เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21 : อิทธิพลทางวิชาการของแรนช์

ตอนที่ 21 : อิทธิพลทางวิชาการของแรนช์

ตอนที่ 21 : อิทธิพลทางวิชาการของแรนช์


ช่วงกลางวัน.

ห้องประชุมที่มีผนังสีอ่อนแลดูนวลตาพร้อมกับความโปร่งใส สะท้อนถึงต้นไม้สีเขียวที่วางอยู่บนขอบหน้าต่างอันกว้างขวาง เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่อย่างมาก

แต่ในขณะนี้.

ในห้องประชุมของสถาบันนักปราชญ์ เนื่องจากหัวข้อที่พวกเขาโต้เถียงกัน บรรยากาศจึงค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริงควรจะเรียกว่าอยู่ในสภาวะวุ่นวายมากกว่า

“เมื่อเทียบกับผู้เข้าสอบจากสถาบันอัศวินที่มีสติปัญญาและจิตใจเป็นศูนย์ คนของเราดูเหมือนจะมีสติปัญญาและจิตใจสูงเกินไป”

“การสวมบทบาทของเขาดูจะเข้าถึงเกินไปหน่อย”

อาจารย์ส่วนใหญ่รู้สึกประหลาดใจและต้องการตั้งคำถามเมื่อได้เห็นการกระทำของแรนช์ พวกเขาพูดคุยเรื่องที่ผิดปกตินี้ด้วยความสับสน

ยังมีอาจารย์ที่ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดเป็นครั้งคราว จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นดูฉากบนหน้าจอเวทมนตร์

เด็กคนนี้มีสภาพจิตใจแบบไหนตอนกำลังสอบ?

พวกเขาไม่เข้าใจ

ขณะนี้ เหล่าอาจารย์ไม่เพียงแต่ต้องทำการศึกษา การวิจัย และการทบทวนการสอบครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ยังต้องทำการประเมินคะแนนของผู้เข้าสอบทุกคนด้วยตนเองอย่างเร่งด่วนอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าแรนช์สร้างปัญหาที่ยุ่งยากให้แก่พวกเขา —

แล้วตอนนี้จะให้คะแนนเขายังไง..

“ต้องบอกเลยว่าความตระหนักรู้ทางกฎหมายของชายคนนี้แข็งแกร่งมาก คนปกติจะไม่มีทางรีบไปหาประมวลกฎหมายอ่านภายใต้สถานการณ์เช่นนี้”

“ไม่ใช่สิ แม้ว่ามหาวิทยาลัยของเราจะมีผู้เข้าสอบที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่พวกเขาก็เป็นนักเวทย์ไม่ใช่นักกฎหมาย!”

หลังจากโต้เถียงกันสักพัก อาจารย์อีกคนก็ตบโต๊ะแล้วตะโกนขึ้น

“น่าจะเหมาะสมกว่าถ้าเขาได้รับการแนะนำให้เข้าสถาบันเศรษฐศาสตร์และการเงินแห่งชาติฮัตตัน”

“เอ่อ—!”

ลองคิดดูว่าจะเป็นยังไงถ้าในอนาคตคนอย่างแรนช์ได้กลายเป็นผู้พิพากษา

อาจารย์ที่กำลังนั่งโต้เถียงกันต่างก็มีความคิดว่า “ชาตินี้ขอไม่เห็นเขาขึ้นศาล”

ทั้งเอกสาร แผนภูมิ และบันทึกต่างๆ ถูกวางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะในห้องประชุม

นาฬิกาบนผนังยังคงเดินต่อไป

รองคณบดีรอนเงียบ เขาเขียนประเด็นสำคัญของมุมมองที่แตกต่างกันหลายประการลงบนกระดาษต้นฉบับที่อยู่ตรงหน้า พยายามจัดลำดับการประเมินผู้เข้าสอบคนนี้

ขณะนี้คณบดีลอเรนกำลังถูกตำหนิอยู่ที่สถาบันวิศวกรรมเวทมนตร์

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงมีเพียงรองคณบดีรอนเท่านั้นที่เป็นประธาน

ไม่มีใครในสถาบันนักปราชญ์ยินดีที่จะไปยังสถาบันวิศวกรรมเวทมนตร์เพื่อเผชิญหน้ากับศาสตราจารย์พอลโลผู้แปลกประหลาด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึง.

ถ้าศาสตราจารย์พอลโลได้ยินว่าเครื่องเปิดใช้งานโลกแห่งภาพฉายแบบจำลองได้รับความเสียหาย…

เขาคงจะโกรธจนแทบขาดสติ!

แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะการสอบรอบสามยังคงต้องใช้เจ้าเครื่องนั้น

ต้องมีผู้กล้าไปขอให้ศาสตราจารย์พอลโลนำช่างจากสถาบันวิศวกรรมเวทมนตร์มาช่วยซ่อมโดยเร็วที่สุดในอีกสองวันข้างหน้า

“ถ้าฉันเป็นลอเรน ฉันคงจะพาชายที่ชื่อว่าแรนช์คนนี้ไปที่สถาบันวิศวกรรมเวทมตร์ด้วย”

คณบดีของพวกเขายังคงจิตใจดีและซื่อสัตย์เกินไป

หลังจากถอนหายใจออกมา ในที่สุดรองคณบดีรอนก็เคาะโต๊ะสองครั้ง

เป็นนัยให้เหล่าอาจารย์ทราบว่าถึงเวลากลับสู่หัวข้อถกเถียงหลักแล้ว

“จากแก่นแท้ของโลกแห่งภาพฉาย ดูเหมือนว่าเขาจะตีความ ‘หัวใจแห่งความเมตตากรุณา’ ได้อีกแบบ”

รอนถอนหายใจพร้อมกับกล่าวออกมา โดยตระหนักถึงการกระทำของของแรนช์อย่างช่วยไม่ได้

“ใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้กับความรุนแรง ใช้ความชั่วร้ายต่อสู้กับความชั่วร้าย อาจเป็นวิธีการทำความดีที่มีประสิทธิภาพอีกวิธีก็ได้”

ผู้ท้าทายที่ชื่นชอบการต่อสู้ไม่ใช่คนเพียงกลุ่มเดียวที่ศึกษาและถกเถียงกันเกี่ยวกับโลกแห่งภาพฉาย

นอกจากพวกเขายังมีนักเทววิทยา นักประวัติศาสตร์ และนักปรัชญาจำนวนมากที่มักจะแข่งขันกันอยู่เสมอ

การขุดค้นและวิเคราะห์เรื่องราวของโลกแห่งภาพฉายของเหล่านักวิชาการยังช่วยให้ผู้ท้าทายชี้แจงข้อมูลและขยายแนวคิดในการพิชิตโลกแห่งภาพฉายได้อีกด้วย

สถาบันนักปราชญ์ได้รวมการศึกษาเชิงวิชาการจำนวนมากเข้ามาในการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ตัวอย่างเช่น “บทนำสู่โลกแห่งภาพฉาย” เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาสำหรับนักศึกษาใหม่ทุกคนของสถาบันนักปราชญ์ นอกจากนี้ยังเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับโลกแห่งภาพฉายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกปัจจุบันอีกด้วย

ครั้งหนึ่งเคยชี้ให้เห็นว่าโลกแห่งภาพฉายเป็นบาเรียเวทมนตร์อันน่าอัศจรรย์ที่สร้างขึ้นโดยเหล่าทวยเทพก่อนที่พวกท่านจะหายสาบสูญไป มันสามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นภายในโลก รวมถึงโลกอื่นๆ ได้ด้วยตัวเอง คัดลอกและบันทึกเรื่องราวเหล่านั้น จากนั้นก็แสดงผลออกมาในรูปแบบภาพฉายทางประวัติศาสตร์

เมื่อโลกแห่งความเป็นจริงวิวัฒนาการผ่านการทำลายล้างและสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง มันก็แข็งแกร่งพอที่จะเปิดโลกแห่งภาพฉาย จากนั้นโลกแห่งความเป็นจริงจึงเชื่อมต่อเข้ากับโลกแห่งภาพฉาย

เป็นผลให้สิ่งมีชีวิตในโลกนี้สามารถเข้าสู่โลกแห่งภาพฉายและสวมบทบาทเป็นตัวละครในภาพฉายทางประวิติศาสตร์ได้อีกครั้งภายใต้การแนะนำของแก่นแท้โลกแห่งภาพฉาย

การฉายภาพทางประวัติศาสตร์ของเส้นโลกและเส้นเวลาของโลกที่แตกต่างกันเหล่านี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมหรือขุมทรัพย์แห่งความรู้สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

เหล่าทวยเทพหวังว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถสะท้อนถึงเศษเสี้ยวทางประวัติศาสตร์ที่สูญหายเหล่านี้ ได้รับประสบการณ์ และเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อที่โลกปัจจุบันที่พวกเขาอาศัยอยู่จะมีเสถียรภาพและสวยงามมากขึ้น

ดังนั้นจึงเกิดเป็นโลกทั้งสองซึ่งก็คือโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งภาพฉาย เป็นสิ่งที่ชื่อมโยงกันเหมือนกับตัวตนและเงา

หลังจากที่รองคณบดีรอนเริ่ม

ห้องประชุมก็กลับมาสู่บรรยากาศการประชุมทบทวนตามปกติอีกครั้ง

“โลกแห่งภาพฉายแบบจำลองที่สร้างขึ้นในการสอบเข้าครั้งนี้ เราสามารถหารือเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาของแรนช์ และอาจตีพิมพ์เป็นบทความในวารสารได้”

“ฉันพบว่าเขาดูเหมือนจะค่อนข้างมีความสามารถในฐานะนักวิจัย”

ที่โต๊ะกลมของกลุ่มนักเวทย์รักษา อาจารย์เทเรซามองไปที่ข้อมูลของแรนช์แล้วพูดขึ้นเบาๆ

เมื่อตอนที่เขาสมัครเข้าเรียน เธอรู้สึกว่าแม้ว่าชายหนุ่มคนนี้จะไม่มีพรสวรรค์ในการเป็นนักเวทย์ แต่ด้วยนิสัยที่สงบ อ่อนโยน และสง่างามของเขาดูเหมือนจะเป็นนักวิชาการโดยกำเนิด

บ่อยครั้งหากคนเหล่านี้เต็มใจที่จะศึกษาค้นคว้าอย่างหนัก พวกเขาก็จะเป็นที่ต้อนรับของสังคมมากมาย

ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ในการช่วยทบทวนและดำเนินการวิจัยในแผนกโลจิสติกส์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

“ซึ่งต้องการคนที่มีจิตใจดีและสติปัญญา พร้อมทั้งความเมตตากรุณาและศีลธรรม”

อาจารย์หลายคนรู้สึกเห็นด้วย

“สรุปก็คือ เขาอยู่เหนือกว่าท่านหญิงไฮพีเรียน อารันซา ซึ่งเท่ากับว่าได้อันดับหนึ่งใช่ไหม?”

รองคณบดีรอนใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะเบาๆ ลังเลเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวสรุป

เนื่องจากไม่สามารถประเมินคะแนนได้ ในขณะนี้พวกเขาจึงตัดสินใจได้เฉพาะลำดับเท่านั้น

สิ่งนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดทีมสอบในวันมะรืน

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าอาจารย์บ้างก็พยักหน้าบ้างก็นิ่งเงียบ

ทัศนคติของพวกเขาค่อนข้างละเอียดอ่อน แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงความสงสัยไม่ได้ก็ตาม

“แม้ว่าเวลาในการพิชิตของเขาจะเร็วมาก แต่จริงๆ แล้วเขาแทบไม่ได้คะแนนพื้นฐานเลย ตามอัลกอริทึมที่สถาบันวิศวกรรมเวทมนตร์กำหนดไว้ คะแนนของเขาอาจไม่สูงมากนัก…”

เสียงที่ฟังดูลังเลดังขึ้นมาจากกลุ่มนักเวทย์รักษา

รองคณบดีรอนมองดูและเห็นว่าคนที่พูดขึ้นคืออาจารย์เทเรซา ผู้ซึ่งจัดการเรื่องการสมัครเข้าเรียนให้แรนช์

“อาจารย์เทเรซา คุณคิดว่าไม่ยุติธรรมงั้นเหรอ?”

ที่โต๊ะอีกฝั่ง อาจารย์หนุ่มคนหนึ่งวางมือขวาลงบนพนักเก้าอี้ เขาหันกลับมามองเทเรซาพร้อมกับขัดจังหวะเธอว่า

“เขาสมควรได้รับอันดับหนึ่ง และนั่นก็คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้”

“...”

เทเรซาเม้มริมฝีปาก เธอไม่ต้องการพูดอะไรอีก

อันที่จริงเธอรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดมันไม่สมเหตุสมผล

แต่จริงๆ แล้วเธอต้องการช่วยแรนช์

เพราะการได้อันดับหนึ่งในการสอบเข้าสถาบันนักปราชญ์ปีนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีอย่างแน่นอน

อันที่จริงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ นักศึกษาใหม่ที่ต้องเผชิญความยากลำบากที่สุดไม่ใช่ทั้งเฟรย์หรือว่าแรนช์

แต่เป็นท่านหญิงไฮพีเรียน

อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่เต็มใจที่จะเข้าไปพัวพันกับเธอ

สาเหตุที่ท่านหญิงตั้งใจอย่างหนักในการสอบรอบที่สองก็เพราะเธอกังวลว่าอันดับจะต่ำเกินไป เป็นผลให้การสอบในรอบที่สามเธออาจได้พบกับเพื่อนร่วมทีมที่แฝงตัวเข้ามา

มีเพียงการได้อันดับที่สูงที่สุดเท่านั้นถึงจะเป็นไปได้ที่เธอจะถูกจัดไว้กับเพื่อนร่วมทีมที่ทรงพลัง ซึ่งแม้แต่กลุ่มที่ไม่เป็นมิตรภายในสถาบันก็ไม่สามารถจัดการกับเธอได้

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน หากแรนช์บังเอิญถูกจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่ง

มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะเป็นไปตามที่หลายๆ คนต้องการ และมีเหตุผลว่าแรนช์จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่วงท่านหญิงตอนสอบต่อสู้จริง

ท้ายที่สุดแล้วแรนช์ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ที่โดดเด่นอะไรเลย

“เฟอร์ราต ถึงเป็นเรื่องยากที่ผมจะออกความเห็นอะไร แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม โปรดอย่าทำนอกเหนือกฎ มิเช่นนั้นลอเรนจะไม่นั่งอยู่เฉยๆ”

รอนมองชายหนุ่มที่เมื่อสักครู่ขัดจังหวะเทเรซา เขากล่าวกับอีกฝ่าย

“แน่นอน”

อาจารย์หนุ่มที่ถูกเรียกว่าเฟอร์ราตยืนขึ้นและโค้งคำนับอย่างสง่างามต่อรองคณบดีรอน

“เพียงแต่ว่าตามกฎที่กำหนดไว้ หากไม่มีอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ผมควรจะได้เป็นผู้ประเมินนักเรียนที่ได้อันดับดีที่สุด จากนั้นผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อคัดผู้เข้าสอบที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในอนาคตของพวกเขา”

ตั้งแต่ต้นจนจบ ริมฝีปากของเฟอร์ราตมีรอยยิ้มที่แลดูมั่นใจเผยออกมา

“…”

รองคณบดีรอนพลิกหน้ากระดาษในมืออย่างเงียบๆ ต้องการจะจบหัวข้อนี้

แรนช์ วิลฟอร์ด ในฐานะนักเวทย์ขาวเขามีพรสวรรค์น้อยมาก

อันที่จริงเขาไม่เหมาะกับสถาบันนักปราชญ์

โลกแห่งภาพฉายที่แท้จริงตั้งแต่ระดับหนึ่งขึ้นไปนั้นไม่เพียงแต่ต้องใช้สติปัญญาเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ความสามารถในทางปฏิบัติอีกด้วย

ไม่ว่าเขาจะถูกจัดไว้ในทีมใดก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะต้องตกรอบในรอบที่สาม

เพราะงั้นอันดับหนึ่งที่เขาได้มา มันก็คงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ยอมให้เขาร่วมทีมกับท่านหญิง

ไม่สามารถตำหนิใครได้หากว่าเขาเป็นตัวถ่วง

อย่างไรก็ตาม ถึงทั้งสองคนจะไม่ได้อยู่ทีมเดียวกัน พวกเขาก็แทบไม่มีความหวังที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเลย

(จบตอน)

เดี๋ยวก็รู้ คำว่านักเวทย์ขาวไม่ใช่ได้มาง่ายๆนะเฟ้ยยย

จบบทที่ ตอนที่ 21 : อิทธิพลทางวิชาการของแรนช์

คัดลอกลิงก์แล้ว