- หน้าแรก
- บันทึกฝึกตนของศิษย์นอกสายตา วิถีเซียนบนเส้นทางแห่งเล่ห์เหลี่ยม
- บทที่ 3: มุ่งสู่ยอดเขาฉีเหลียน
บทที่ 3: มุ่งสู่ยอดเขาฉีเหลียน
บทที่ 3: มุ่งสู่ยอดเขาฉีเหลียน
ล้อเล่นหรือเปล่า? เวลาออกไปทำเรื่องพรรค์นี้ข้างนอก ใครเขาใช้ชื่อจริงกัน?
หลี่เชียนเหนียนกลับไปที่โรงน้ำชาเพื่อหยิบสัมภาระ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
เหลียนจ้งเหิงรออยู่นานแล้ว เขานั่งอยู่เพียงลำพัง ไร้เงาของหญิงสาวที่ชื่อเหยาเหลียน
เมื่อเห็นหลี่เชียนเหนียนเดินเข้ามา เขาก็โยนถุงใบเล็กให้
หลี่เชียนเหนียนรับมาเปิดดู ภายในมีหินวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยไอพลังวิญญาณนอนนิ่งอยู่ห้าก้อน
"พี่เหลียนช่างใจป้ำเสียจริง"
เหลียนจ้งเหิงเอ่ยอย่างหงุดหงิด "เจ้านี่ชักจะหน้าเลือดขึ้นทุกวัน แค่ไปวิวาทนิดหน่อยก็คิดตั้งห้าหินวิญญาณ ทำไมไม่ไปปล้นเขากินเลยล่ะ?"
"หึหึ"
หลี่เชียนเหนียนฉีกยิ้ม "ข้าไม่ได้ทำธุรกิจพรรค์นี้มานานแล้ว ฝีมือเลยตกไปบ้างน่ะ"
อันที่จริง สมัยที่เขาเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ และยังไม่มีแหล่งรายได้ เขาเคยอาศัยพละกำลังมหาศาลของตนรับจ้างเป็นอันธพาลให้กับเหลียนจ้งเหิง
เหล่าหญิงงามในหอโคมแดงถือเป็นทรัพยากรสาธารณะ หญิงที่หน้าตาจิ้มลิ้มและได้รับความนิยมนั้นยากจะได้ตัวมาครอง แต่ลูกค้าขาประจำที่เจนจัดก็ไม่มีทางปั่นราคาให้สูงขึ้นอย่างหน้ามืดตามัว
เพื่อจัดการคิวของเหล่าหญิงงาม คนดีมีประสบการณ์อย่างเหลียนจ้งเหิงจึงทำได้เพียงใช้วิธีอื่นในการตัดสินสิทธิ์ความเป็นเจ้าของและลำดับก่อนหลัง
ในเมื่อทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกตน แน่นอนว่าสิทธิ์ในการร่วมอภิรมย์ย่อมต้องตัดสินกันด้วยกำลัง
แรกเริ่มก็เป็นการประลองตัวต่อตัว แต่ภายหลังกลับบานปลายกลายเป็นการยกพวกตะลุมบอน
หลี่เชียนเหนียนก็เป็นหนึ่งในคนที่เหลียนจ้งเหิงจ้างวานมา
ทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านกันและมีความสัมพันธ์อันดี ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้อยู่ในวงสังคมเดียวกัน
สำหรับเรื่องที่ไม่อันตรายแถมยังได้กระชับมิตร การช่วยเหลือสักครั้งสองครั้งย่อมไม่มีปัญหา แต่หากเกิดเรื่องบ่อยเข้า ก็คงไม่มีใครอยากจะยึดเป็นอาชีพหลัก
ดังนั้น จึงต้องมีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง
แน่นอนว่าตอนนี้เขาไม่ได้รับงานประเภทนี้อีกแล้ว
หลี่เชียนเหนียนนั่งลงฝั่งตรงข้ามเหลียนจ้งเหิง รินน้ำชาให้ตัวเองจอกหนึ่ง แล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "ท่านชอบหาความสำราญก็จริง แต่ไปคั่วสตรีดีๆ จนเกิดเรื่องแย่งชิงความรักแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง?"
คำถามนี้เข้าใจได้ไม่ยาก แม้เหลียนจ้งเหิงจะหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขทุกรูปแบบ ทั้งกิน ดื่ม เที่ยว เล่นการพนัน และมักจะหยอกล้อกับศิษย์หญิงที่ร้อนแรงอยู่บ่อยครั้ง แต่ในแง่หนึ่ง เขาก็นับว่าเป็นคนดี
กล่าวคือ เขาจะเล่นสนุกกับคนในวงจรเดียวกันเท่านั้น โดยปกติแล้วจะไม่ไปแย่งชิงคนรักหรือทอดทิ้งใคร และจะไม่หาเหาใส่หัวด้วยการไปเล่นชู้กับคนมีเจ้าของให้วุ่นวาย
"นางงดงามออกปานนั้น แถมยังเป็นฝ่ายเข้าหาข้าเอง จะให้ข้าตั้งแง่หรือไล่ตะเพิดนางไปหรือไง?"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเหลียนจ้งเหิงก็ดูไม่สู้ดีนัก "ช่างเถอะ ถือเสียว่าข้าซวยเอง ข้าส่งนางกลับไปแล้วล่ะ"
"สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
เหลียนจ้งเหิงตอบ "กำหนดเวลาสิบปีของศิษย์รับใช้ในการอยู่ในสำนักเหลืออีกเพียงสามปี นางไม่มั่นใจว่าจะเบิกทะเลปราณได้สำเร็จ ซ้ำยังไม่อยากออกจากสำนัก จึงมาหาข้าเพื่อขอหยิบยืมทรัพยากรพวกโอสถน่ะสิ"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ไม่มีใครใช้ชีวิตง่ายเลยจริงๆ"
ต่างจากศิษย์สายนอกที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ศิษย์รับใช้ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าลงมานั้น นอกจากจะต้องฝึกตนแล้ว ยังต้องคอยทำงานใช้แรงงานให้สำนักโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำอีกด้วย
เส้นทางการฝึกตน หากแบ่งตามระดับขั้น สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้เป็น ขั้นชักนำลมปราณ ขั้นควบคุมวิญญาณ ขั้นหยวนตาน และขั้นวั่นเซี่ยง แต่ละระดับที่เลื่อนขึ้นไป ช่องว่างของพลังจะห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
ผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ขั้นชักนำลมปราณจะต้องผ่านสามขั้นตอน ได้แก่ เบิกทะเลปราณ ชำระล้างไขกระดูกด้วยพลังวิญญาณ และสลัดทิ้งคราบความเป็นมนุษย์ปุถุชน เมื่อนั้นจึงจะมีโอกาสทะลวงเข้าสู่ขั้นควบคุมวิญญาณ
ดังนั้น สำหรับศิษย์รับใช้ที่จะเลื่อนขั้นขึ้นเป็นศิษย์สายนอก มาตรฐานขั้นต่ำภายในสิบปีคือต้องทะลวงจุดชีพจรและสร้างทะเลปราณในร่างกายให้ได้ มิเช่นนั้นก็จะถูกเชิญให้ออกจากสำนัก
ทว่า ก้าวนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ฝึกตนระดับล่างที่มีพรสวรรค์ไม่มากนักและขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกตน
ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกแห่งการฝึกตนที่ตระการตาและเต็มไปด้วยสีสันแห่งนี้ ผู้ที่อดทนทำสมาธิและฝึกฝนบำเพ็ญเพียรวันแล้ววันเล่าตลอดสิบปี เพื่อเป้าหมายที่อาจไม่มีวันไปถึง ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงหยิบมือเดียว
ในบรรดาศิษย์รับใช้แต่ละรุ่น จำนวนผู้ที่สามารถเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกได้สำเร็จนั้นมีไม่ถึงหนึ่งในสิบ ทำให้เกณฑ์การผ่านนั้นสูงลิบลิ่ว
หลี่เชียนเหนียนถอนใจเบาๆ แต่เขาก็ไม่ได้มีอคติกับหญิงสาวคนนั้นเท่าใดนัก
มนุษย์ย่อมดิ้นรนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า หลังจากได้สัมผัสกับวิถีอันเร้นลับยากหยั่งถึง รวมถึงอิสระเสรีของโลกผู้ฝึกตนแล้ว ใครเล่าจะอยากกลับไปเกลือกกลั้วกับชีวิตปุถุชนที่ต้องวุ่นวายอยู่กับปากท้องในแต่ละวัน
โดยเฉพาะสตรีที่มีสถานะต่ำต้อยในโลกมนุษย์ หากเลยวัยออกเรือนก็จำต้องกลายเป็นภาระให้ผู้อื่นเลี้ยงดู สถานการณ์ของพวกนางนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ก็อย่างที่เขาว่ากันว่า การจะเอาชีวิตรอดในโลกที่ซับซ้อนใบนี้ ทุกคนย่อมมีทางเลือกเป็นของตัวเอง
เหลียนจ้งเหิงไม่ได้วางแผนจะกลับเรือนพักพร้อมกับหลี่เชียนเหนียน ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไป
...
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่รุ่งสาง หลี่เชียนเหนียนก็หอบสัมภาระมาถึงสถานีสัตว์วิญญาณแต่เช้าตรู่ เขาเช่ากระเรียนวิญญาณขนเงางามตัวหนึ่ง แล้วโบยบินมุ่งหน้าไปยังยอดเขาฉีเหลียนซึ่งเป็นที่พำนักของผู้อาวุโสเถิง
กระเรียนวิญญาณบินด้วยความเร็วสูงมาก ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ร่อนลงจอดที่ตีนเขาฉีเหลียน
หลี่เชียนเหนียนลงจากหลังนกกระเรียน แหงนมองบันไดหินที่ทอดยาวขึ้นสู่ยอดเขา เขาพยักหน้าแล้วตบตัวกระเรียนวิญญาณเบาๆ "เอาล่ะ แค่นี้แหละ เจ้ากลับไปได้แล้ว"
"แคว่ก!"
กระเรียนวิญญาณส่งเสียงร้องยาว บินวนหนึ่งรอบ แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บินกลับไปทางเดิมที่จากมา
หลี่เชียนเหนียนแบกสัมภาระเดินขึ้นบันได ท่าทีของเขาระมัดระวังและสำรวมขึ้นมาก
ภายในโครงสร้างอำนาจหลักของสำนักเทียนหยวน นอกเหนือจากศูนย์กลางการบริหารที่ยอดเขาหลิงเซียวแล้ว ผู้อาวุโสขั้นหยวนตานที่ครอบครองยอดเขาแต่ละแห่งล้วนถือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
และผู้อาวุโสเถิงชิงเหยียนแห่งยอดเขาฉีเหลียนก็คือหนึ่งในนั้น
ดังนั้น ภารกิจครั้งนี้จึงต้องระมัดระวังทั้งคำพูดและการกระทำเป็นพิเศษ
เมื่อเดินมาถึงศาลากลางเขา หลี่เชียนเหนียนก็หยุดพัก ม่านพลังบางๆ สีฟ้าขวางทางเขาอยู่
"นี่คือค่ายกลพิทักษ์เขางั้นหรือ? ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก"
เขาแตะม่านพลังเบาๆ แล้วก็หยุดยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน
ไม่นานนัก ชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงิน ท่าทางองอาจผ่าเผย ก็ขี่กระบี่เหินเวหามาล่อนลงตรงหน้าศาลา
เขาสะบัดมือขวาเพียงครั้งเดียว กระบี่ยาวก็หดเล็กลงแล้วพุ่งเข้าไปในถุงขนาดเท่าฝ่ามือที่เอวของเขา
หลี่เชียนเหนียนเคยเห็นภาพเช่นนี้เพียงครั้งเดียวตอนที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหยหาและปรารถนา ชายหนุ่มประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ศิษย์หลี่เชียนเหนียน มารับภารกิจหลอมศัสตราของยอดเขาฉีเหลียนขอรับ คารวะศิษย์พี่"
ในสำนักเทียนหยวน ลำดับอาวุโสถูกกำหนดด้วยระดับการฝึกตน แม้หลี่เชียนเหนียนจะมองระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายไม่ออก แต่ผู้ที่สามารถเคลื่อนไหวบนยอดเขาฉีเหลียนได้อย่างอิสระ ย่อมต้องเป็นศิษย์สืบทอด และเป็นไปได้สูงว่าคงบรรลุถึงขั้นควบคุมวิญญาณแล้ว
ผู้มาเยือนกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "เหตุใดจึงเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นชักนำลมปราณ ซ้ำยังไม่ได้เบิกทะเลปราณเสียด้วยซ้ำ? ดูจากสารรูปแล้ว เจ้าคงเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน ช่างกล้าดีนักนะที่มารับภารกิจจากยอดเขาฉีเหลียนของข้า?"
เมื่อเผชิญกับคำถามที่คุกคาม หลี่เชียนเหนียนก็ไม่กล้าแสดงท่าทีต่อต้าน ได้แต่ตอบกลับไปว่า "เรียนศิษย์พี่ ระดับการฝึกตนของศิษย์นั้นไม่สูงนักก็จริง แต่ศิษย์มีพละกำลังมหาศาล และเคยทำภารกิจหลอมศัสตราที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จลุล่วงมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งยังมีชื่อเสียงด้านนี้ดีพอสมควรขอรับ"
"ใบประกาศภารกิจนี้ไม่ได้ระบุข้อจำกัดด้านระดับการฝึกตนเอาไว้ และศิษย์ก็มั่นใจว่าจะสามารถทำงานนี้ให้เสร็จตามกำหนดเวลาได้ จึงได้บังอาจรับภารกิจนี้มาขอรับ"
"ต่อให้พละกำลังเจ้ามหาศาลแค่ไหน มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว..."
ชายหนุ่มคร้านจะซักไซ้ให้มากความ จึงโบกมือปัด "ช่างเถอะ ว่ากันตามกฎของสำนักก็แล้วกัน ข้าจะพาเจ้าไปทดสอบดูก่อน"
"ข้าชื่อมู่ชินอี้ เรียกข้าว่าอาจารย์อาเล็กก็พอ"
หลี่เชียนเหนียนค้อมศีรษะลงอีกครั้ง "ขอบพระคุณขอรับ อาจารย์อาเล็ก"
มู่ชินอี้ประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาเข้าด้วยกันแล้วลากผ่านเอวเบาๆ กระบี่เหินเวหาเล่มเมื่อครู่ก็ปรากฏขึ้น ลอยนิ่งอยู่ข้างเอวพลางขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆ
เขาแตะเท้าลงบนพื้นเบาๆ กระโจนขึ้นไปเหยียบบนตัวกระบี่ แล้วกวักมือเรียกหลี่เชียนเหนียน "ตามข้ามาสิ"
กระบี่เหินเวหาลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ และในจังหวะที่กำลังจะพุ่งออกไป มู่ชินอี้ก็หันขวับมามอง เห็นหลี่เชียนเหนียนยืนจ้องเขาตาปริบๆ ไม่ขยับเขยื้อน จึงอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นคลึงขมับ "ข้าลืมไปเลย เจ้าเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์สายนอกหมาดๆ จะไปมีอาวุธวิญญาณประเภทบินเหินเวหาได้อย่างไร?"
สิ้นคำพูด กระบี่เหินเวหาก็ร่อนลงมาลอยอยู่เหนือพื้นราวสามฉื่อ และขยายขนาดให้กว้างขึ้นอีกนิด
"ขึ้นมาสิ ข้าจะให้ติดสอยห้อยตามไปด้วย"
"ขอบพระคุณอาจารย์อาเล็กขอรับ"
หลี่เชียนเหนียนไม่อิดออด หลังจากกล่าวขอบคุณ เขาก็ก้าวขึ้นไปบนกระบี่บินอย่างระมัดระวัง
"มั่นคงดีแฮะ"
วินาทีต่อมา กระบี่บินก็แปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายรุ้งยาว พุ่งทะยานขึ้นสู่ผืนนภาอันกว้างใหญ่