- หน้าแรก
- บันทึกฝึกตนของศิษย์นอกสายตา วิถีเซียนบนเส้นทางแห่งเล่ห์เหลี่ยม
- บทที่ 7: รับศิษย์? แต่งงาน?
บทที่ 7: รับศิษย์? แต่งงาน?
บทที่ 7: รับศิษย์? แต่งงาน?
หลังจากนั่งสมาธิต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งชั่วยาม บาดแผลภายนอกของหลี่เชียนเหนียนก็ตกสะเก็ดจนหมด และด้วยสรีระร่างกายที่พิเศษเหนือธรรมดา เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บช้ำในแต่อย่างใด
เมื่อเห็นดวงตะวันคล้อยต่ำลงและไม่มีใครอยู่บนลานกว้าง หลี่เชียนเหนียนก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่ามู่ชินอี้ในใจอีกครั้งที่พึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย
"ข้าคงอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ?"
แม้อายพลังฟ้าดินบนยอดเขาฉีเหลียนจะอุดมสมบูรณ์กว่าเรือนพักของเขามากนัก ทว่าความประทับใจที่เขามีต่อสถานที่แห่งนี้กลับติดลบอย่างสิ้นเชิง
หลี่เชียนเหนียนถอนหายใจแผ่วเบา ขณะกำลังจะนั่งสมาธิเดินลมปราณต่อ จู่ๆ เขาก็เห็นร่างสองร่างอยู่ลิบๆ กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็ร่อนลงจอดบนลานกว้าง
หนึ่งในนั้นไม่ได้ใช้ศัสตราวิญญาณประเภทโบยบิน เขามีเคราสั้น สวมชุดคลุมสีฟ้า ใบหน้าหล่อเหลา ทว่ากลับมีสีหน้าเย็นชา จะเป็นใครไปได้อีกเล่าถ้าไม่ใช่ผู้อาวุโสเถิงชิงเหยียนที่เขาเคยพบหน้ามาก่อน?
ส่วนอีกคนกำลังควบคุมศัสตราวิญญาณประเภทโบยบินรูปทรงกระสวยไม้ เป็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีม่วงหรูหรา มีเคราสั้นเช่นกัน ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเถิงชิงเหยียน เขากลับแสดงท่าทีนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าฉายแววละอายใจและประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด
"ผู้อาวุโสเถิง เรื่องนี้เป็นความผิดของตระกูลฉินของข้าเอง แต่โปรดวางใจเถิด เหยาหลี่บุตรสาวคนโตของข้านั้น งดงามและมีพรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่าจื่อหยวนเลยแม้แต่น้อย"
"หึ"
เถิงชิงเหยียนแค่นเสียงเย็นชา "เจ้าเห็นยอดเขาฉีเหลียนของข้าเป็นอะไร? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าศิษย์เอกของข้าจำเป็นต้องแต่งงานกับคนสายตาสั้นพรรค์นั้น?"
"การแต่งงานที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า คิดจะเปลี่ยนตัวก็เปลี่ยนได้งั้นรึ? อย่ามาใช้ลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้ทำให้ข้าสะอิดสะเอียนหน่อยเลย"
"ขอรับๆ"
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารัวๆ เหงื่อแตกพลั่ก ปากก็พร่ำบอกรับคำไม่หยุดหย่อน "บุตรสาวของข้าซุกซนและขาดความเหมาะสม พวกเราไม่รู้จริงๆ ว่านางจะทิ้งจดหมายแล้วหนีไป ขอผู้อาวุโสโปรดอภัยด้วยเถิด"
ใบหน้าของเถิงชิงเหยียนเต็มไปด้วยความรำคาญใจ "เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ พวกเจ้าอย่าได้มาสร้างความรำคาญให้ข้าอีก"
"เอ่อ..."
ชายวัยกลางคนมีสีหน้าร้อนรน "สองตระกูลของเราไปมาหาสู่กันด้วยดีมานับร้อยปี หากต้องมาหมางใจกันเพราะเรื่องนี้ คงน่าเสียดายแย่ไม่ใช่หรือ?"
"หึหึ"
เถิงชิงเหยียนปรายตามองเขาอย่างเหยียดหยาม ไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินจากไป
หลี่เชียนเหนียนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง โค้งคำนับลงต่ำ รักษากิริยาท่าทางนั้นไว้โดยไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหรือหายใจแรง
เขากลัวว่าจะมีใครสังเกตเห็นตนเข้า
ชายวัยกลางคนอ้าปากจะพูดต่อ แต่เถิงชิงเหยียนหมดความอดทนแล้ว ท่าทีของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเตรียมจะลงมือ ทว่าเมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับหลี่เชียนเหนียน จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขาเดินตรงดิ่งมาหาหลี่เชียนเหนียน "เจ้าเป็นใคร?"
ให้ตายเถอะ เพิ่งจะหลอมศัสตราด้วยกันมาหมาดๆ ผ่านไปไม่ถึงวัน หมอนี่ก็จำเขาไม่ได้เสียแล้ว
หรือไม่ก็ไม่เคยอยู่ในสายตามาตั้งแต่แรก
หลี่เชียนเหนียนบ่นอุบในใจ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามของผู้อาวุโสเถิง เขาก็ไม่กล้าแสดงท่าทีล่วงเกินแม้แต่น้อย
"ศิษย์สายนอก หลี่เชียนเหนียนขอรับ ข้ามาที่นี่เพื่อรับภารกิจหลอมแร่ดาราสีเงิน เพราะ..."
"พอแล้ว"
เถิงชิงเหยียนพูดแทรก ก่อนจะโยนป้ายหยกชิ้นหนึ่งให้เขาอย่างลวกๆ
หลี่เชียนเหนียนรีบรับไว้อย่างระมัดระวัง
ทว่าเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของอีกฝ่าย เขาก็ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก
"นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์จดนามของข้า"
จากนั้น เถิงชิงเหยียนก็หันไปมองชายวัยกลางคน "เจ้าอยากจะเปลี่ยนตัวนักไม่ใช่รึ? ข้าก็จะเปลี่ยนตัวบ้าง ให้เขาไปเข้าพิธีแต่งงานแทนเถิงอวี่ ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาแล้วกัน"
"นี่?"
ชายวัยกลางคนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สายตาที่มองมายังหลี่เชียนเหนียนเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ยิ่งเห็นเสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นหลายจุด สภาพดูมอมแมมซอมซ่อ ซ้ำบนใบหน้ายังมีรอยขีดข่วนที่เพิ่งตกสะเก็ดสดๆ ร้อนๆ อีกหลายรอย
เถิงชิงเหยียนยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "ทำไม ไม่เต็มใจงั้นรึ?"
กลิ่นอายพลังอันมหาศาลลึกล้ำดั่งห้วงเหวลึกแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ทำเอาอากาศรอบบริเวณหนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัว
ชายวัยกลางคนที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันนี้โดยตรง รู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง ใบหน้าซีดเผือด ทว่าก็ต้องกัดฟันทน
หลี่เชียนเหนียนที่พลอยรับเคราะห์ไปด้วย รู้สึกเหมือนมีหินก้อนยักษ์กดทับลงมาบนร่างจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
"มะ ไม่ ข้าน้อยมิกล้า"
ภายใต้สายตาจับจ้องของอีกฝ่าย ชายวัยกลางคนจำใจหยิบจี้หยกทรงกลมลวดลายวิจิตรบรรจงออกมาจากถุงมิติ แล้วยื่นให้หลี่เชียนเหนียนอย่างเชื่องช้า
หลี่เชียนเหนียนมองหน้าเถิงชิงเหยียนอย่างเลิ่กลั่ก ไม่กล้าขยับเขยื้อน ทว่าจู่ๆ เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจเด็ดขาดก็ดังเข้าหู
"รับไปสิ"
เขารู้ดีว่าตนเองกำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับปัญหาใหญ่หลวง ทว่าในเวลานี้เขาไม่มีความกล้าพอที่จะปฏิเสธคำสั่งของเถิงชิงเหยียน ทำได้เพียงยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับจี้หยกมาด้วยความสั่นเทา ไม่กล้าลดมือลงเป็นเวลานาน
เถิงชิงเหยียนมองชายวัยกลางคนด้วยรอยยิ้มเยาะ "ครั้งนี้ เจ้าคงไม่กล้าเปลี่ยนตัวแล้วหาใครหน้าไหนมาตบตาข้าอีกหรอกนะ?"
"ไม่กล้า ไม่กล้าขอรับ"
ชายวัยกลางคนเหงื่อแตกพลั่ก พร่ำบอกว่าไม่กล้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"หึหึ"
ดูเหมือนว่าเถิงชิงเหยียนจะอารมณ์ดีขึ้นมากหลังจากที่ได้ระบายอารมณ์ เขายกยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย
"น้อมส่งผู้อาวุโสขอรับ"
ชายวัยกลางคนรู้ดีว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ทว่าเขาก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้า ยังคงต้องประสานมือค้อมส่งอย่างนอบน้อม
เนิ่นนานกว่าเขาจะหันหลังกลับมา มองหลี่เชียนเหนียนด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะขึ้นขี่ศัสตราวิญญาณประเภทโบยบินจากไป
ตลอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลี่เชียนเหนียนเอาแต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองมองสีหน้าของพวกเขา
จนกระทั่งเบื้องหน้าไร้เงาผู้คน เขาถึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ใบหน้ายังคงประดับไปด้วยความหวาดผวาไม่หาย
เขายืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน ได้แต่เฝ้ารอการมาถึงของมู่ชินอี้อย่างเงียบๆ
และแล้วเมื่อยามพลบค่ำมาเยือน มู่ชินอี้ที่หลี่เชียนเหนียนตั้งตารอคอยก็ปรากฏตัวขึ้นในที่สุด
เมื่อเห็นสภาพมอมแมมและสายตาขุ่นเคืองที่อีกฝ่ายส่งมาให้ มู่ชินอี้ก็รู้สึกงุนงงในตอนแรก ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้ากระอักกระอ่วนใจพาดผ่านใบหน้าของเขาแวบหนึ่ง
"อะแฮ่ม"
เขากระแอมไอเบาๆ เรียกกระบี่บินออกมา แล้วพาหลี่เชียนเหนียนเหาะลงไปยังเชิงเขาฉีเหลียน
ตั้งแต่ต้นจนจบ หลี่เชียนเหนียนเอาแต่ปิดปากเงียบ ก้มหน้าก้มตาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ส่วนมู่ชินอี้กลับคิดไปเองว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจึงไม่อยากพูดจาด้วย เขาเองก็เลยไม่ได้พยายามชวนคุย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นแค่ภารกิจเดียว และในอนาคตพวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก เขาจึงไม่คิดจะสานสัมพันธ์หรือสานต่อไมตรีใดๆ
เพียงชั่วอึดใจ ทั้งสองก็มาถึงศาลาที่เคยพบกันเมื่อช่วงก่อนหน้า
หลังจากหลี่เชียนเหนียนกระโดดลงจากกระบี่บิน มู่ชินอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงมือหยิบหินวิญญาณกำมือหนึ่งออกมาจากถุงมิติแล้วโยนให้เขา
"รับไปสิ ถือซะว่าเป็นค่าทำขวัญสำหรับเหตุสุดวิสัยเมื่อครู่ก็แล้วกัน"
ทว่าคราวนี้ หลี่เชียนเหนียนกลับลืมรับของที่โยนมา หินวิญญาณนับสิบก้อนจึงร่วงหล่นกระแทกตัวเขาจนร่วงลงไปกองกับพื้น
"เคร้ง"
เสียงหินวิญญาณกระทบพื้นดังกรุ๊งกริ๊งเรียกสติของหลี่เชียนเหนียนให้กลับคืนมา เขารีบประสานมือค้อมคารวะขอบคุณมู่ชินอี้
"ขอบคุณศิษย์อามู่สำหรับรางวัลขอรับ"
'โดนกระแทกจนเสียสติไปแล้วหรือไง?'
มู่ชินอี้บ่นพึมพำในใจ ก่อนจะโบกมือปัด "ช่างเถอะ เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนได้แล้ว"
พูดจบ เขาก็เตรียมจะขี่กระบี่เหินฟ้าจากไป
ทว่าหลี่เชียนเหนียนกลับเอ่ยปากรั้งเขาไว้ "ศิษย์อา โปรดรอก่อนขอรับ"
มู่ชินอี้หันขวับกลับมา คิดว่าอีกฝ่ายได้คืบจะเอาศอก สีหน้าเริ่มฉายแววรำคาญใจ
"เจ้าต้องการอะไรอีก?"
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา หลี่เชียนเหนียนย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายเริ่มไม่พอใจตน เขารีบล้วงเอาป้ายหยกที่เถิงชิงเหยียนเพิ่งให้มาออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้มู่ชินอี้ด้วยมือทั้งสองข้าง
"เมื่อครู่ศิษย์มัวแต่คิดเรื่องที่ได้พบท่านปรมาจารย์บนลานกว้าง เลยเหม่อลอยไปหน่อย ขอศิษย์อาโปรดอย่าถือสาเลยนะขอรับ"
"หืม?"
เมื่อมู่ชินอี้เห็นป้ายหยกในมือของหลี่เชียนเหนียน ความสนใจของเขาก็ถูกจุดประกายขึ้นมาทันที เขาสะบัดมือขวาเรียกกระบี่บินกลับมา แล้วยืนเผชิญหน้ากับหลี่เชียนเหนียน
"รากปราณของเจ้าก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร เหตุใดจู่ๆ ท่านอาจารย์ถึงได้นึกครึ้มใจรับเจ้าเป็นศิษย์จดนามได้เล่า?"
หลี่เชียนเหนียนลังเลอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด
มู่ชินอี้ถึงกับยืนอึ้งกิมกี่เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
จู่ๆ เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น หัวเราะร่วนจนหยุดไม่อยู่ ถึงขั้นน้ำหูน้ำตาไหล
"นี่?"
หลี่เชียนเหนียนยิ่งงุนงงสับสนกับวิถีชีวิตของพวกคนใหญ่คนโต รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาดที่หลงเข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ศิษย์พี่ ศิษย์พี่ ท่านอุตส่าห์ทะนงตนว่าเป็นคนเที่ยงธรรมและมีเกียรติมาตลอดชีวิต แต่กลับต้องมาเสียท่าให้กับสตรีนิรนามเสียนี่ ท่านช่างเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมให้พวกเราจริงๆ!"
มู่ชินอี้หัวเราะร่าพลางพ่นคำพูดที่หลี่เชียนเหนียนฟังเข้าใจเพียงครึ่งเดียวออกมา