- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 43 - รอคอยดินแดนเร้นลับ
บทที่ 43 - รอคอยดินแดนเร้นลับ
บทที่ 43 - รอคอยดินแดนเร้นลับ
บทที่ 43 - รอคอยดินแดนเร้นลับ
มีหรือที่เฉินฮ่าวจะไม่เข้าใจความหมายของผังปิน
เขาจะสามารถพูดจนคนเป็นบ้าได้เชียวหรือ?
เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
อีกอย่าง ตอนที่ฟู่หย่วนหมิงเป็นผู้ถือครองดาบ เขายังไม่ได้เลื่อนระดับเป็นอาวุธระดับวิญญาณเลยด้วยซ้ำ!
"เจ้าผัง!"
"ขอรับ!"
เฉินฮ่าวเอ่ยต่อ "ท่านปู่ฮ่าวเห็นแก่หน้าเจ้าหรอกนะ ถึงได้พูดคุยกับเจ้าตั้งมากมาย หากเป็นผู้ถือครองดาบทั่วไป ท่านปู่ฮ่าวไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ เข้าใจหรือไม่ ที่ข้าพูดคุยกับเจ้า ถือเป็นเกียรติของเจ้า เจ้าควรจะรู้สึกซาบซึ้งใจจนทำตัวไม่ถูกเสียด้วยซ้ำ!"
"ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ท่านปู่ฮ่าว การที่ท่านปู่ฮ่าวพูดคุยกับข้า ถือเป็นเกียรติของข้าแล้วขอรับ!"
แม้ปากผังปินจะเอ่ยเช่นนั้น แต่ในใจเขาคิดเช่นไร ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
แล้วเฉินฮ่าวจะสนหรือว่าในใจเขาคิดเช่นไร?
ย่อมไม่สน!
ในฐานะจิตวิญญาณแห่งดาบ เฉินฮ่าวย่อมทำตัวตามอำเภอใจเช่นนี้แหละ!
เห็นได้ชัดว่าผังปินเป็นพวกมีแผนการชั่วร้ายในใจ เหตุใดเขาจึงยอมก้มหัวรับฟังและเอ่ยด้วยความนอบน้อมเช่นนี้เล่า?
นั่นก็เพราะเขายังมีประโยชน์ต่ออีกฝ่ายอยู่มิใช่หรือ?
"จริงสิ พวกเจ้าสามพี่น้องไปทำอันใดที่เมืองอวิ๋นเฮ่อหรือ?"
"พวกเราได้รับข่าวมาว่า เร็วๆ นี้เกิดแสงสีรุ้งประหลาดปรากฏขึ้นบนภูเขากระเรียนขาวใกล้กับเมืองอวิ๋นเฮ่อ สำนักกระเรียนขาวที่อยู่ละแวกนั้นได้ปิดล้อมภูเขากระเรียนขาวไว้ทั้งหมด คาดว่าน่าจะมีดินแดนเร้นลับกำลังจะเปิดออกขอรับ"
ผังปินตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา
"ดินแดนเร้นลับงั้นหรือ?"
"ถูกต้องขอรับ อาจจะเป็นดินแดนเร้นลับ หรืออาจจะมีของวิเศษจากฟ้าดินกำลังจะปรากฏขึ้น! พวกเราสามพี่น้องได้ยินข่าวนี้ จึงอยากจะมาร่วมดูความครึกครื้นเสียหน่อย"
"ไม่ใช่บอกว่ามีสำนักปิดล้อมภูเขาไว้หรือ พวกเจ้าสู้พวกเขาได้หรืออย่างไร?"
"ย่อมสู้ไม่ได้อยู่แล้วขอรับ! สำนักกระเรียนขาวนับว่ามีชื่อเสียงพอตัวในเขตทรายขาว ได้ยินมาว่านักพรตกระเรียนเมฆาผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดคือยอดฝีมือระดับก่อกำเนิด" ผังปินหัวเราะร่า "ทว่าถึงพวกเราจะสู้ไม่ได้ แต่ย่อมต้องมีผู้อื่นสู้ได้อย่างแน่นอน ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปแล้ว สำนักกระเรียนขาวเพียงสำนักเดียวอย่าหวังจะฮุบทรัพยากรในดินแดนเร้นลับไว้แต่เพียงผู้เดียวเลย"
"พวกเขาจะยอมปล่อยให้ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรอย่างพวกเจ้าเข้าไปงั้นหรือ?"
"พวกเขาย่อมไม่เต็มใจอยู่แล้วขอรับ!" ผังปินเอ่ยกลั้วหัวเราะ
ดินแดนเร้นลับมักจะเป็นโลกใบเล็กๆ ที่แยกตัวเป็นเอกเทศ
ดินแดนเร้นลับขนาดเล็กมักจะมีพื้นที่กว้างขวางเทียบเท่ากับเมืองหนึ่งเมือง ส่วนดินแดนเร้นลับขนาดใหญ่นั้นยากจะคาดเดา มีข่าวลือว่าดินแดนเร้นลับขนาดใหญ่บางแห่งอาจมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลเท่ากับแคว้นหนึ่งแคว้นเลยทีเดียว
เล่าลือกันว่าจักรวรรดิ สำนัก หรือตระกูลที่ทรงอำนาจมากมาย ล้วนมีช่องทางในการเข้าสู่ดินแดนเร้นลับอยู่ในมือ
อย่างไรเสียเฉินฮ่าวก็ไม่เคยเข้าสู่ดินแดนเร้นลับมาก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ถือครองดาบของเขามักจะเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ปลายแถวเท่านั้น
การเปิดดินแดนเร้นลับที่ภูเขากระเรียนขาวในครั้งนี้ เขาจะได้ไปดูความครึกครื้น และถือโอกาสเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย
เพิ่งจะก้าวเข้าสู่เขตเมืองอวิ๋นเฮ่อ ก็เริ่มมีผู้ฝึกยุทธ์ปรากฏตัวให้เห็น
มีทั้งศิษย์จากสำนักต่างๆ ที่จับกลุ่มกันมาเป็นขบวน สวมใส่ชุดเครื่องแบบสีเดียวกัน
มีทั้งกองกำลังทหารรับจ้างกลุ่มใหญ่ ทว่าระเบียบวินัยดูหละหลวม
มีผู้ฝึกยุทธ์ที่มากันเป็นกลุ่มเล็กๆ สองสามคน และมีจอมยุทธ์พเนจรที่เดินทางมาเพียงลำพังอย่างเงียบเชียบ
ผังปินฉวยโอกาสลอบโจมตีไปสองระลอก สังหารผู้ฝึกยุทธ์ไปสามคน ในชั่วขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้นสิ้นใจ พลังงานอันบริสุทธิ์ก็ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขา!
ผังปินยอมสยบต่ออานุภาพอันทรงพลังของดาบมารอย่างราบคาบ!
ในเวลานี้เฉินฮ่าวได้มอบสิทธิ์ให้ผังปินดูดซับพลังงานสามสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
หลังจากเปลี่ยนผู้ถือครองดาบมาสิบกว่าคน คนที่เฉินฮ่าวถูกใจมากที่สุดก็คือผังปินผู้นี้นี่แหละ!
"มีดาบมารที่เก่งกาจถึงเพียงนี้แท้ๆ ฟู่หย่วนหมิงกลับถูกคนต้อนให้จนมุมจนต้องตาย ช่างเป็นเศษสวะเสียจริง!"
"นี่ เจ้าผัง อย่ามาด่าผู้ถือครองดาบคนก่อนต่อหน้าข้าจะได้หรือไม่?"
"ขออภัยขอรับท่านปู่ฮ่าว วันหน้าข้าจะไม่ทำอีกแล้วขอรับ!" ผังปินเอ่ยด้วยความนอบน้อม
น้ำเสียงของเขาดูเคารพนบนอบยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก!
หลังจากที่ผังปินสังหารผู้ฝึกยุทธ์ไปสิบสามคน เขาก็พึมพำกับตัวเอง "ช่างเป็นความสามารถที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ข้าชักจะควบคุมตัวเองไม่อยู่เสียแล้วสิ การที่สามารถสะกดกลั้นความปรารถนาในการเข่นฆ่าของตนเองไว้ได้ ฟู่หย่วนหมิงผู้นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเอาเสียเลย!"
"อืม ถูกต้อง เสี่ยวฟู่ก็ยังมีข้อดีในตัวอยู่บ้าง!" เฉินฮ่าวเอ่ยอย่างพึงพอใจ "ผลงานของเจ้าถือว่าไม่เลว ข้ามีเคล็ดวิชาลับอยู่ชุดหนึ่ง รู้สึกว่าเหมาะกับเจ้ามาก เอาไปลองฝึกดูสิ!"
เคล็ดวิชาลับ "เคล็ดวิชาซ่อนเร้นปราณ" ถูกเฉินฮ่าวถ่ายทอดเข้าสู่สมองของผังปิน
"แม้เคล็ดวิชาซ่อนเร้นปราณจะไม่ใช่ทักษะระดับเทพ แต่ก็เหมาะกับเจ้ามาก เจ้าจงเก็บซ่อนรังสีอำมหิตบนร่างเจ้าเสีย อย่าให้ใบหน้าคนดีที่ดูซื่อบื้อยิ้มแย้มของเจ้าต้องสูญเปล่า!"
ในตอนแรกที่เฉินฮ่าวเห็นผังปิน เขาก็ประทับใจในรูปลักษณ์ของผังปินเป็นอย่างมาก
หากตัดรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัวออกไป เขาก็ดูเป็นคนซื่อๆ หน้าตาดูเป็นคนดีมีเมตตาจริงๆ
และตัวเขาเองก็เชี่ยวชาญรวมถึงชื่นชอบการพรางตัวเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อทำความเข้าใจกับข้อมูลในสมอง ผังปินก็ตระหนักถึงความยอดเยี่ยมของเคล็ดวิชาซ่อนเร้นปราณ
การปกปิดกลิ่นอายพลัง การปกปิดรังสีอำมหิตที่ติดตัวมาล้วนเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น!
"ขอบพระคุณท่านปู่ฮ่าว เคล็ดวิชาซ่อนเร้นปราณนี้เหมาะกับข้ายิ่งนัก!"
ในวันที่เดินทางเข้าสู่เมืองอวิ๋นเฮ่อ ผังปินก็ไปสืบข่าวเรื่องดินแดนเร้นลับบนภูเขากระเรียนขาวที่โรงเตี๊ยม
ได้ยินมาว่าดินแดนเร้นลับอาจจะเปิดออกในอีกสองวันข้างหน้า สำนักกระเรียนขาวได้ร่วมมือกับสำนักอัคคีผลาญและสำนักกระบี่เหล็กในละแวกใกล้เคียง ควบคุมทางเข้าดินแดนเร้นลับเอาไว้
ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรและลูกหลานตระกูลใหญ่จำนวนมากต่างมารอดักซุ่มอยู่ที่ตีนเขากระเรียนขาว เพื่อรอคอยการเปิดออกของดินแดนเร้นลับ!
หลังจากซื้อเสบียงอาหารและโอสถรักษาบาดแผล ผังปินก็สืบถามเส้นทางและมุ่งหน้าไปยังภูเขากระเรียนขาว
แม้จะบอกว่าดินแดนเร้นลับจะเปิดในอีกสองวันข้างหน้า แต่สองวันนั้นเป็นเพียงการคาดเดา ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ดินแดนเร้นลับอาจจะเปิดก่อนกำหนด
เมื่อมองเห็นภูเขากระเรียนขาวแต่ไกล ผังปินก็สังเกตเห็นกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ที่รวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นที่ตีนเขา
สามปีศาจแม่น้ำแดงมีชื่อเสียงที่เลวร้าย เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ผังปินจึงเตรียมการไว้ล่วงหน้า
เช่น ยัดสำลีไว้ในรองเท้าเพื่อเพิ่มความสูง
ทายาน้ำนิรนามบนใบหน้าเพื่อให้ผิวดูขาวขึ้น...
การท่องยุทธภพ ผู้ใดบ้างจะไม่รู้จักวิชาแปลงโฉมง่ายๆ โดยเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารที่มีศัตรูมากมายเช่นผังปิน
ต้องรู้ไว้ว่า หากชื่อเสียงเน่าเหม็นเกินไป การปรากฏตัวในที่สาธารณะก็มีโอกาสสูงที่จะถูกศัตรูรุมสกรัมจนตายได้!
ดาบโลหิตชาดก็ถูกผังปินร้องขอให้ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ดูธรรมดาขึ้นเช่นกัน เมื่อสะพายดาบโลหิตชาดไว้ข้างเอว ผังปินก็ยิ่งดูเหมือนนักดาบผู้หนึ่งเข้าไปอีก!
บนภูเขากระเรียนขาว แสงสีรุ้งอาบไล้ไปทั่วบริเวณกลางภูเขา ดูงดงามตระการตายิ่งนัก
สายตาส่วนใหญ่ของผู้คนล้วนจับจ้องไปที่นั่น
บริเวณตีนเขากระเรียนขาว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดคือผู้ฝึกยุทธ์พเนจรและทหารรับจ้างที่เดินทางมาจากบริเวณโดยรอบเมืองอวิ๋นเฮ่อ แม้จะมีจำนวนมาก ทว่าคุณภาพกลับแตกต่างกันไป ส่งเสียงเอะอะโวยวายราวกับเดินตลาด
ที่ริมขอบของกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์พเนจร มีคนเริ่มประลองยุทธ์กันแล้ว!
คาดว่าคงบังเอิญมาเจอศัตรูเข้า ศัตรูพบหน้าย่อมเลือดขึ้นหน้าเป็นธรรมดา
พวกชอบดูความครึกครื้นก็ยังส่งเสียงโห่ร้องเชียร์กันอย่างสนุกสนาน
ถัดมาคือกลุ่มลูกหลานจากตระกูลใหญ่และสำนักต่างๆ ที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา กลิ่นอายพลังไม่ธรรมดา ยามที่ปรายตามองกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์พเนจร แววตาส่วนใหญ่ล้วนแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
กลุ่มสุดท้ายคือคนของสำนักกระเรียนขาว สำนักอัคคีผลาญ และสำนักกระบี่เหล็ก
บรรดาศิษย์วัยเยาว์ต่างจ้องมองกลุ่มลูกหลานตระกูลใหญ่และกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์พเนจรด้วยสายตาระแวดระวัง สีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์แสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
ในสายตาของพวกเขา คนอย่างผังปินก็เป็นแค่แร้งที่ได้กลิ่นซากศพเท่านั้น!
เมื่อเดินเข้าไปในกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์พเนจร ผังปินก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามไถ่ เพียงแค่ยืนฟังอยู่ครู่เดียวก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ได้แล้ว
"แน่ใจนะว่าดินแดนเร้นลับกำลังจะเปิด?"
"ต้องใช่แน่นอน ดินแดนเร้นลับกำลังจะเปิดอย่างไม่ต้องสงสัย"
"คนของสำนักกระเรียนขาว สำนักอัคคีผลาญ และสำนักกระบี่เหล็ก ช่างกำเริบเสิบสานนัก!"
"ใช่แล้ว ดินแดนเร้นลับก็ไม่ใช่ของพวกมันเสียหน่อย! มีสิทธิ์อันใดมาห้ามไม่ให้พวกเราเข้าไป!"
"พอดินแดนเร้นลับเปิด พวกเราก็บุกเข้าไปพร้อมกันเลย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกมันจะกล้าล่วงเกินพวกเราที่มีคนมากมายขนาดนี้!"
"ใช่แล้ว! อย่าคิดว่าผู้ฝึกยุทธ์พเนจรอย่างพวกเราจะรังแกกันได้ง่ายๆ นะ!"
"..."
ด้วยพลังฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นปลาย ผังปินจึงสามารถเดินแทรกตัวไปจนถึงแนวหน้าของกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์พเนจรได้
เขามองดูคนที่สำนักทั้งสามจัดให้มาเฝ้าอยู่ตีนเขาเพียงแวบเดียวก็ถอยกลับมา
"ยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงยี่สิบกว่าคน คาดว่าน่าจะมียอดฝีมือระดับก่อกำเนิดด้วย"
"เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?"
"รอ!"
ผังปินนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น วางดาบโลหิตชาดไว้บนตัก
ยามนี้เขาไม่ยอมให้ดาบห่างกายเลยแม้แต่น้อย