- หน้าแรก
- เรื่องล้างแค้นขอให้บอก แต่ค่าจ้างต้องจ่ายนะ
- บทที่ 11 - วัฏสงสาร
บทที่ 11 - วัฏสงสาร
บทที่ 11 - วัฏสงสาร
สายลมพัดมาจากทางทิศใต้
คนที่อดนอนทั้งคืนมักจะหวาดกลัวสายลมยามเช้าอยู่บ้าง ความหนาวเหน็บที่ซึมลึกเข้าสู่ผิวหนังจับตัวเป็นน้ำแข็งในใจ
ผู้คนทั้งเมืองจัวจวิ้นนอกจากเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสีประสาแล้ว แทบทุกคนล้วนไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทั้งคืน
เมืองจัวจวิ้นเกิดคดีเลวร้ายสะเทือนขวัญ นั่นหมายความว่าในอีกสิบปีข้างหน้าชาวเมืองจัวจวิ้นจะต้องถูกประณามหยามเหยียด จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำเยาะเย้ยถากถางและความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
เฉกเช่นอำเภอเหวยอันที่อยู่ติดกัน
หากลงโทษตามกฎหมายของราชสำนัก ภายในสิบปีชาวเมืองจัวจวิ้นจะตกต่ำต้อยค่าลงเพียงใดกัน
วินาทีที่ฟางสวี่เดินออกจากที่ว่าการ ท่าบิดขี้เกียจของเขาก็ต้องชะงักค้างอยู่ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมา
นี่เป็นครั้งที่สองที่เด็กหนุ่มได้เห็นผู้คนมากมายมหาศาลขนาดนี้ มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา
มืดฟ้ามัวดิน ไม่รู้ว่าพวกเขามารวมตัวกันที่หน้าท่ีว่าการตั้งแต่เมื่อใด
พอชาวบ้านเห็นฟางสวี่เดินออกมาก็พากันคุกเข่าหมอบกราบราวกับต้นหญ้าในทุ่งกว้างที่ถูกลมพัดลู่
"ขอใต้เท้าผู้แทนพระองค์โปรดเมตตาด้วย!"
ชายชราผู้เป็นแกนนำเห็นได้ชัดว่าเป็นที่เคารพนับถือ ตอนที่ลูกหลานประคองให้คุกเข่าลงเขาก็ยังคงสั่นเทา
เปรียบดั่งต้นหญ้า ต้นหญ้าที่สูงใหญ่ทว่าแห้งเหี่ยวจนไม่อาจต้านทานสายลมยามเช้าได้
"ชาวเมืองจัวจวิ้นนับหมื่น ขอใต้เท้าผู้แทนพระองค์โปรดเมตตาด้วย!"
ชายชราก้มกราบ สายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าก็ยิ่งแรงขึ้น ฝูงชนที่มืดฟ้ามัวดินก็ยิ่งหมอบต่ำลงไปอีกชั้น
เมตตาเรื่องอันใดกัน
ตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงสอบชิวเหวย
การสอบระดับภูมิภาคที่มีขึ้นทุกสามปีจะเริ่มขึ้นในเดือนแปด บรรดาบัณฑิตต่างตั้งตารอคอย
"ขอใต้เท้าผู้แทนพระองค์โปรดเห็นใจความยากลำบากของเหล่าบัณฑิตเมืองจัวจวิ้นด้วยเถิด"
บัณฑิตเฒ่าเอ่ยประโยคหนึ่งก็โขกศีรษะหนึ่งครั้ง
"มิกล้าร้องขอให้ใต้เท้าปกปิดคดีใหญ่ เพียงแต่ขอให้ใต้เท้าช่วยประวิงเวลาเรื่องคดีนี้ออกไปสักหน่อยเถิด"
ตอนนี้คือกลางเดือนเจ็ด หากประวิงเวลาออกไปสักครึ่งเดือน รอจนการสอบชิวเหวยสิ้นสุดลงแล้วค่อยประกาศคดี อย่างน้อยก็ยังมีบัณฑิตกลุ่มหนึ่งที่สามารถก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตที่แตกต่างออกไปได้
น้ำเสียงของบัณฑิตเฒ่าราวกับร่ำไห้เป็นสายเลือด
"ร่ำเรียนอย่างยากลำบากมาสิบปี ขอใต้เท้าโปรดละเว้นด้วยเถิด"
ผู้คนกลุ่มหนึ่งพากันโขกศีรษะตาม
ขอใต้เท้าโปรดละเว้นด้วยเถิด!
การส่งเสียคนให้เรียนหนังสือนั้นยากลำบากยิ่งนัก คนที่คุกเข่าอยู่แถวหน้าสุดมีใครบ้างที่ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน
เพียงแค่ประวิงเวลาออกไปครึ่งเดือน รอจนสอบเสร็จแล้วค่อยแจ้งคดี บัณฑิตกลุ่มนี้ก็ยังมีอนาคตที่สดใส
"ใต้เท้าผู้แทนพระองค์"
บัณฑิตเฒ่าน้ำตาคลอเบ้า "ขอเพียงใต้เท้าช่วยดูแลชาวเมืองจัวจวิ้นสักครา ทุกครัวเรือนในเมืองจัวจวิ้นนับหมื่นหลังคาเรือน จะร่วมใจกันสร้างศาลอายุยืนให้ท่าน สวดมนต์ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองท่านให้แคล้วคลาดปลอดภัย"
เมื่อเผชิญหน้ากับชาวบ้านเหล่านี้ แววตาของฟางสวี่กลับดูล่องลอยเล็กน้อย
เขาเอ่ยคล้ายกับพึมพำกับตัวเอง
"ภาพที่คนนับหมื่นคุกเข่า ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่แล้ว ... ข้าก็อยู่ในกลุ่มคนที่คุกเข่าพวกนั้น"
เก้าปีก่อน เมืองจัวจวิ้นก็เกิดคดีเลวร้ายสะเทือนขวัญเช่นกัน
ผู้ว่าการเมืองจัวจวิ้นไปหานายอำเภอเหวยอันในตอนนั้น ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งบีบบังคับให้โยนคดีนี้ไปที่อำเภอเหวยอัน
นายอำเภอเหวยอันคนนั้นกำลังจะถูกโยกย้ายพอดี เขาจึงยอมทำตัวเป็นผู้มีพระคุณมอบน้ำใจให้
ยังไงเสียเขาก็ต้องย้ายไปแล้ว สิบปีข้างหน้าชาวอำเภอเหวยอันจะมีชีวิตอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา
แต่ผู้ว่าการเมืองที่มาขอร้องเขา ในอนาคตอาจจะได้พบปะกันบ่อยครั้ง
เป็นขุนนางในราชสำนักเหมือนกัน ยังไงก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง
ฟางสวี่เดินเข้าไปประคองชายชราให้ลุกขึ้น
เมื่อเห็นเขามีท่าทีเป็นมิตร ชาวเมืองจัวจวิ้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
ฟางสวี่ประคองชายชรา "ขอร้องข้าก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่ใช่ผู้แทนพระองค์"
เด็กหนุ่มมีความสงสารอยู่ในใจจริงๆ เขาไม่อาจทนเห็นผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นราวคราวนี้มาคุกเข่าให้เขาได้
พอชายชราได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น ก็รีบจะคุกเข่าลงไปอีก
"ใต้เท้าผู้แทนพระองค์ ขอเพียงท่านช่วยประวิงคดีนี้ออกไปสักหน่อย บัณฑิตในรอบนี้จะต้องเคารพท่านประดุจอาจารย์ ไม่ว่าในอนาคตพวกเขาจะได้เป็นขุนนางใหญ่โตแค่ไหน ก็จะไม่มีวันลบหลู่ท่านอย่างแน่นอน"
พอฟางสวี่ได้ยินคำพูดนี้ก็หลุดหัวเราะออกมา
นี่คือคำเยินยอที่สละสลวยงั้นหรือ
ไม่ใช่เลย นี่คือคำขู่ที่สละสลวยที่สุดต่างหาก
ความสงสารที่ฟางสวี่มีต่อชายชราผมขาวผู้นั้นมอดดับลงในพริบตา
แต่เขาก็ยังคงประคองแขนของชายชราไว้
"เก้าปีก่อน ชาวอำเภอเหวยอันก็เคยคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตจากพวกขุนนางแบบนี้เหมือนกัน ในสายลมฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้แหละ ก่อนจะถึงเดือนแปดเหมือนกันด้วย"
ฟางสวี่จ้องมองดวงตาของชายชราพลางเอ่ยถาม "สิบปีของใครไม่ใช่สิบปีบ้างล่ะ"
ฟางสวี่นึกว่าคำพูดนี้จะทำให้พวกบัณฑิตได้คิดทบทวนบ้าง
ทว่าหลังจากนั้น บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งกลับตะโกนโพล่งขึ้นมา
"จริงด้วยสิ! ครั้งที่แล้วตอนที่เมืองจัวจวิ้นเกิดคดีเลวร้าย อำเภอเหวยอันก็เป็นคนทุบกำแพงเมืองมุมหนึ่งทิ้งไม่ใช่รึ คราวนี้พวกเราก็ไปหาพวกเขากันอีกสิ!"
"ใช่เลย ไม่ผิด! ครั้งที่แล้วอำเภอเหวยอันเป็นคนรับเคราะห์ คราวนี้ให้พวกเขารับแทนอีกก็แล้วกัน!"
"ใช่แล้ว ใต้เท้าผู้แทนพระองค์ ขอเพียงท่านเอ่ยปาก อำเภอเหวยอันย่อมมิกล้าขัดขืน!"
"ใช่ๆๆ ยังไงเสียพวกเขาก็เคยชินแล้วนี่นา"
ยังไงเสีย พวกเขาก็เคยชินแล้วงั้นรึ
ฟางสวี่ปล่อยมือที่ประคองชายชราออก "ที่แท้พวกเจ้าก็รู้เรื่องกันหมดนี่เอง"
บัณฑิตเฒ่าเพิ่งจะนึกถึงคำพูดที่ฟางสวี่เอ่ยตอนมาถึงเมืองจัวจวิ้นได้ เขาพยายามจะคว้ามือของฟางสวี่ แต่ฟางสวี่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
บัณฑิตเฒ่าลนลาน "พวกเราไปขอขมาอำเภอเหวยอันได้นะ! พวกเราไปกันหมดนี่แหละ ขอเพียงอำเภอเหวยอันยอมรับคดีนี้แทนอีกครั้ง พวกเราทุกคนยินดีไปคุกเข่าโขกศีรษะให้เลย!"
ฟางสวี่ถามกลับ "ในเมื่อพวกเจ้าต่างก็รู้ดีว่าอำเภอเหวยอันเป็นคนรับเคราะห์แทนเมืองจัวจวิ้น แล้วทำไมพวกเจ้าถึงได้ด่าทอพวกเขาหนักหนากว่าที่อื่นล่ะ"
บัณฑิตเฒ่ามีสีหน้าละอายใจอยู่บ้าง "ด่าให้แรงเข้าไว้ ก็จะไม่มีใครคิดว่าเป็นความผิดของเมืองจัวจวิ้น นี่ ... นี่ก็ถือเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์นะ"
ฟางสวี่พยักหน้า "เข้าใจได้"
บัณฑิตเฒ่ามีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที "ใต้เท้าเข้าใจจริงๆ หรือ"
เขาตบไหล่ชายชราเบาๆ "เข้าใจจริงๆ แต่บังเอิญว่าข้าเป็นชาวอำเภอเหวยอันน่ะ"
เขาแหวกฝูงชนออกไป "ข้าจะไปทุบกำแพงเมืองทิ้งสักมุม พวกเจ้าก็ช่วยเข้าใจหน่อยแล้วกัน"
บัณฑิตเฒ่าผลักคนที่อยู่ข้างๆ ออกเช่นกัน "หากใต้เท้าไม่ยอมรับปากคำขอร้องของพวกเรา ชายชราอย่างข้าจะขอเอาหัวชนหน้าประตูที่ว่าการให้ตายไปเลย!"
ฟางสวี่ดีดนิ้วโป้งไปด้านหลัง เสียงดังปิ๊ง เหรียญใหญ่เหรียญหนึ่งลอยละลิ่วออกไป
"ถือซะว่าข้าเป็นตัวแทนของชาวอำเภอเหวยอันที่อยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่สิบลี้ ช่วยสมทบทุนค่าทำศพให้ล่วงหน้าก็แล้วกัน"
...
เมื่อช่วงครึ่งคืนหลังของเมื่อวาน ฟางสวี่อยากให้จางวั่งซงยอมเปิดปากสารภาพความจริง ส่วนเรื่องอื่นเขาไม่สน
แต่พอรุ่งสาง ฟางสวี่ก็ก้าวเดินออกจากประตูไป
ไม่ว่าจางวั่งซงจะยอมปริปากหรือไม่เขาก็ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว
สำหรับเมืองจัวจวิ้น เขาเป็นเพียงแค่ผู้สัญจรผ่านทาง หากไม่เป็นเพราะเกี่ยวพันกับพี่ใหญ่หลี่จือหรู สถานที่อย่างเมืองจัวจวิ้นแห่งนี้ เขาคงไม่แม้แต่จะย่างกรายเข้ามาด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องเขาหลิงจิ้งเอย สำนักแพทย์หลวงเอย หรือบรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักเอย
รวมถึงเป้าหมายในการก่อคดีของจางวั่งซงจะทำไปเพื่อรักษาชีวิตตัวเองจริงๆ หรือไม่นั้น
ก็ยังมีคนอย่างจวี้เซ่าซางคอยจัดการอยู่ มีหน่วยงานอย่างกรมกงล้อทัณฑ์คอยดูแล
ส่วนฟางสวี่ก็เป็นเพียงคนที่ยืมฐานะมาใช้เพื่อเดินทางผ่านไปเท่านั้น
คนที่คิดจะทำร้ายพี่ใหญ่ของเขาจะต้องตาย แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่ฟางสวี่ต้องทำต่อไปมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
มุ่งหน้าลงใต้ ไปยังเขาโกวเหลาลูกนั้น
เส้นทางชีวิตก่อนอายุเจ็ดขวบ เขาล้วนก้าวเดินไปบนบ่าของบิดา
การหลับใหลก่อนอายุเจ็ดขวบ เขาล้วนซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
นับแต่นั้นมาตลอดสิบปี ความคิดถึงทั้งหมดทั้งมวลล้วนไปรวมกันอยู่ที่นั่น
เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ไล้ยินเสียงคนตะโกนเรียกจากด้านหลัง ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเป็นจวี้เซ่าซาง
เจ้านั่นก็คงจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืนเหมือนกัน
จวี้เซ่าซางตะโกนถาม "จะไปไหนวะ"
ฟางสวี่ตอบกลับ "ไปทุบกำแพงเมือง แล้วท่านล่ะ"
จวี้เซ่าซางบอก "ข้าจะไปฆ่าคน เดี๋ยวเจอกัน"
ฟางสวี่รับคำ "เดี๋ยวเจอกัน!"
ฟางสวี่เดินฝ่าฝูงชนออกไป ส่วนจวี้เซ่าซางกลับถูกกลุ่มคนขวางทางเอาไว้
บัณฑิตเฒ่าคนนั้นยังคงใช้วิธีเดิม เริ่มจากอ้อนวอน จากนั้นก็ข่มขู่ หากไม่ยอมรับปาก เขาก็จะเอาหัวชนให้ตาย
เมื่อครู่นี้จวี้เซ่าซางเห็นฟางสวี่ดีดเหรียญใหญ่ให้ บัณฑิตเฒ่าไม่ยอมเก็บ เขาจึงเป็นคนเก็บเสียเอง
เขาเก็บขึ้นมาแล้วยัดใส่มือของบัณฑิตเฒ่า "เรื่องมารยาทข้าก็ยอมน้อยหน้าใครไม่ได้หรอกนะ เงินนี่ข้าเก็บมาได้ ถือว่าเป็นเงินของข้า ตอนลงบัญชีช่วยเขียนชื่อข้าด้วยก็แล้วกันนะตกลงไหม"
พูดจบเขาก็เดินจากไป
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารประจำเมืองจัวจวิ้นหลายร้อยนายก็ถูกจวี้เซ่าซางเรียกมารวมพลกันที่บริเวณถนนสายหลักอันกว้างขวางและพลุกพล่านของเมือง
ทหารหลายร้อยนายยืนรวมตัวกัน ใบหน้าแต่ละคนซีดเซียวราวกับกระดาษ ปี้จิ้นจงนายกองคุมทหารยืนอยู่หน้าแถว ดูราวกับคนครึ่งผีครึ่งคน
ชาวบ้านต่างก็แห่ตามมาดู ไม่นานก็ล้อมรอบบริเวณนั้นจนแน่นขนัดไปหมด
"ครูฝึก ข้าผิดไปแล้ว"
ปี้จิ้นจงคุกเข่าลงทั้งสองข้าง "ข้ามันไม่ได้เรื่องจริงๆ แต่ข้าไม่ได้มีส่วนร่วมในคดีฆาตกรรมของจางวั่งซงเลยนะ ข้าแค่ ... ข้าก็แค่รับเงินมาเฉยๆ"
จวี้เซ่าซางโบกมือปัด "เจ้ากับข้าต่างก็เป็นทหาร แถมเจ้ายังเป็นศิษย์ของข้า เรื่องของเจ้าจะจัดการยังไงก็คุยกันได้ง่ายๆ"
ปี้จิ้นจงเงยหน้าขึ้นขวับ
จวี้เซ่าซางกล่าวต่อ "งั้นเรื่องของเจ้าเอาไว้ก่อน เจ้าช่วยชี้ตัวมาสิว่าในกองทหารนี้ มีใครบ้างที่สมรู้ร่วมคิดกับเจ้า"
ปี้จิ้นจงหันกลับไปมองลูกน้องของตน ก่อนจะเอ่ยปากขอร้อง "ครูฝึก พวกเขาก็มีความจำเป็นเหมือนกันนะ"
จวี้เซ่าซางขู่ "จะชี้หรือไม่ชี้ ถ้าไม่ชี้ข้าก็จะสั่งตัดหัวให้หมดทุกคน"
ปี้จิ้นจงกัดฟันแน่น หันกลับไปเริ่มชี้ตัว "มัน มัน แล้วก็มัน"
จวี้เซ่าซางมองปี้จิ้นจง "เจ้ามันไม่ได้เรื่องจริงๆ ด้วย"
ปี้จิ้นจงก้มหน้าด้วยความละอายใจ "ศิษย์ไม่ได้เรื่องจริงๆ คนที่ศิษย์พามาก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน"
จวี้เซ่าซางด่าสวน "เมื่อกี้นี้ถ้าเจ้าพอจะมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง แล้วบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขา เจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ข้าก็อาจจะมองเจ้าในแง่ดีขึ้นมาบ้าง"
พูดจบประโยคนั้น จวี้เซ่าซางก็หันไปสั่งการลูกน้อง "ประหารชีวิตพวกมันต่อหน้าธารกำนัลตรงนี้เลย"
ทหารท่ีถูกชี้ตัวมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด พวกเขาถูกกดตัวให้คุกเข่าเรียงรายกันต่อหน้าชาวเมืองจัวจวิ้น
มีคนไม่ยอมจำนนตะโกนลั่น "ทำไมถึงฆ่าแค่พวกข้า ทำไมไม่ตัดหัวปี้จิ้นจงด้วย!"
จวี้เซ่าซางตอบกลับ "เพราะหัวของมัน ข้าจะเป็นคนตัดเอง"
เขาเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของปี้จิ้นจงจนล้มลุกคลุกคลานคุกเข่าลงไป
"ครูฝึก!"
ดวงตาของปี้จิ้นจงเริ่มแดงก่ำ "เมื่อกี้ครูฝึกเพิ่งจะบอกว่าเรื่องของข้าจัดการง่ายไงเล่า"
จวี้เซ่าซางโต้ "ก็ง่ายน่ะสิ เจ้าเป็นศิษย์ที่ข้าสั่งสอนมา ข้าลงมือตัดหัวเจ้าด้วยตัวเอง จะมีอะไรที่จัดการง่ายไปกว่านี้อีก"
เขาเอื้อมมือไปรับดาบมา "ยืดคอออกมาซะ"
ดวงตาของปี้จิ้นจงยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก เขาเริ่มโขกศีรษะอย่างแรง
"ขอครูฝึกโปรดให้โอกาสข้าด้วยเถิด ข้ารู้ว่าแนวรบทางใต้กำลังทำสงครามกันอยู่ แม้ข้าจะไม่ได้เรื่อง แต่ข้าก็ไม่เคยลืมวิชาฆ่าศัตรูที่ครูฝึกพร่ำสอน ขอครูฝึกโปรดอนุญาตให้ข้านำพวกเขามุ่งหน้าสู่สนามรบด้วยเถิด!"
ปี้จิ้นจงโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงทีละครั้ง "ให้พวกเราได้ไปตายในสนามรบ ให้พวกเราได้ตายอย่างมีคุณค่าด้วยเถิด!"
จวี้เซ่าซางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขากล่าวขึ้นว่า "ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คิดแต่จะเสวยสุข พอจะตายก็ยังอยากจะตายให้ดูดีอีกนะ เจ้าแม่งกล้าคิดกล้าพูดจริงๆ"
เขาวางดาบลงบนคอของปี้จิ้นจง "พวกที่สมรู้ร่วมคิดข้าก็ประหารไปตามกฎหมาย แต่เจ้าเป็นทหาร ทหารเวลาบุกทะลวงก็ต้องพุ่งไปอยู่ข้างหน้าคนอื่น เวลาทำผิด จะตายก็ต้องตายก่อนคนอื่นเหมือนกัน"
"ครูฝึก!"
ปี้จิ้นจงแผดเสียงแหบพร่า "ข้ายังมีประโยชน์อยู่นะ ขอครูฝึกโปรดให้โอกาสข้าได้ไปฆ่าศัตรูในสนามรบ ให้ข้าได้ตายตกไปตามกันกับพวกศัตรูด้วยเถิด!"
จวี้เซ่าซางตวัดดาบฉับเดียว หัวของปี้จิ้นจงก็กลิ้งหลุนๆ ออกไป
"เจ้าไม่คู่ควร"
ที่ตรงนี้อยู่ตรงข้ามกับประตูเมืองพอดิบพอดี และจุดที่ฟางสวี่เลือกทุบก็คือหอสังเกตการณ์เหนือประตูเมือง
หอสังเกตการณ์ออกจะเตะตาปานนั้น เจ้านั่นกำลังลงมือแกว่งค้อนเหล็กทุบทำลายด้วยตัวเอง พอหันกลับมามองเห็นจวี้เซ่าซางกำลังฟันคอคน เขาก็ยิ้มออกมาแล้วลงมือทุบต่อไป
จวี้เซ่าซางเห็นเขาลงมือทุบด้วยตัวเองก็หลุดหัวเราะออกมา
แม่งโคตรงกเลยจริงๆ ไหนบอกว่าจะจ้างคนมาทุบไงวะ
จวี้เซ่าซางตะโกนบอกชาวบ้านที่มุงดูอยู่
"เห็นไหมล่ะ เจ้านั่นกำลังทุบหอประตูเมืองอยู่นะ ตอนนี้พวกเจ้ารีบเดินทางไปคุกเข่าขอขมาที่อำเภอเหวยอันเสียสิ รีบไปรีบกลับ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะยกโทษให้พวกเจ้าก็ได้"
บางคนยังลังเล บางคนก็คิดว่าธุระไม่ใช่
ทว่าบัณฑิตเฒ่าคนนั้นกลับมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง "หารถเข็นมาคันหนึ่ง เข็นข้าไปที่อำเภอเหวยอันเดี๋ยวนี้!"
พอมีคนนำ ก็มีคนทำตาม ผู้คนแห่แหนกันมุ่งหน้าไปเป็นพรวน
จวี้เซ่าซางเดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง แล้วแหงนหน้ามองเด็กหนุ่ม "ข้าไล่พวกมันไปคุกเข่าขอขมาที่อำเภอเหวยอันแล้วนะ"
ฟางสวี่แกว่งค้อนเหล็กพลางถามกลับ "แล้วไงต่อ"
จวี้เซ่าซางบอก "ไปกลับต้องใช้เวลาสองวัน สองวันนี้จะไม่มีใครมากวนใจเจ้า ไม่มีใครมาขัดขวางเจ้า เจ้าควรจะพูดขอบคุณข้าสักคำนะ"
ฟางสวี่สวนกลับ "ขอบใจแม่งเลย"
จวี้เซ่าซางแหงนหน้ามองเจ้านั่น โดยไม่คิดจะเข้าไปช่วยเลยสักนิด
เขาเพียงแค่รู้สึกว่าเจ้านั่นใจอ่อนเกินไป หากทุบกำแพงเมืองทิ้งไปมุมหนึ่ง สวรรค์รู้ว่าในอีกสิบปีข้างหน้าจะมีโจรป่าฉวยโอกาสบุกเข้ามาจนมีคนล้มตายบ้างหรือไม่
เฉกเช่นอำเภอเหวยอัน
การทุบแค่หอสังเกตการณ์ทิ้ง ก็แค่ทำให้ดูสะดุดตาขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง
จังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปที่ว่าการ ก็มีถุงเงินลอยตกลงมาจากบนกำแพงเมือง
เด็กหนุ่มแผดเสียงตะโกนลั่น "มุมตะวันออกเฉียงใต้! ช่วยข้าจ้างคนไปทุบกำแพงเมืองจัวจวิ้นมุมตะวันออกเฉียงใต้ที! กำแพงมุมตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอเหวยอันก็ถูกพวกมันสั่งให้ทุบทิ้งเหมือนกัน! ทุบให้มันกว้างกว่ารอยแหว่งของอำเภอเหวยอันด้วยนะโว้ย!"