เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 ผลัดกายรอบสาม

บทที่ 50 ผลัดกายรอบสาม

บทที่ 50 ผลัดกายรอบสาม


บทที่ 50 ผลัดกายรอบสาม

ช่วงราตรีตื้น แม้ท้องฟ้าจะมืดสลัว แต่ยังพอมองเห็นทิวทัศน์รอบด้านได้ชัดเจน

ภายในห้อง ฉินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ขจัดความคิดฟุ้งซ่าน ปัดเป่าฝุ่นละอองที่ทำให้จิตใจว้าวุ่น

หินสุริยันในอ่างทองแดงเพิ่งถูกนำกลับมา มันกำลังส่องแสงสว่างจ้าที่สุด แสงสีทองนั้นอาบไล้ไปทั่วปลายผมและโครงหน้าของฉินหมิง

แสงสีเพลิงสาดส่อง แม้แต่หน้าต่างและกำแพงยังดูราวกับถูกฉาบด้วยทองคำ ฉินหมิงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ภาพตรงหน้าดูคล้ายคลึงกับฉากหนึ่งในยุคเก่าที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ตกดิน ในอารามที่กระเบื้องหลังคาถูกอาบด้วยแสงสีทองอ่อนๆ รูปปั้นองค์เทพในวิหารถูกอาบด้วยแสงสนธยา สงบ เยือกเย็น และศักดิ์สิทธิ์

ไม่นานนัก เขาก็เทของเหลวสีทองอ่อนจากโถกระเบื้องลงในชามสีขาวครึ่งหนึ่ง กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว เดิมทีมันก็เป็นส่วนที่สกัดมาจากเหล้าน้ำผึ้งอยู่แล้ว แค่ได้กลิ่นก็ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มเหมือนคนเมา

เคยมีพ่อค้าเร่ที่เดินทางไปทั่วสารทิศบอกไว้ว่า แม้แต่ทองทิวาหนึ่งเหรียญก็ไม่อาจแลกกับหยาดหยดของเหลวบริสุทธิ์จากรังมดได้แม้แต่หยดเดียว

ในชามสีขาว สารพลังวิเศษสีทองอ่อนราวกับกักเก็บแสงตะวันจากยุคเก่าเอาไว้ มันส่องประกายระยิบระยับ มีไอหมอกบางเบาลอยกรุ่น พัวพันเข้ากับสีทอง

ฉินหมิงปิดฝาโถกระเบื้อง แล้วยกสารพลังวิเศษครึ่งชามนั้นซดรวดเดียวหมดเกลี้ยง

รสชาติหอมหวานอบอวลไปทั่วปาก แถมยังมีกลิ่นเหล้าจางๆ แทรกอยู่ รสชาติชวนให้ลุ่มหลงไม่รู้ลืม มันอร่อยกว่าดีของงูโลหิตเป็นพันเป็นหมื่นเท่า ทำเอาแทบอยากจะซดเพิ่มอีกสักชาม

ชั่วพริบตา ฉินหมิงก็สัมผัสได้ถึงความวิเศษของมัน ร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เห็นผลทันตาประหนึ่งว่าเขากลายร่างเป็นเตาหลอม

เขาเดินออกไปที่ลานบ้าน ลมหนาวพัดโชยมา ทว่ากลับรู้สึกอุ่นวาบปะทะใบหน้า หิมะที่ร่วงหล่นลงมาก็ให้ความรู้สึกเหมือนสายฝนโปรยปรายในฤดูใบไม้ผลิ ราวกับว่าเขาหลุดเข้ามาอยู่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิจริงๆ

ทั่วทั้งร่างของฉินหมิงเปล่งประกาย พลังชีวิตในเลือดเนื้อกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขับไล่ความหนาวเหน็บอันโหดร้ายของฤดูหนาวออกไปจนหมดสิ้น ไอขาวพวยพุ่งขึ้นมา

เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ชุ่มโชกไปทั้งตัว ผิวหนังปรากฏแสงสีเงินเคลือบไว้ชั้นหนึ่ง ก่อนจะแปรสภาพเป็นโคลนสีเงิน จากนั้นก็มี ‘เข็มทอง’ แทงทะลุออกจากร่างของเขาทีละเล่ม

จากนั้น เข็มทองก็ร้อยเรียง แหวกว่ายไปมาในโคลนสีเงิน ครั้งนี้เขายังไม่ทันหลับลึก มันก็เริ่มก่อตัวเป็น ‘อาภรณ์หยกด้ายทอง’ ขึ้นมาแล้ว แถมยังปรากฏให้เห็นในสภาพที่ยังมีสติครบถ้วนอีกต่างหาก

“ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วแฮะ” ฉินหมิงสัมผัสอย่างละเอียด นิมิตประหลาดที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนผลัดกายครั้งแรก ตอนนี้เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานแล้ว

ฉินหมิงมั่นใจว่า มันกำลังจะเปลี่ยนเป็นแสงสวรรค์แล้วล่ะ

เขาเริ่มขยับตัวกลางลานบ้าน ร่ายรำวิชาผลัดกายที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ผ้าไหม ท่วงท่าของร่างกาย การประสานจังหวะหายใจ รวมถึงการขัดเกลาจิตใจ ล้วนครอบคลุมอยู่ในนั้นทั้งหมด

ฉินหมิงร่ายรำวิชาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะเขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด มีแต่ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พลังชีวิตที่อัดแน่นแผ่ซ่านและสูบฉีดไปทั่วเลือดเนื้อ แม้แต่หางตาและหัวคิ้วของเขาก็ยังเปล่งแสงออกมา

เขารู้ดีว่า การผลัดกายรอบสามได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ภายในร่างกำลังก่อกำเนิดแสงสวรรค์ และเกิดความเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ขึ้น

“ที่คนรุ่นก่อนเรียกขอบเขตนี้ว่าการผลัดกาย มันช่างมีเหตุผลจริงๆ ทุกครั้งที่สมรรถภาพร่างกายก้าวกระโดด มันก็เหมือนกับการเกิดใหม่จากครรภ์มารดาอีกครั้งเลย”

การก่อกำเนิดแสงสวรรค์ในร่างกายมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากนิมิตประหลาดอย่างคลื่นสีทองแตกกระจายบนผิวหนังแน่ๆ ต้นตอของมันอยู่ลึกสุดในร่างกาย สิ่งที่เห็นภายนอกเป็นแค่เปลือกเท่านั้น

วินาทีนั้น ฉินหมิงรู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางใจ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลำแสงสวรรค์อันเจิดจ้าพุ่งทะยานออกมาจากทะเลแห่งจิตวิญญาณ สาดส่องลงไปในเลือดเนื้อโดยตรง

จากนั้น อวัยวะภายในทั้งห้าก็เริ่มตอบสนองและฟื้นตัวขึ้นมาตามลำดับ บางส่วนก็เปล่งแสงสีทองสว่างไสวราวกับแสงแรกของวันใหม่ แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งจุดเริ่มต้นอันทรงพลัง บางส่วนก็เหมือนทางช้างเผือกที่หลุดเข้ามาในความฝัน แหวกม่านหมอก เผยให้เห็นหมู่ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ...

ทั่วทั้งร่างของฉินหมิงเปล่งประกาย แม้แต่เส้นผมสีดำขลับก็ยังดูเหมือนกำลังลุกไหม้ เปลวแสงพวยพุ่ง พลังแห่งการผลัดกายสุดแสนจะเข้มข้นปกคลุมไปทั่วทั้งตัวเขา

เวลานี้ แม้แต่ดวงตาของเขาก็ยังสาดส่องแสงสวรรค์ลึกลับออกมา นี่แหละคือการผลัดกายรอบสาม หากทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่หัวจรดเท้าก็จะเป็นแบบนี้ แสงสวรรค์จะก่อกำเนิดและดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เมื่อแสงสวรรค์ค่อยๆ เก็บงำประกายลง ฉินหมิงก็ยิ่งดูสงบนิ่งและกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติและงดงาม ไร้ซึ่งความแข็งกระด้างหรือการปรุงแต่งใดๆ

คัมภีร์ผ้าไหมไม่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับแสงสวรรค์ไว้มากนัก แต่เน้นใช้ถ้อยคำที่กระชับที่สุด เพื่ออธิบายถึงการยกระดับชีวิตให้ลึกซึ้งที่สุดแทน

“ข้าเดาถูกจริงๆ ด้วย ขอแค่ตั้งใจฝึกฝนตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ผ้าไหมอย่างสม่ำเสมอ แสงสวรรค์ก็จะถือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และช่วยให้พลังชีวิตและจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น”

ฉินหมิงเกิดความรู้แจ้งใหม่ขึ้นมา ถึงคัมภีร์ผ้าไหมจะไม่ได้พูดถึงแสงสวรรค์มากนัก แต่มันก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น และต้องถูกฝึกฝนจนสำเร็จอย่างแน่นอน

แต่ปราณแสงสวรรค์ล่ะ? เขาขมวดคิ้ว ปราณชนิดนี้ต้องฝึกฝนอย่างมีแบบแผน ต้องมีเคล็ดวิชาเฉพาะทางถึงจะฝึกได้

เขาได้แต่หวังว่าหลังจากผล็อยหลับไปในคืนนี้ ความทรงจำวัยเด็กจะผุดขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเปิดคัมภีร์ผ้าไหมหน้าที่สามหาคำตอบและไขข้อข้องใจให้ตัวเอง

จากนั้น ฉินหมิงก็เริ่มฝึกวิชาต่อสู้ระยะประชิด เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็โยนค้อนเหล็กนิลด้ามยาวทิ้งไป แล้วหันมาจับมีดผ่าฟืนด้ามนั้นแทน

ชั่วขณะนั้น ประกายเย็นเยียบสว่างวาบ ฉินหมิงรู้สึกราวกับว่ามีแสงสว่างพร้อมจะพุ่งทะลักออกมาจากเลือดเนื้อ

“หืม หรือว่าปราณแสงสวรรค์กำลังจะถือกำเนิด?”

เขาตั้งใจสัมผัส นอกจากฝึกมีดแล้วยังใช้ทั้งหมัดและเท้าเตะต่อยควบคู่ไปด้วย ล้วนเป็นกระบวนท่าไร้รูปแบบที่ใช้ฆ่าศัตรูได้อย่างเฉียบขาด บางท่าก็ดัดแปลงมาจากเพลงดาบโดยตรง เสียงลมและเสียงอสนีบาตดังแหวกอากาศกลางลานบ้าน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ราตรีตื้นใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ฉินหมิงถึงเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและหยุดพัก

หลังมื้อค่ำ ตาเฒ่าหลิวก็มาตบประตูหน้าลานบ้าน

แม้ร่างกายของฉินหมิงจะไม่เปล่งประกายราวกับเตาไฟอีกแล้ว แต่ก็ยังมีพลังชีวิตที่พลุ่งพล่านไหลเวียนอยู่ กลิ่นอายที่สดชื่นราวกับสรรพสิ่งกำลังผลิบานยังคงแผ่ซ่านออกมาอย่างต่อเนื่อง

ตาเฒ่าหลิวเหม่อลอยไปชั่วขณะ แค่มองเขาก็เกิดภาพลวงตาแล้ว เหมือนกำลังมองดูน้ำแข็งและหิมะละลาย ต้นไม้ใบหญ้าผลิใบใหม่ ดูเจริญงอกงามเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

“เจ้าไม่เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย แล้วข้ามไปผลัดกายรอบสามดื้อๆ แบบนี้เลยเรอะ?” เขากระซิบถาม

ฉินหมิงพยักหน้า หลังจากสองคนปู่หลานผ่านการเดินทางเข้าป่าลึกมาด้วยกัน ก็รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดบัง

ตาเฒ่าหลิวอิจฉาตาร้อนสุดๆ

“ท่านปู่หลิว ในเมื่อท่านมีสสารวิเศษอยู่ในมือแล้ว ทำไมยังไม่ไปทำสมาธิ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะขอรับ จะรอไปถึงเมื่อไหร่กัน?” ฉินหมิงถาม

“เจ้าคิดว่าใครๆ ก็บ้าบิ่นผลัดกายได้ง่ายๆ เหมือนเจ้ารึไง?” ตาเฒ่าหลิวบ่น

ตอนนี้ในใจเขายังไม่ค่อยมั่นใจจริงๆ ต่อให้มีหยาดหยดของเหลวบริสุทธิ์จากรังมดอยู่ในมือ ก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะผลัดกายครั้งที่สามได้สำเร็จแน่นอนหรอก

เพราะเส้นทางนี้ แต่ละคนจะไปได้ไกลแค่ไหน มันบอกยากจริงๆ

อย่างน้อยๆ ก้าวแรกของการผลัดกายครั้งแรก ก็สกัดคนออกไปได้ตั้งเก้าในสิบแล้ว

เคยมีคนรุ่นก่อนประเมินไว้ว่า ต่อให้มีของวิเศษประเคนให้ตรงหน้า คนราวหกถึงเจ็ดส่วนก็ยังถูกสกัดกั้นไว้หน้าประตู ทำการผลัดกายครั้งแรกไม่ได้ด้วยซ้ำ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลังจากการผลัดกายครั้งแรก ไม่ได้หมายความว่าจะได้เดินบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต่อให้มีของวิเศษอยู่ในมือ ตอนจะผลัดกายรอบสอง ก็ยังมีคนอีกหกถึงเจ็ดส่วนโดนสกัดไว้อยู่ดี

การผลัดกายรอบสามก็เช่นเดียวกัน ตาเฒ่าหลิวอายุปูนนี้แล้ว จะเอาความมั่นใจมาจากไหนล่ะ?

ฉินหมิงปลอบใจและช่วยเรียกความมั่นใจให้เขา “ท่านปู่ต้องมีความเชื่อมั่นสิขอรับ เชื่อว่าตัวเองจะต้องก้าวข้ามขอบเขตของการผลัดกายไปได้จนสุดทางแน่นอน”

ตาเฒ่าหลิวถอนหายใจ บ่นว่าชีวิตนี้ของเขามักจะมาตกม้าตายเอาตอนจังหวะสำคัญเสมอ สมัยก่อนตอนที่อายุยังอยู่ในช่วงเวลาทองก็เกือบจะผลัดกายได้แล้ว ดันมาเจ็บหนักตอนเข้าป่า ร่างกายล้มหมอนนอนเสื่อไปเสียครึ่งปี

สมัยวัยรุ่นเขาเดินทางไปเมืองฉีเสีย กะว่าจะไปฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ชื่อดังเสียหน่อย แต่ผู้อาวุโสท่านนั้นดันติดธุระด่วนต้องออกไปข้างนอก แล้วก็ไปตายโหงอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายมืดมิดซะงั้น

หลังจากตาเฒ่าหลิวกลับมา เขาก็สนิทสนมกับพวกคนแก่ในหน่วยลาดตระเวน มีอยู่ครั้งหนึ่งกะจะรวมกลุ่มกันไปเอาสารลึกลับบางอย่าง แต่เพิ่งจะเข้าป่าไปก็ดันซวยไปเจอสัตว์เลื่องชื่อกำลังคลุ้มคลั่งเข้า ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นมันแค่เดินผ่านมาเฉยๆนะ ไม่ได้เจาะจงจะทำร้ายพวกแกหรอก แต่มันก็ทำเอาพวกแกตายกันเกือบหมด แกเองก็บาดเจ็บสาหัส รอดตายมาได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว

ฉินหมิงฟังตาเฒ่าหลิวบ่นไปบ่นมา ก็ชักจะรู้สึกว่า ตาแก่นี่มันดวงซวยจริงๆ แฮะ?

“ข้าก็มีแค่ตอนเข้าป่ากับเจ้ารอบนี้นี่แหละที่ถือว่าราบรื่น เรื่องอื่นนี่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆ มีแต่อุปสรรคขวากหนามเต็มไปหมด” ตาเฒ่าหลิวถอนหายใจ

“นี่เรียกราบรื่นหรือขอรับ? ตีรังมดรังเดียวล่อไปตั้งสี่วัน แถมยังมีมดบินบ้าบออะไรก็ไม่รู้วิวัฒนาการออกมาอีกต่างหาก” ฉินหมิงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

“แล้วคนรอบตัวท่านล่ะขอรับ โดนลูกหลงไปด้วยหรือเปล่า?” ฉินหมิงไม่ได้งมงาย ไม่เชื่อเรื่องดวงซวยอะไรพวกนี้หรอก ก็แค่ถามไปงั้นๆ แหละ

“ก็... ไม่เป็นไรหรอกมั้ง” ตาเฒ่าหลิวตอบแบบอึกอัก

“อะไรคือคำว่าไม่เป็นไรหรอกมั้งล่ะขอรับ?” ฉินหมิงสงสัย

“ข้าก็เหมือนเจ้านั่นแหละ ไม่ใช่คนของหมู่บ้านนี้ตั้งแต่แรก ข้าโดนปู่บุญธรรมของข้าเก็บมาเลี้ยงตอนอายุหกขวบ สงสัยตอนนั้นข้ายังเด็กเกินไป เลยจำหน้าพ่อแม่แท้ๆไม่ได้เลย เดาว่าพวกเขาก็คงมีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนกัน เผลอๆ อาจจะตายไปนานแล้วด้วยซ้ำ ไม่งั้นข้าคงไม่มานอนหนาวตายอยู่กลางหิมะแบบนั้นหรอก แต่แปลกนะ แผลหิมะกัดบนตัวข้าที่สาหัสสุดๆ ดันหายดี แล้วก็รอดตายมาได้เฉยเลย”

ฉินหมิงก็ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เลยพูดไปว่า “อย่าคิดมากเลยขอรับ ข้าว่าท่านกลับไปทำสมาธิ แล้วรีบซดของวิเศษนั่นซะ ไม่ต้องลังเลอะไรทั้งนั้น รีบลงมือรวดเดียว ผลัดกายครั้งที่สามให้มันจบๆไปเลย!”

“ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแหละ ต้องเด็ดขาดหน่อย!” ตาเฒ่าหลิวพูดจบ ก็ควักโถกระเบื้องออกมาจากอกเสื้อ บิดฝาเปิดแล้วกระดกซดอึกๆ ลงคอไปเลย

ฉินหมิงถึงกับอ้าปากค้าง: “ท่านอุตส่าห์ถ่อมาถึงบ้านข้าเพื่อจะมากินไอ้นี่เนี่ยนะ ทำไมไม่กลับไปทำสมาธิที่บ้านตัวเองก่อนล่ะขอรับ?”

ตาเฒ่าหลิวบอก “ข้าว่าช่วงนี้ไปไหนมาไหนกับเจ้าแล้วมันราบรื่นดี ก็เลยกะจะมาขอแบ่งปันความโชคดีจากเจ้าสักหน่อยไง”

จากนั้น แกก็เริ่มตื่นเต้น เพราะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงแล้ว ร่างกายแกร้อนผ่าวเหมือนโดนไฟเผา ในตัวก็มีหมอกแสงเริ่มพวยพุ่งออกมา

“นี่มัน... ตาแก่อย่างข้าทำสำเร็จแล้วเว้ย!” แกอยากจะหัวเราะดังๆ แต่ก็ต้องฝืนกดเสียงให้เบาลง

ฉินหมิงบอก “อย่าไปงมงายนักเลยขอรับ ท่านมีศักยภาพอยู่แล้วต่างหาก แค่ชอบสร้างกำแพงกั้นตัวเองไว้ในใจ ก็เลยไม่ค่อยเด็ดขาด ไม่กล้าก้าวข้ามไปก็แค่นั้นแหละ”

“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะเว้ย บางเรื่องเจ้าก็ลบหลู่ไม่ได้ ข้าว่าเรื่องซวยๆ ทั้งหลายแหล่นี่ น่าจะเกี่ยวโยงกับไอ้ว่าวเปื้อนเลือดที่ข้าดันไปเห็นตอนเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ประสีประสาแน่ๆ” ตาเฒ่าหลิวชี้มือไปบนท้องฟ้ายามราตรี

ฉินหมิงสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เอ่ยถาม “ตอนนั้นท่านเห็นมันอยู่ตรงไหนขอรับ?”

“ตอนนั้น ข้ายืนอยู่ตรงบ่อน้ำพุเพลิงหน้าหมู่บ้านน่ะ ว่าวมันน่าจะลอยอยู่เหนือใจกลางหมู่บ้านซวงซู่พอดี...”

ตาเฒ่าหลิวอาศัยจังหวะที่แสงสวรรค์ยังไม่ทันปรากฏ รีบกระชับเสื้อคลุมหนังสัตว์ให้แน่น แล้ววิ่งหน้าตั้งกลับบ้านไปเลย

ช่วงราตรีลึก บนร่างของฉินหมิงราวกับมี ‘อาภรณ์หยกด้ายทอง’ ปรากฏขึ้นมาจริงๆ

เขาแอบสงสัยนิดๆ ว่า การฝังศพฮ่องเต้ในยุคโบราณ ที่ต้องสวมชุดหยกประดับมุก ร้อยรัดด้วยเส้นด้ายทองคำ เพราะกระหายความเป็นอมตะนั้น พวกเขาไปได้ยินเรื่องอะไรมาหรือเปล่านะ?

ฉินหมิงจมดิ่งสู่ห้วงนิทราลึกล้ำ กระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของคืน เขาก็กลับเข้าสู่สภาวะเดียวกับครั้งก่อนอีกรอบ ในความครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาเห็นตัวเองในวัยเด็ก

ยังคงสวมชุดตัวน้อยๆ ขาดวิ่นเหมือนเดิม พอก้มลงมอง ก็เห็นนิ้วเท้าสองนิ้วโผล่ทะลุรอยขาดของรองเท้าคู่จิ๋วออกมาแล้ว

และครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็มองเห็นใบหน้าของชายที่กำลังพูดได้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงแค่ตอนที่พลิกคัมภีร์ผ้าไหม แล้วชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ ชั่วแวบเดียวก็ตาม

ฉินหมิงตระหนักได้ว่า นี่น่าจะเป็นญาติของเขาเอง เพราะหน้าตาของเขากับชายคนนั้นมีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน

ชายคนนั้นอายุราวๆ ห้าสิบต้นๆ จอนผมขาวโพลนทั้งสองข้าง มือด้านหนา เสื้อผ้าก็เก่าซอมซ่อ มีรอยปะชุนเต็มไปหมด

“ปู่ของข้าหรือเปล่านะ?” ฉินหมิงคาดเดา

ท่ามกลางความคาดหวังของเขา คัมภีร์ผ้าไหมก็ถูกพลิกไปหน้าสาม ตัวอักษรขนาดเล็กยิบย่อยเขียนเบียดเสียดกันแน่นขนัด พร้อมกับภาพวาดรูปร่างมนุษย์ปรากฏแก่สายตา

แต่ดันไม่มีพูดถึงปราณแสงสวรรค์เลยนี่สิ!

เพราะเนื้อหาที่ต่อจากวิชาผลัดกายในหน้าที่สองนั้น มันพูดถึงเรื่องประสาทสัมผัสทั้งห้า สัญชาตญาณ และลางสังหรณ์อะไรพวกนั้นแทน เขาเลยเดาว่าการผลัดกายครั้งที่สี่น่าจะเกี่ยวกับการรับรู้แหงๆ

“แล้ว… ปราณแสงสวรรค์ล่ะ?!” ฉินหมิงร้อนรนจนแทบจะหลุดออกจากสภาวะนี้ เกือบจะสะดุ้งตื่นจากฝันอยู่รอมร่อ

โชคดีที่เขายังดึงสติตัวเองไว้ได้ รีบกวาดสายตาอ่านต่อ พยายามจดจำคัมภีร์ผ้าไหมหน้าที่สามฝังลงในใจ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่ใช่การจดจำ แต่เป็นประสบการณ์วัยเด็กที่หวนกลับมาฉายซ้ำ และเมื่อเขาผลัดกายรอบสามสำเร็จ ความทรงจำพวกนี้ก็เลยผุดขึ้นมาเอง

จากนั้น เขาก็เจอของดีเข้าให้ ตรงมุมล่างสุดของหน้ากระดาษ มีข้อความบรรทัดหนึ่งเขียนกำกับไว้ และมันพูดถึงปราณแสงสวรรค์ด้วย!

ฉินหมิงอ่านข้อความนั้นด้วยสีหน้าปลาตาย เพราะรู้สึกเหมือนโดนด่ายังไงก็ไม่รู้

ครึ่งแรกของข้อความเขียนไว้ประมาณว่า: อุตส่าห์สร้างแสงสวรรค์ขึ้นมาได้แล้ว ยังไม่มีปัญญาฝึกปราณแสงสวรรค์ของตัวเองได้อีกเรอะ?

จากนั้นก็บอกวิธีแก้ปัญหาให้สั้นๆ แค่คำเดียว คือ: หลอม!

ส่วนครึ่งหลังเป็นคำด่าล้วนๆ บอกว่า การจะฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมเนี่ย มันต้องมีอาจารย์คอยชี้แนะ อุตส่าห์จับมือสอนขนาดนี้แล้ว ถ้ายังโง่ดักดานอยู่ล่ะก็ เลิกฝึกไปซะเถอะ!

“จะด่าก็ด่าไปเถอะ ข้าฝึกสำเร็จด้วยตัวเองเว้ย ไม่มีใครมาช่วยชี้แนะสักหน่อย” ฉินหมิงลืมตาตื่นขึ้น

ความมืดมิดหนาทึบจางหายไป วันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังกินมื้อเช้าเสร็จ เขาก็รีบไปที่ลานบ้าน เพื่อฝึกวิชาผลัดกายจากคัมภีร์ผ้าไหมทันที

“แสวงหาจากภายใน!” นี่คือคำสำคัญที่เขาได้มาจากหน้าที่สามของคัมภีร์ผ้าไหม

ระหว่างที่เขาร่ายรำวิชาผลัดกายตามคัมภีร์ผ้าไหม แสงสวรรค์ในร่างก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งเหมือนเมื่อวาน ท้ายที่สุด ราวกับว่าถ้าไม่ระเบิดออกมามันจะอึดอัดตาย ในที่สุดบนปลายนิ้ว บนผิวหนังของเขาก็เกิดระลอกคลื่นลึกลับสายหนึ่ง ก่อนจะสั่นสะเทือนปลดปล่อยปราณแสงสวรรค์ออกมา!

พรึ่บ! ปลายนิ้วของเขาเพิ่งจะแตะโดนด้ามมีด มีดผ่าฟืนก็ถูกดูดติดหนับเข้ากับมือทันที

จากนั้น เขาก็ลองทดสอบดูนิดหน่อย พอออกแรงที่นิ้วนิดเดียว ปราณแสงสวรรค์ก็ระเบิดออกมา มีดผ่าฟืนถึงกับแหว่งไปชิ้นเบ้อเริ่มเลย

“ไม่ธรรมดาเลยแฮะ ในที่สุดข้าก็ฝึกปราณแสงสวรรค์ของตัวเองได้สำเร็จซะที” เขาตั้งใจสัมผัสและทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นเขาก็นึกถึงตำราดาบเล่มนั้นขึ้นมาได้ ในนั้นก็มีบันทึกเรื่องปราณแสงสวรรค์ไว้เหมือนกัน

ตอนผลัดกายรอบสาม คนส่วนใหญ่แค่ฝึกปราณแสงสวรรค์ได้สักชนิดนึงก็ลากเลือดแล้ว แต่ฉินหมิงรู้สึกว่าขีดจำกัดของตัวเองไม่น่าจะหยุดอยู่แค่แบบเดียวหรอก แถมเขายังมีดอกไม้สามสีอยู่ในมืออีกต่างหาก

ยิ่งไปกว่านั้น คำใบ้ในคัมภีร์ที่บอกให้ "หลอม" ก็ชี้เป้าชัดเจนเลยว่า ให้คนรุ่นหลังพยายามฝึกปราณแสงสวรรค์ให้ได้หลายๆ แบบ

ฉินหมิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากหน้าหมู่บ้าน พวกสันเขาไก่ทองโผล่หัวมาแล้วจริงๆ เตรียมจะมาเกณฑ์ผู้ผลัดกายไปเป็นพวก

“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ขาดก็แต่ดาบดีๆ สักเล่มเท่านั้นแหละ!” ฉินหมิงหยิบหยกเหล็กมันแกะก้อนนั้นออกมา แร่ธาตุลี้ลับชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องเอาไปตีหรือหลอมเป็นพันๆ หมื่นๆครั้งหรอก แค่เอาไปหลอมขึ้นรูปเป็นอาวุธก็พอ แบบนี้ก็ง่ายหน่อย คงใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ

***สนุกไหมครับ ฝากคอมเม้นท์ด้วยนะครับ

จบบทที่ บทที่ 50 ผลัดกายรอบสาม

คัดลอกลิงก์แล้ว