปลอมตัวเป็นผู้นำตระกูลช่ายในจวนตระกูลช่ายงั้นหรือ?"
"คงไม่มี!" ผังปินส่ายหน้า
จิตใจของผังปินดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแล้ว
"นับว่าโชคยังดีที่วันนี้ท่านเจ้าเมืองมีธุระด่วนจึงยกเลิกงานเลี้ยงไปกะทันหัน มิเช่นนั้นตระกูลช่ายของเราคงต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่เป็นแน่!" ช่ายอี้อวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ในเมื่อวันนี้เจ้ารนหาที่ตายมาถึงที่ ก็จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถิด!"
ไม่ว่าผังปินจะมีความแค้นอันใดกับตระกูลช่าย ไม่ว่าผู้ใดจะถูกหรือผิด ในเมื่อผังปินบุกมาสังหารคนถึงหน้าประตูบ้าน ทั้งสองฝ่ายย่อมผูกความอาฆาตแค้นกันจนไม่อาจอยู่ร่วมโลกได้อีกต่อไป
มีเพียงผู้ที่รอดชีวิตเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ไปอธิบายเหตุผลกับผู้อื่นได้
"พวกเรามาตกลงกันเถิด ข้ามาเพื่อสังหารบุตรชายคนที่สามของเจ้า ปล่อยให้ข้าฆ่าเจ้าลูกคนนั้นเสียแล้วข้าจะล่าถอยไปทันทีเป็นอย่างไร?"
ผังปินไม่เกรงกลัวตระกูลช่าย เขากับช่ายอี้อวิ๋นมีพลังฝีมือทัดเทียมกัน หากเขาดึงดันจะหนีไปให้ได้ ช่ายอี้อวิ๋นย่อมไม่อาจรั้งเขาไว้ได้
"ข้าว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นเรื่องบัดซบที่เจ้าลูกทรพีผู้นั้นก่อขึ้น!" ช่ายอี้อวิ๋นเอ่ยด้วยสีหน้าย่ำแย่ "ทว่าหากปล่อยให้เจ้าสังหารบุตรชายของข้า แล้วตระกูลช่ายของพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด อีกฝ่ายฝีมือไม่เบา เป็นถึงยอดฝีมือระดับปราณแท้จริง ทุกคนบุกเข้าไปพร้อมกันเลย!"
สิ้นคำสั่งของผู้นำตระกูลช่าย เหล่ายอดฝีมือตระกูลช่ายก็กรูกันเข้าไปรุมล้อมทันที
ในเมื่อผูกมัดความแค้นกันแล้ว ตระกูลช่ายย่อมไม่มีทางปล่อยให้ผังปินรอดชีวิตกลับไป พวกเขาไม่สนกฎเกณฑ์หรือคุณธรรมน้ำมิตรในยุทธภพอันใดทั้งสิ้น
ในบรรดายอดฝีมือตระกูลช่าย มียอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นกลางถึงสี่คน ประกอบกับช่ายอี้อวิ๋นผู้เป็นยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นปลายคอยคุมเชิงอยู่วงนอก
ไม่นานนักผังปินก็ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด!
ทุกครั้งที่เขาพยายามจะหลบหนี ช่ายอี้อวิ๋นที่จ้องตะครุบเหยื่ออยู่ก็จะเข้ามาขัดขวาง จากนั้นเขาก็จะถูกยอดฝีมือตระกูลช่ายคนอื่นๆ รุมล้อมอีกครั้ง!
ผ่านไปเพียงสิบกระบวนท่า ผังปินก็ถูกฟันไปถึงสามแผล แม้ทั้งสามดาบจะไม่ได้โดนจุดสำคัญ แต่ก็ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง
ตามหลักแล้ว ด้วยพลังฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นปลายของผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารอย่างเขา ย่อมไม่มีทางตกเป็นรองอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนี้ในเวลาอันสั้น
ต่อให้ไม่อาจหลบหนีไปได้ แต่ก็ไม่ควรจะได้รับบาดเจ็บในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้
ทว่าปัญหาอยู่ที่เขาดันถือดาบมารโลหิตชาดเอาไว้น่ะสิ
ต่อให้เขาจะฝึกฝนเคล็ดดาบขวางจนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ทว่าในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแท้จริงคนอื่นๆ ทักษะเพลงดาบของเขาก็ยังคงเข้าขั้นโหลยโท่ยอยู่ดี!
ยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงทั้งห้าคนที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่ใช้ทักษะยุทธ์ระดับลี้ลับขึ้นไป?
สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือเพลงหมัด การต้องถือกระบี่ยาวมาต่อสู้กับศัตรูเช่นนี้ ย่อมไม่ต่างอันใดกับการร่ายรำทั้งที่ถูกล่ามโซ่ตรวน!
เมื่อร่างกายถูกฟันเป็นแผลที่ห้าและเกือบจะถูกตัดแขนขวาขาด ผังปินก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดในที่สุด
เขากัดฟันฝ่าวงล้อมของผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลช่าย นำดาบมารโลหิตชาดกลับไปสะพายไว้บนหลัง แล้วสวมถุงมือเหล็กเข้าที่มือทั้งสองข้าง
เมื่อได้กำหมัดแน่น สัมผัสอันคุ้นเคยก็หวนกลับมา ความมั่นใจในการฝ่าวงล้อมก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล!
หากเขาไม่ยอมใช้วิชาเพลงหมัดที่ตนเองถนัดที่สุด เขาคงต้องถูกสูบพลังจนตายอยู่ที่นี่เป็นแน่
จะยอมตายเสียตั้งแต่ตอนนี้ หรือจะยอมเผชิญหน้ากับเรื่องน่าสะพรึงกลัวในภายหลัง... ทางเลือกเช่นนี้ยังต้องให้คิดอีกงั้นหรือ?
เขากางแขนทั้งสองข้างออก ลมปราณสีแดงฉานดั่งโลหิตแผ่ซ่านปกคลุมหมัดทั้งสองข้างทันที
"หมัดราชันโลหิต!"
เมื่อใช้วิชาหมัดราชันโลหิต แรงกดดันของผังปินก็ลดฮวบลง ยอดฝีมือตระกูลช่ายทั้งห้าคนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังฝีมือของอีกฝ่ายพุ่งสูงขึ้น!
ช่ายอี้อวิ๋นหรี่ตาลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ที่แท้สิ่งที่เจ้าถนัดกว่าคือเพลงหมัดนี่เอง!"
"ท่านผู้นำ เจ้านี่ดูเหมือนจะเป็นพี่ใหญ่ของสามปีศาจแม่น้ำแดงเลยนะขอรับ!"
ชายชราผู้มีอายุมากที่สุดในบรรดายอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นกลางทั้งสี่คนโพล่งขึ้นมา
สามปีศาจแม่น้ำแดงมีชื่อเสียงไม่น้อยในเขตทรายขาว ตระกูลใหญ่หลายตระกูลล้วนมีเครือข่ายข่าวกรองเป็นของตนเอง ทักษะยุทธ์ของผังปินตลอดจนรูปร่างหน้าตาล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากได้พบกับผู้ที่มีสายตาแหลมคม การจะถูกจำหน้าได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ช่ายอี้อวิ๋นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แล้วปีศาจอีกสองคนเล่า?"
"ไม่ทราบขอรับ!"
เมื่อรู้ว่าผังปินคือพี่ใหญ่ของสามปีศาจแม่น้ำแดง และสมาชิกอีกสองคนยังไม่ปรากฏตัว การโจมตีของยอดฝีมือตระกูลช่ายทั้งหลายก็ชะงักงันลงไปบ้าง... พวกเขาต่างพะว้าพะวังเพราะเกรงว่าจะถูกลอบโจมตี
ผังปินไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ เขาพยายามจะฝ่าวงล้อมอีกครั้ง ทว่ากลับถูกช่ายอี้อวิ๋นเข้ามาพัวพันไว้อีก
ช่ายอี้อวิ๋นตะโกนสั่งการเสียงดังลั่น "นอกจากผู้อาวุโสและผู้ทำคุณประโยชน์ที่ต้องรับมือกับผังปินต่อไปแล้ว ให้คนอื่นๆ รีบออกค้นหาบริเวณโดยรอบทันที ลากคออีกสองคนที่เหลือออกมาให้ข้าให้จงได้ พวกเรามาจัดการกับเจ้านี่ก่อน งัดเอาไม้ตายก้นหีบของพวกเจ้าออกมาให้หมด จบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด!"
"โทสะราชันโลหิต!"
ผังปินเองก็งัดเอาไม้ตายออกมาใช้เช่นกัน
ลมปราณสีแดงฉานปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง เขากลายสภาพเป็นมนุษย์โลหิตไปในทันที
"ทลายขุนเขา!" ผังปินฝืนทนรับการรุมโจมตีจากอีกสามคน เขาพุ่งตัวเข้าไปซัดหมัดเข้าใส่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแท้จริงของตระกูลช่ายคนหนึ่งจนปลิวละลิ่วไป
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องแลกชีวิตสังหารศัตรูให้ได้อย่างน้อยหนึ่งคนเสียก่อน!
ทำให้บาดเจ็บทั้งฝ่ามือมิสู้ตัดนิ้วทิ้งเพียงนิ้วเดียว
ผู้ฝึกยุทธ์ที่รุมล้อมเขามิได้มีเพียงคนของตระกูลช่ายเท่านั้น แต่ยังมีผู้ทำคุณประโยชน์รวมอยู่ด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำคุณประโยชน์กับตระกูลหรือสำนักนั้นคล้ายคลึงกับการว่าจ้าง ความจงรักภักดีย่อมไม่ได้สูงส่งอันใดนัก
หากเขาสังหารไปได้สักคน ผู้ที่เหลืออยู่ย่อมต้องเกิดความหวาดหวั่นลังเลใจเป็นแน่
เมื่อถึงตอนนั้นค่อยหาจังหวะหลบหนีอีกครั้ง!
หลังจากใช้หมัดบดขยี้กะโหลกของยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นกลางไปได้หนึ่งคน ผังปินก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมจ้องมองผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ พลางกล่าวว่า "หึหึ ต่อให้ข้าผังปินจะต้องตาย ข้าก็จะลากพวกเจ้าไปลงนรกเป็นเพื่อนข้าให้จงได้!"
เมื่อเห็นว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแท้จริงสองคนมีแววตาหลุกหลิกหวาดกลัว... ผังปินก็รู้ทันทีว่าตนเองหาช่องโหว่ในการฝ่าวงล้อมเจอแล้ว
ช่ายอี้อวิ๋นตะโกนก้อง "ทุกคนอย่าได้หวาดกลัว มันได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว รวมพลังกันสังหารมันเสีย!"
"ผังปิน เจ้าใช้หมัดสังหารคนแล้วนะ!"
ที่ด้านหลังของผังปิน จิตวิญญาณแห่งดาบมารโลหิตชาดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
เมื่ออยู่ในมือของผังปิน อาวุธวิญญาณชั้นเลิศอย่างดาบมารโลหิตชาดกลับกลายเป็นเพียงตัวถ่วง...
"ท่านจิตวิญญาณแห่งดาบ มีเรื่องอันใดเอาไว้ค่อยคุยกันภายหลังเถิดขอรับ!"
ผังปินพยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
"เจ้าละเมิดข้อตกลงระหว่างพวกเราแล้ว!"
"ข้าทราบดีขอรับ แต่ข้าเองก็สุดวิสัยจริงๆ ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าช่ายอี้อวิ๋นจะกลับมาเร็วถึงเพียงนี้!"
เฉินฮ่าวเอ่ยด้วยเสียงกระซิบ "ในชีวิตของคนเราล้วนมักจะมีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่เสมอ ผังปินเอ๋ย ข้าว่าวันนี้เจ้าคงจะดวงตกขั้นสุดแล้วล่ะ จงระวังตัวให้ดีเถิด!"
"โชคร้ายจริงๆ นั่นแหละ!"
ณ เขตหวงห้ามตระกูลช่าย ลึกลงไปใต้ดินสิบเมตร ภายในถ้ำอันแห้งแล้งแห่งหนึ่ง ชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง
ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยจุดด่างดำ เส้นผมแห้งกร้านราวกับหญ้าแห้งในฤดูสารท ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมา หากมิใช่เพราะเขายังคงสูดลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาในทุกๆ หนึ่งก้านธูป เขาก็คงไม่ต่างอันใดกับซากศพที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในจังหวะนั้นเอง พื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือนเบาๆ ร่างกายของชายชราก็สั่นสะท้านตามไปด้วย
เกิดเสียงดัง "ปัง" สนั่นหวั่นไหว พายุหมุนไร้สภาพกวาดพัดไปทั่วทั้งถ้ำ ปราณฟ้าดินจำนวนมหาศาลถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นลูกใหญ่
ชายชราลืมตาอันขุ่นมัวขึ้นมาฉับพลัน ในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงผ่านระดับพลังได้สำเร็จแล้ว!
หยาดน้ำตาแห่งความปีติร่วงหล่นจากหางตาของเขาอย่างเงียบงัน