เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24: เงื่อนไขสู่แดนมรณะ

บทที่ 24: เงื่อนไขสู่แดนมรณะ

บทที่ 24: เงื่อนไขสู่แดนมรณะ


หลี่เชียนเหนียนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก หลังจากยอมทุ่มเงินเก็บแทบทั้งหมดเพื่อจัดหาอาวุธและยุทธภัณฑ์มาสวมใส่ป้องกันตั้งแต่หัวจรดเท้า

ในบรรดาผู้ฝึกตนขั้นเบิกปราณ อุปกรณ์ของคนส่วนใหญ่ย่อมไม่มีทางครบครันและแข็งแกร่งเท่าของเขาอย่างแน่นอน

และผู้ที่สามารถหาซื้อยุทธภัณฑ์ครบชุดระดับนี้ได้ จะโง่เขลาพอที่จะเอาชีวิตไปทิ้งในดินแดนหยินหมิง เพียงเพื่อแลกกับสมุนไพรวิญญาณและสมบัติฟ้าดินไม่กี่ชิ้นได้อย่างไร?

จากประสบการณ์ของเหล่าศิษย์รุ่นก่อน อัตราการรอดชีวิตในดินแดนหยินหมิงนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แม้แต่ศิษย์ที่ออกล่าสัตว์อสูรเป็นประจำก็ยังไม่กล้าเอาชีวิตไปล้อเล่น

ดังนั้น ศิษย์ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมการทดสอบในดินแดนหยินหมิง จึงมักเป็นผู้ที่หมดหวังในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิถีการฝึกตนแบบปกติ แต่ก็ไม่ยินยอมที่จะหยุดอยู่เพียงแค่นี้

เพื่อค้นหาสมบัติฟ้าดินที่ช่วยในการทะลวงระดับ หรือเพื่อแลกกับโอสถและทรัพยากรที่สำนักตั้งเป็นรางวัล พวกเขาจึงยอมเอาชีวิตเข้าแลกกับโอกาสอันริบหรี่ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่การทดสอบนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงลิ่ว

วันรุ่งขึ้น หลี่เชียนเหนียนเร่งขับเคลื่อนศัสตราวุธวิญญาณประเภทเหาะเหินมุ่งหน้าไปยังยอดเขาฉีเหลียน และได้พบกับอวี้หลิงจื่ออีกครั้ง

เวลาล่วงเลยผ่านไปห้าปี ทว่าอวี้หลิงจื่อยังคงสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียว รูปลักษณ์ยังคงเยาว์วัยและงดงามไม่สร่างซา

"ศิษย์คารวะท่านอาจารย์อาขอรับ"

อวี้หลิงจื่อกวาดสายตาพินิจพิเคราะห์เขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแย้มยิ้มและพยักหน้า

"ไม่เลว พอจะผ่านเกณฑ์ของข้าอยู่บ้าง หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด ข้าคงต้องไปไหว้วานผู้อื่นแทนแล้ว"

"ช่วงนี้ในสำนักมีความเคลื่อนไหวมากมาย เจ้าคงพอจะเดาออกแล้วกระมังว่าข้าต้องการให้เจ้าทำสิ่งใด"

หลี่เชียนเหนียนเอ่ยหยั่งเชิง "ท่านอาจารย์อาต้องการให้ศิษย์เสร็จสิ้นการผลัดเปลี่ยนกายาให้แข็งแกร่งก่อนที่ดินแดนหยินหมิงจะเปิดออก ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นแน่ เพียงแต่ศิษย์ไม่ทราบแน่ชัดว่า ท่านอาจารย์อาต้องการให้ศิษย์ทำสิ่งใดกันแน่ขอรับ?"

อวี้หลิงจื่อยื่นแผ่นหยกบันทึกให้เขา พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้าต้องการให้เจ้าตามแผนที่นี้ ลอบเข้าไปในส่วนลึกของดินแดนหยินหมิง เพื่อเก็บหญ้าแปลงมังกรกลับมา"

"ของสิ่งนี้หาได้ยากยิ่งนัก มันสามารถช่วยให้สัตว์อสูรที่มีร่างกายแข็งแกร่งวิวัฒนาการลักษณะและพลังอำนาจบางอย่างของเผ่ามังกรได้ สำหรับเผ่าอสูรแล้ว มันคือสิ่งล่อใจที่ไม่อาจต้านทานได้"

"แน่นอนว่ามันไม่มีผลใดๆ ต่อเผ่ามนุษย์"

"นี่คือเบาะแสที่ศิษย์คนหนึ่งซึ่งเคยเข้าไปในดินแดนหยินหมิงเมื่อหกสิบปีก่อนทิ้งไว้ รายละเอียดแน่ชัดไม่อาจสืบรู้ได้อีกแล้ว"

"ศิษย์ผู้นั้นสิ้นชีพไปนานแล้ว และมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้เรื่องนี้ ข้าเองก็บังเอิญได้เบาะแสนี้มา หากเจ้าสามารถนำหญ้าแปลงมังกรออกมาได้จริงๆ ข้าขอรับรองว่าเจ้าจะได้เป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์อย่างแน่นอน"

หลี่เชียนเหนียนรับแผ่นหยกมา เมื่อส่งสัมผัสเทวะเข้าไปตรวจสอบ เขาก็พบเพียงแผนที่คร่าวๆ แผ่นหนึ่ง

ตำแหน่งหนึ่งในส่วนลึกของแผนที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกสีแดง และบริเวณที่ว่างมีภาพวาดของพืชวิญญาณที่ดูผิวเผินเหมือนหญ้าธรรมดาๆ ต้นหนึ่ง

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "สรุปก็คือ ท่านอาจารย์อาเองก็ไม่แน่ใจว่าข่าวลือนี้เป็นความจริงหรือไม่สินะขอรับ?"

"ถูกต้อง"

"แผนที่นี้ไม่ดูหยาบไปหน่อยหรือขอรับ? สถานที่ลึกล้ำปานนั้น กลับไม่มีการระบุจุดอันตรายหรือข้อควรระวัง ไม่มีจุดสังเกตเพื่อระบุทิศทางหรือตำแหน่ง มีเพียงเส้นทางที่ยากจะทำความเข้าใจ แล้วข้าจะไปตามหาพบได้อย่างไร?"

อวี้หลิงจื่อผายมือออก "มันเป็นของเมื่อหกสิบปีก่อนน่ะสิ แม้แต่คำอธิบายสักคำก็ไม่มีตกทอดมา เจ้าทำได้เพียงคลำทางเอาเองเท่านั้น"

"อย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทาง ทางสำนักจะแจกจ่ายแผนที่โดยละเอียดให้ เมื่อนำมาเทียบกับภาพวาดนี้ ก็น่าจะพอหาเบาะแสได้บ้าง"

คิ้วของหลี่เชียนเหนียนขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม การเดินทางครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงลิ่ว และมีโอกาสมากที่เขาจะต้องกลับมามือเปล่า

อวี้หลิงจื่อราวกับล่วงรู้ถึงความลังเลของเขา "หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็จะไม่ฝืนใจ ข้าจะไปหาผู้อื่นแทน"

สัญชาตญาณของหลี่เชียนเหนียนสั่งให้เขาปฏิเสธและหันหลังกลับ ทว่าในหัวกลับนึกย้อนไปถึงตอนที่เขากับเหลียนจ้งเหิงต้องหวาดผวาและอยู่อย่างหวาดระแวง เพียงเพราะชูหยางเพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก

แม้แต่หวังเซวียน ผู้เป็นถึงช่างหลอมศัสตราผู้ทรงเกียรติ ซึ่งปกติไม่เคยไว้หน้าศิษย์สายในคนใด ยังต้องเอ่ยปากอย่างสุภาพนอบน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้ามู่ชินอี้ ผู้ซึ่งมีระดับตบะไม่ได้หนีห่างกันมากนัก

ไม่ว่าจะเป็นหอภารกิจ หอลงทัณฑ์ เจ้าเมือง หรือกิจการสำคัญต่างๆ ภายในสำนัก ล้วนมีแกนนำการบริหารเป็นศิษย์สายตรงจากยอดเขาต่างๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ตระกูลขุนนางเก่าแก่ในท้องถิ่นก็ยังต้องยอมหลีกทางให้

นี่คือน้ำหนักของคำว่าศิษย์สายตรง

"ลูกผู้ชายเกิดมาใต้หล้า สมควรฝ่าฟันขวากหนามและก้าวข้ามอุปสรรค หากถอดใจหนีตั้งแต่เห็นปัญหา จะต้องรอให้สิ้นอายุขัยและหมดหนทางก่อนหรือไร จึงค่อยมาร่ำร้องเสียดาย?"

ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เลือดในกายของหลี่เชียนเหนียนก็เดือดพล่าน เขารับคำอย่างหนักแน่น "ศิษย์ยินดีไปยังดินแดนหยินหมิง และจะนำหญ้าแปลงมังกรกลับมาให้ท่านอาจารย์อาขอรับ"

"ดี" อวี้หลิงจื่อแย้มยิ้มกว้าง "เช่นนั้น ข้าจะรอฟังข่าวดีจากเจ้า"

"อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง ข้ามีวิธีตรวจสอบได้ว่าเจ้าเดินทางไปไกลแค่ไหน ดังนั้นอย่าได้คิดตบตาทำเป็นรับปากแล้วไม่ยอมออกแรงเชียวล่ะ"

สิ้นคำ ร่างของนางก็พริ้วไหวเลือนหายไป

เมื่อความฮึกเหิมชั่ววูบของหลี่เชียนเหนียนมอดดับลง เขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

และเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ก็ประทับแน่นอยู่ในหัวของเขาทุกถ้อยคำ

หลี่เชียนเหนียนอดไม่ได้ที่จะหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปตามกระดูกสันหลัง

'ข้าคงโดนวิชาลวงตา หรือไม่ก็ถูกสะกดจิตชี้นำความคิดเข้าให้แล้ว'

เขาตกหลุมพรางของอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัว หากนี่เป็นช่วงเวลาคับขัน เขาคงถูกปลิดชีพไปอย่างง่ายดาย สิ่งนี้ทำให้หลี่เชียนเหนียนรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก

ดูเหมือนว่าเขาจะต้องให้ความสำคัญกับศัสตราวุธวิญญาณประเภทป้องกันจิตใจบ้างแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ยังพอช่วยเตือนภัยในยามคับขันได้

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีสำหรับเขา การรับมือกับบุคคลสำคัญเหล่านั้น ลำพังแค่ความนอบน้อมถ่อมตนนั้นยังไม่เพียงพอ

ต่อให้ยามปกติพวกเขาจะดูเป็นมิตรและอารมณ์ดีเพียงใด แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน พวกเขาก็สามารถใช้อำนาจที่มีได้โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

หากไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง ก็ยากที่จะทำให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วยอย่างเท่าเทียม

ดูเหมือนว่าการไปเยือนดินแดนหยินหมิงจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว มิเช่นนั้น อาจารย์อาอวี้ผู้นี้คงมอบบทลงทัณฑ์ที่หนักหนากว่าการตักเตือนให้เขาเป็นแน่

เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่เชียนเหนียนก็สูดลมหายใจเข้าลึก ขับเคลื่อนศัสตราวุธวิญญาณเหาะเหินจากไป มุ่งหน้าสู่หุบเขาเก้าคด

เมื่อร่อนลงจอด เขาก็มุ่งตรงไปยังเรือนพักของหวังเซวียนทันที

สิบปีถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานสำหรับปุถุชนคนธรรมดา เป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทว่าภายในสำนักเทียนหยวน กลับแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือสิ่งใดที่ผิดแผกไปจากเดิมเลย

หวังเซวียนยังคงเป็นชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเมตตา ทว่าซ่อนความเข้มงวดและเผด็จการไว้ภายในเช่นเดิม

หลี่เชียนเหนียนโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "ศิษย์คารวะท่านอาจารย์อาขอรับ"

หวังเซวียนหันขวับมามอง ใบหน้าฉายแววรำคาญใจ เขาสะบัดมือไล่ "เอาล่ะๆ หากไม่มีธุระอันใดก็กลับไปทำงานของเจ้าเสีย หากมีธุระ มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของข้าอยู่ดี"

หลี่เชียนเหนียนยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้ง "ศิษย์ปรารถนาจะไปยังดินแดนหยินหมิง เกรงว่าคงไม่ได้มาที่นี่อีกสักพักใหญ่เลยขอรับ"

"เหอะ หลอมศัสตราจนเสียสติไปแล้วรึ ถึงได้รนหาที่ตายแบบนี้น่ะ หืม?"

หวังเซวียนแค่นเสียงหยัน ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังไม่แปรเปลี่ยนของหลี่เชียนเหนียน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

"นี่เจ้าไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม จะไปสถานที่ผีสางนั่นจริงๆ รึ? นั่งหลอมศัสตรารับเงินสบายๆ ทุกวันมันไม่ดีตรงไหน? เจ้าเองก็ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรบำรุงฝึกตนเสียหน่อย แล้วเหตุใดถึงต้องไปรนหาที่ตายด้วย?"

หลี่เชียนเหนียนยิ้มขื่น "ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปขอรับ อีกอย่าง ข้าก็อยากไขว่คว้าอนาคตที่ก้าวไกลกว่านี้ให้ตัวเองด้วย"

ในที่สุดหวังเซวียนก็นั่งไม่ติด เริ่มเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม "เจ้าเหมาะสมกับวิถีแห่งการหลอมศัสตราเป็นอย่างยิ่ง แม้จะไม่ได้มีพรสวรรค์โดดเด่นติดตัวมาแต่กำเนิด ทว่าเจ้าก็มีความมุ่งมั่นบากบั่น มีเป้าหมายชัดเจน และรู้จักขบคิดวิเคราะห์"

"มีเพียงคนเช่นเจ้าเท่านั้น ที่จะก้าวไปได้ไกลบนวิถีนี้"

"หากข้าได้พบเจ้าเมื่อห้าสิบปีก่อน ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์และถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่ข้ามีให้โดยไม่ปิดบัง แม้ตอนนี้เราจะไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กันอย่างเป็นทางการ แต่ข้าก็ยินดีชี้แนะเจ้าต่อไป"

เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ขอบตาของหลี่เชียนเหนียนก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

พวกเขาร่วมงานกันมาเกือบสิบปี แม้หวังเซวียนจะมีนิสัยเข้ากับคนยากจนถึงขั้นที่สุนัขยังเมินหน้าหนีก็ตาม

ทว่าอีกฝ่ายก็ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เขาอย่างจริงใจ แม้จะไร้ซึ่งนามของศิษย์อาจารย์ แต่ความผูกพันนั้นคือของจริง

"ขอบคุณท่านอาจารย์อาที่คอยดูแลสั่งสอนตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ปณิธานของข้าอยู่ที่อื่น เกรงว่าคงต้องทำให้ท่านผิดหวังเสียแล้ว ทว่าในภายภาคหน้า ข้าจะไม่ละทิ้งการฝึกฝนวิชาหลอมศัสตราและค่ายกลอย่างแน่นอนขอรับ"

จบบทที่ บทที่ 24: เงื่อนไขสู่แดนมรณะ

คัดลอกลิงก์แล้ว