- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 16 - ระดับลี้ลับขั้นต่ำ
บทที่ 16 - ระดับลี้ลับขั้นต่ำ
บทที่ 16 - ระดับลี้ลับขั้นต่ำ
บทที่ 16 - ระดับลี้ลับขั้นต่ำ
ฟู่หย่วนหมิงนำหมั่นโถวไปซับเลือดของนักโทษ มีชาวบ้านแต่งกายซอมซ่อหลายคนเบียดเสียดกันเข้ามา ใช้เหรียญทองแดงสิบเหรียญแลกกับหมั่นโถวเปื้อนเลือดหนึ่งก้อน
ว่ากันว่าหมั่นโถวที่ซับเลือดจากลานประหารเช่นนี้สามารถรักษาโรคได้ ชาวบ้านหลายคนที่มีคนป่วยหนักอยู่ที่บ้านมักจะซื้อกลับไปลองดูสักสองก้อน
ฟู่หย่วนหมิงรู้ดีว่ามันไม่ได้ผล ภรรยาของเขาลองมาตั้งนานแล้ว แต่ในเมื่อมีคนซื้อ เขาย่อมไม่ปฏิเสธรายได้พิเศษเล็กๆ น้อยๆ นี้
วันนี้เขาสังหารนักโทษไปสามคน ทั้งสามล้วนไม่ใช่คนธรรมดา พลังสายเลือดพลุ่งพล่าน ทำให้เฉินฮ่าวได้รับพลังงานบำรุงอย่างเต็มอิ่ม จนกระทั่งเขามองดูผู้ถือครองดาบคนนี้ด้วยความรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษ
ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือผลพลอยได้ก้อนใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขาจากจินเจิ้งชิวมา
เฉินฮ่าวครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเพิ่มการลงทุนอีกสักหน่อย
ฟู่หย่วนหมิงเพิ่งกลับมาถึงกระท่อม กำลังจะวางดาบยาวลงเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าดาบยาวในมือร้อนผ่าวขึ้นมา ข้อมูลแปลกประหลาดขุมหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าสู่ห้วงสมองของเขา
เขารีบพิงร่างกับกำแพง กว่าจะตั้งสติกลับมาได้ก็กินเวลาไปพักใหญ่
ฟู่หย่วนหมิงจ้องมองดาบยาวในมือด้วยความเหลือเชื่อ พึมพำกับตัวเองว่า "คัมภีร์เคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นต่ำ เคล็ดวิชาวายุคลั่ง ขั้นที่หนึ่ง เมฆาบางเบาสายลมพัดโชยกระนั้นหรือ"
แม้ข้อมูลขุมนั้นจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่เขาตระหนักดีว่าความผิดปกติทั้งหมดนี้ย่อมมาจากดาบยาวอย่างแน่นอน!
"ดาบเล่มนี้..."
ฟู่หย่วนหมิงมองดูดาบยาว ไฉนเขาจะไม่รู้ว่านี่คือของวิเศษ!
เขาตัดสินใจในทันทีว่าความลับนี้จะบอกให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด หากแพร่งพรายออกไป ภัยถึงตัวย่อมตามมาในไม่ช้า!
คัมภีร์ระดับลี้ลับขั้นต่ำคือความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของขั้วอำนาจระดับตระกูล มันล้ำค่าอย่างยิ่ง ฟู่หย่วนหมิงใช้ชีวิตมาค่อนคน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเคล็ดวิชาระดับลี้ลับ!
"น่าเสียดายที่เป็นเพียงขั้นแรกของเคล็ดวิชาวายุคลั่ง!"
ในเมื่อมีขั้นแรก ย่อมต้องมีขั้นที่สองอย่างแน่นอน!
ทว่าเขาเพิ่งได้ดาบยาวมาเมื่อวาน เหตุใดวันนี้จึงเพิ่งได้รับเคล็ดวิชาวายุคลั่งขั้นที่หนึ่งกันเล่า
หรือว่า... ฟู่หย่วนหมิงมองดูดาบยาวเปื้อนเลือด ในใจเริ่มมีข้อสันนิษฐานบางอย่าง
ทว่านั่นเป็นเพียงการคาดเดา ยังต้องรอการพิสูจน์ในวันข้างหน้า
เมื่อรู้ว่าดาบยาวคือของล้ำค่า ฟู่หย่วนหมิงจึงรีบเช็ดทำความสะอาดมันทันที แล้วนำไปซ่อนไว้ในห่อผ้าอย่างทะนุถนอม
เมื่อกลับถึงบ้าน ฟู่หย่วนหมิงก็นำดาบยาวมาขัดถูดูแลรักษาอีกครั้ง เขายังต้มยาและทำอาหารให้ภรรยา จวบจนตกบ่าย ฟู่ชิงหรงบุตรชายของเขาก็กลับมา
ใบหน้าซีกหนึ่งของฟู่ชิงหรงบวมปูด คาดว่าคงได้รับบาดเจ็บตอนฝึกวรยุทธ์
ฟู่ชิงหรงฝึกวรยุทธ์อยู่ที่สำนักยุทธ์ศิลาเหล็กในเมืองศิลาเหล็ก ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่ใช่น้อยๆ ทว่าพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ของเขานับว่าไม่เลว เจ้าสำนักเองก็ชื่นชมเขาอยู่ไม่น้อย
บิดามารดาทุกคนล้วนหวังให้บุตรหลานได้ดี ฟู่หย่วนหมิงก็เช่นกัน เขาหวังให้บุตรชายมีอนาคตที่สดใส จึงได้ยอมมาเป็นเพชฌฆาต
พูดกันตามตรง อาชีพเพชฌฆาตนี้ไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับนักและมีสถานะที่ต่ำต้อย
ผู้ฝึกยุทธ์ดูแคลนเพชฌฆาต เพราะเพชฌฆาตมีหน้าที่สังหารเพียงนักโทษที่สิ้นไร้หนทางต่อสู้เท่านั้น
ชาวบ้านหวาดกลัวเพชฌฆาต เพราะท้ายที่สุดแล้วเพชฌฆาตทุกคนล้วนมีพรากชีวิตคนมานับสิบนับร้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน แค่เดินไปตามถนน กลิ่นอายนั้นก็ทำให้ผู้คนหนาวสั่นได้แล้ว
อีกทั้งอาชีพนี้ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกประหารคนใดบ้างจะไม่มีญาติมิตรคบหาสมาคม
เพชฌฆาตคนก่อนหน้าฟู่หย่วนหมิงก็ถูกสหายสนิทของนักโทษประหารล้างแค้นจนตัวตาย!
หากมีทางเลือก เขาย่อมไม่มีวันมาเป็นเพชฌฆาตแน่นอน!
ที่ฟู่หย่วนหมิงยอมมาทำงานนี้ ก็เพราะมันมีผลตอบแทนที่สูงลิ่ว เพราะเขาต้องการสั่งสมเงินทองเพื่อบ่มเพาะบุตรชาย และหาเงินมารักษาภรรยา!
"ชิงหรง วันนี้ที่สำนักเป็นอย่างไรบ้าง"
"ก็เรื่อยๆ ขอรับ"
ฟู่หย่วนหมิงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก "รอยช้ำบนหน้าเจ้าไปโดนอะไรมา"
"ประลองกับป๋ายหมิงแล้วโดนเขาซ้อมเอาขอรับ"
"ป๋ายหมิงหรือ ไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อน เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่หรือ"
"อายุพอๆ กับข้าขอรับ ไม่ใช่คนของสำนัก แค่มาขอประลองด้วย เขาเป็นคนสายรองของตระกูลป๋าย"
ฟู่หย่วนหมิงรู้ดีว่าคนสายรองของตระกูลป๋ายหมายถึงอะไร ตระกูลป๋ายคือหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาเหล็ก
"เขาเก่งกาจมากงั้นหรือ"
ฟู่ชิงหรงตอบเสียงแผ่ว "อืม ท่านอาจารย์บอกว่าพรสวรรค์ของป๋ายหมิงในบรรดาสายรองของตระกูลป๋ายนับว่าธรรมดา ทว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับพื้นฐานขั้นสูงของตระกูลป๋าย... ข้าสู้เขาไม่ได้เลย"
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกท้อแท้อย่างบอกไม่ถูก
ความห่างชั้นระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นชาวบ้านธรรมดากับลูกหลานตระกูลใหญ่นั้นมหาศาลนัก ลูกหลานตระกูลใหญ่บางคนยังไม่ทันคลอดก็เริ่มใช้สมุนไพรล้ำค่าบำรุงรากฐานแล้ว พอเกิดมาก็มีโอสถสารพัดชนิดบำรุง จากนั้นก็มีอาจารย์มาสอนอ่านเขียนตัวหนังสือ เริ่มสัมผัสกับความรู้พื้นฐานของเคล็ดวิชาและกระบวนท่า ได้กินเนื้อสัตว์อสูรที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณ ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ชั้นเลิศ ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ขั้นสูง... วันเวลาผ่านไป ผู้ฝึกยุทธ์ตาดำๆ ก็จะพบว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับลูกหลานตระกูลใหญ่สำนักดังนั้นกว้างใหญ่ราวนภาและห้วงลึก!
ช่องว่างระดับนี้ มักจะทำให้ผู้คนถึงกับสิ้นหวังได้เลยทีเดียว!
ดังนั้น ลูกหลานชาวบ้านนับไม่ถ้วนที่อยากจะลืมตาอ้าปาก ต่างก็ปรารถนาที่จะได้เข้าร่วมกับสำนักหรือพรรคต่างๆ แม้จะต้องเซ็นสัญญาทาสก็ไม่สนใจ!
น่าเสียดายที่คนอยากขายตัวมีมาก แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่มีคุณสมบัติพอ
ตระกูลป๋ายนับเป็นเพียงตระกูลระดับสาม ลูกหลานสายรองยิ่งไม่อาจเทียบกับสายหลัก ฟู่ชิงหรงนับเป็นศิษย์ชั้นยอดในสำนักยุทธ์ศิลาเหล็ก ทว่าเขากลับเอาชนะลูกหลานสายรองธรรมดาๆ ของตระกูลป๋ายไม่ได้ด้วยซ้ำ
ในใจของเขาย่อมต้องปวดร้าวอย่างแน่นอน!
เมื่อมองดูท่าทีห่อเหี่ยวของบุตรชาย ฟู่หย่วนหมิงราวกับได้เห็นตัวเองเมื่อยี่สิบปีก่อน
เคยคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ล้นเหลือ คิดว่าจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวทำการใหญ่ได้... แต่ผลสุดท้าย หึ!
กลับพบว่าตัวเองถูกคนอื่นทิ้งห่างไปตั้งแต่ยังไม่ทันเกิดเสียอีก!
ทั้งสองกินข้าวกันเงียบๆ เมื่อเห็นบุตรชายดูแลมารดาเรียบร้อยแล้วและกำลังล้างชาม ฟู่หย่วนหมิงจึงเอ่ยขึ้น "ล้างชามเสร็จแล้วออกไปหาข้าที่ลานบ้านนะ"
"ขอรับ!"
เมฆบนท้องฟ้าหนาทึบ บดบังแสงดาวและแสงจันทร์จนมืดมิดไปทั่วบริเวณ
ฟู่หย่วนหมิงลูบคลำดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอวพลางกระซิบถาม "ดาบยาวเอ๋ยดาบยาว ข้าจะถ่ายทอด เคล็ดวิชาวายุคลั่ง ให้กับหรงเอ๋อร์ เจ้าจะตำหนิข้าหรือไม่"
ดาบยาวนิ่งสงบไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับ
ตราบใดที่ผู้ถือครองดาบมอบเครื่องสังเวยให้ เฉินฮ่าวก็ไม่สนใจหรอกว่าฟู่หย่วนหมิงจะถ่ายทอดวิชาให้ใคร
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง ฟู่หย่วนหมิงจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ "หรงเอ๋อร์ เคล็ดวิชาปราณโคถึกนั้นไม่เหมาะกับเจ้า วันนี้บิดาจะสอนเคล็ดวิชาชุดหนึ่งให้ แต่เจ้าต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
ฟู่ชิงหรงลดเสียงต่ำลงแล้วถาม "ท่านพ่อ หรือว่าบ้านเราจะมีเคล็ดวิชาระดับพื้นฐานขั้นสูง"
เคล็ดวิชาปราณโคถึกได้มาจากสำนักยุทธ์ศิลาเหล็ก แม้แต่ฟู่หย่วนหมิงเองก็มาจากสำนักยุทธ์ศิลาเหล็ก และฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับพื้นฐานขั้นกลางปราณโคถึกเช่นกัน
"ไม่ใช่ แต่เป็นระดับลี้ลับขั้นต่ำ เคล็ดวิชาวายุคลั่ง ต่างหาก!"
"อะไรนะ" ฟู่ชิงหรงอุทานด้วยความตกตะลึง "ระดับลี้ลับขั้นต่ำหรือ"
เมื่อฟู่หย่วนหมิงได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงของบุตรชาย เขาก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน!
"ใช่แล้ว เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะนำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาสู่เรา เข้าใจไหม"
"เข้าใจ ข้าเข้าใจแล้ว ต่อให้ตีข้าจนตาย ข้าก็จะไม่บอกใครเด็ดขาด!" ฟู่ชิงหรงกล่าวด้วยความตื่นเต้น "ท่านพ่อ หรือว่าตระกูลฟู่ของเราก็มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา"
"มีสิ มีภูมิหลังแน่นอน ปู่ทวดของเจ้าเป็นชาวนา ปู่ของเจ้าเป็นคนขายหมู ส่วนพ่อของเจ้าเมื่อก่อนก็เคยเป็นทหารรักษาเมือง..."
"เอ่อ..." เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาถึงกับผิดหวังในทันที
อุตส่าห์หลงคิดว่าบรรพบุรุษเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาก่อนเสียอีก!
"เจ้าเลิกเพ้อฝันได้แล้ว พ่อของปู่ทวดเจ้าก็เป็นชาวนาเหมือนกัน!" ฟู่หย่วนหมิงกล่าวต่อ "เคล็ดวิชาวายุคลั่งนี้พ่อบังเอิญได้มา ตอนนี้พ่อจะสอนขั้นแรกให้เจ้าก่อน จำไว้ว่าห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด ต่อให้แม่ของเจ้าถามก็ห้ามบอก"
[จบแล้ว]