- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 32 หมอกห้าสีสาดส่อง
บทที่ 32 หมอกห้าสีสาดส่อง
บทที่ 32 หมอกห้าสีสาดส่อง
บทที่ 32 หมอกห้าสีสาดส่อง
วันนี้ ความมืดในภูเขาค่อนข้างหนาทึบ ราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านสีดำผืนยักษ์ ทว่าจู่ๆ หมอกห้าสีก็พวยพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของภูเขา ฉีกทึ้งม่านราตรีในชั่วพริบตา สาดส่องสว่างไสวไปทั่วสารทิศ ภูเขาแต่ละลูกที่ตั้งตระหง่านอยู่ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสี ต้นไม้ที่ถูกหิมะกดทับบนกิ่งก้านก็เปล่งประกายระยิบระยับตามไปด้วย
ภาพนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึง เบื้องหน้าบนเทือกเขากว้างใหญ่ ละอองแสงพวยพุ่ง สีสันลานตา ในยุคที่ไร้ดวงตะวันเช่นนี้ ความงดงามเช่นนั้นช่างเย้ายวนใจผู้คนยิ่งนัก
ในภูเขาวุ่นวายไปหมดแล้ว ยอดฝีมือคนใดก็ตามที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่หมอกห้าสีสาดส่อง ต่างก็แทบอยากจะงอกปีกสายฟ้าบินทะยานไปแย่งชิงของวิเศษที่ลึกลับที่สุดในเทือกเขานี้ให้ได้เดี๋ยวนี้เลย
"เพิ่งจะเริ่มเอง เร็วขนาดนี้เลยรึ!"
"อ๊าก..."
กองกำลังจากทุกสารทิศพากันคลุ้มคลั่ง มุ่งหน้าไปยังที่แห่งนั้น เพียงแค่กลางทางก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นแล้ว มีคนแอบลอบกัดอยู่ในมุมมืด
ท่ามกลางเทือกเขากว้างใหญ่ สัตว์ร้ายคำราม นกประหลาดบินว่อน สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์จำนวนมากก็เริ่มบ้าคลั่ง มุ่งหน้าไปยังที่นั่นเช่นกัน
ในส่วนลึกของภูเขา หมอกห้าสีนั้นไม่ยอมจางหายไปไหน พวยพุ่งทะลวงลึกเข้าไปในม่านราตรีมืดมิด แสงสีเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วทุกทิศทาง
ผู้คนรู้ดีว่า นิมิตประหลาดทั้งหมดเป็นแค่เปลือกนอก ทุกสิ่งเป็นเพราะของล้ำค่าในจุดเชื่อมต่อพิเศษนั้นสุกงอมเต็มที่แล้ว เป็นมันต่างหากที่แผ่ไอหมอกสีขาวและพ่นหมอกห้าสีออกมา จนทำให้เกิดทัศนียภาพลึกลับเช่นนี้
เว่ยโม่ร่างสูงสิบเมตรยืนอยู่บนหน้าผาชัน ทอดสายตามองไปยังพื้นที่ที่มีหมอกห้าสีปกคลุมอยู่เบื้องหน้า ชุดเกราะสีแดงเข้มบนร่างของเขากระทบกันดังเคร้งคร้างราวกับเกล็ดของสัตว์ประหลาด พร้อมกับสาดประกายแสงสีชาด เขาออกแรงกระทืบเท้าตูมเดียว หน้าผาก็ถล่มลงมา หินก้อนใหญ่กลิ้งหล่น แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เขาหิ้วหอกยาวสีดำกระโดดลงไป พุ่งทะยานเข้าสู่ส่วนลึกของภูเขาใหญ่
"พี่เว่ย ท่านอยู่ตรงนี้ต่อเถอะ" เงาร่างในชุดสีขาวปรากฏขึ้น นั่นคือเจ้าเมืองแห่งเมืองฉีเสียที่มาขวางทางไว้
"หลิงซวี เจ้ากล้าขวางข้าเรอะ?" เว่ยโม่ถือหอกยาวสีดำ เหยียบย่ำป่าเขา เพียงแค่พุ่งตัวก็หายวับไปจากจุดเดิม แล้วไปปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน หอกยาวแหวกอากาศราวกับสายฟ้าสีดำ ฉีกกระชากป่าไม้เป็นวงกว้าง พุ่งตรงเข้าหาหลิงซวี
อีกด้านหนึ่งของภูเขา แมวลายสลิดที่ลำตัวยาวสามฉื่อ(1 เมตร)สะพายดาบยาวสีแดงชาดกำลังวิ่งห้อตะบึง มันเคลื่อนไหวปราดเปรียว ไร้สุ้มเสียง หลบหลีกสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์มากมาย พุ่งตรงไปยังใจกลางของหมอกห้าสี
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!" จู่ๆ ก็มีสัตว์ประหลาดตะโกนลั่น พุ่งเข้ามาขวางทางด้วยความเร็วปานสายฟ้า เห็นได้ชัดว่ามันต้องการจะแย่งชิงของล้ำค่ามูลค่ามหาศาลกับแมวลายสลิด
สัตว์ประหลาดตั๊กแตนตำข้าวโผล่พรวดออกมา พัดพาพายุพัดโหมกระหน่ำ กิ่งไม้ตามทางที่ขวางหน้าถูกตัดขาดกระจุย มันเข้ามาขวางทางแมวลายสลิดอย่างดุดัน
ทั่วทั้งตัวของมันเป็นสีขาว รูปร่างหน้าตาคล้ายตั๊กแตนตำข้าว แต่สูงกว่าหัวคน แถมยังมีขนสัตว์สีขาวหิมะปกคลุมทั้งตัว แขนตั๊กแตนยาวเหยียด ราวกับดาบใหญ่ฟันเลื่อยสองเล่ม ที่มีแสงสลัวไหลเวียนอยู่
แมวลายสลิดไม่พูดพร่ำทำเพลงกับมัน ชักดาบยาวสีแดงชาดออกมา พริบตานั้นป่าทั้งผืนก็ถูกย้อมด้วยสีแดงราวกับแสงตะวันรอน ปราณดาบพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในเวลาเดียวกัน ประกายดาบก็แหวกม่านราตรี ราวกับสายฟ้าที่สอดประสานกันในป่าลึก ต้นไม้สูงใหญ่โค่นล้มระเนระนาดภายใต้แรงอัดของปราณดาบที่มองไม่เห็น บางต้นถึงกับแหลกละเอียด
……
พังพอนเฒ่าที่ปกติเอาแต่ขี่ลาอย่างสบายใจและเยือกเย็นสุดๆ วันนี้ยอมทิ้งสัตว์พาหนะของตัวเอง วิ่งเลียบไปตามยอดไม้ด้วยความเร็วสูงสุด ราวกับประกายสายฟ้าสีขาว
"หืม?" จู่ๆ มันก็หยุดฝีเท้า ยืนตระหง่านอยู่บนยอดต้นสนผลัดใบที่สูงหลายสิบเมตร 'มือซ้าย' ไพล่หลัง 'มือขวา' นับลูกประคำ เงยหน้ามองฟ้า
"ของวิเศษในจุดเชื่อมต่อนั่นไม่มีวาสนาตกถึงมือเจ้าหรอก!" บนท้องฟ้ามีหมอกราตรีปกคลุมหนาทึบ พร้อมกับเสียงเย็นชาดังแว่วมา
"ดูเหมือนว่านอกจากคนของเมืองฉีเสียแล้ว ยังมีพวกคนนอกแอบซุ่มดูอยู่ด้วยสินะ" นับว่าหาได้ยากที่พังพอนเฒ่าจะพูดมากกว่าปกติ
"อยู่ที่นี่ซะเถอะ!" เสียงดังมาจากกลุ่มก้อนเมฆสีดำบนท้องฟ้า เห็นได้ชัดว่าต้องการขวางพังพอนเฒ่าที่เก่งกาจหยั่งไม่ถึงตัวนี้ไว้ เพื่อถ่วงเวลาให้คนอื่น
พังพอนเฒ่าเอ่ย "เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่า ถ้าขวางข้าไว้ เพื่อนของเจ้าก็จะโดนคนอื่นขวางไว้เหมือนกัน คนที่แอบซุ่มดูอยู่ไม่ได้มีแค่พวกเจ้ากลุ่มเดียวนะ ปล่อยข้าไปกวนน้ำให้ขุ่นไม่ดีกว่ารึ"
"ปล่อยไปไม่ได้หรอก อยากจะลองฝีมือเจ้ามานานแล้ว เจ้าร่วมมือกับคนจากเมืองฉีเสียทำร้ายเพื่อนข้า ฮึ่ม!" ในเมฆหมอกมีปีกคู่หนึ่งโผล่ออกมา พร้อมกับกรงเล็บขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเกล็ด ตะปบลงมาหาพังพอนเฒ่าบนพื้นดิน ราวกับมังกรในม่านเมฆตะปบกรงเล็บลงมาจริงๆ
มือขวาของพังพอนเฒ่าที่พันด้วยลูกประคำตบฉาดขึ้นไปบนฟ้า เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า ลำแสงน่าสะพรึงกลัวบิดเบี้ยวไปมาภายใต้ความมืดมิดดุจสายฟ้าฟาด เสียงดังแสบแก้วหู
เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกซัดจนแตกกระจาย เผยให้เห็นสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ตัวหนึ่ง มันกระพือปีกสีเงิน ถูกแรงกระแทกจนต้องถอยร่นไปเบื้องหลัง ก่อให้เกิดลมพายุน่ากลัว
ต้นสนผลัดใบใต้เท้าของพังพอนเฒ่าก็หักโค่นลง ส่วนต้นไม้รอบๆ ก็โค่นล้มระเนระนาด แหลกละเอียด ภาพที่เห็นน่าสยดสยองยิ่งนัก แต่มันกลับร่อนลงบนโขดหินอย่างแผ่วเบา
ไกลออกไป ในป่าเขาราวกับมีดวงจันทร์ลอยโผล่พ้นผิวน้ำ แมลงจันทราปรากฏตัวขึ้น เผชิญหน้ากับสตรีในอาภรณ์ขนนกที่ยืนอยู่บนหลังนกยักษ์สีเขียวซึ่งมีแสงสลัวไหลเวียนอยู่ จากนั้นก็เปิดฉากซัดกันทันที
……
"เสียดายที่ข้าไม่ได้อยู่ในวัยหนุ่มแน่น ในแข็งแกร่งที่สุด ไม่งั้นข้าก็อยากจะเข้าไปแย่งชิงของวิเศษหายากในป่าลึกบ้าง เฮ้อ ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ เจ็บใจจริงๆ!"
บริเวณรอบนอกของป่า มีคนตะโกนลั่นด้วยท่าทางคับแค้นใจ
"ในกลุ่มของพวกเราเนี่ย เจ้าถือว่าเป็นผู้ผลัดกายที่อ่อนแอเลยนะ ตื่นเถอะ ตอนหนุ่มๆ เจ้าจะรอดชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย"
ผู้คนนับไม่ถ้วนในป่าทึบต่างตาลุกวาว แต่พออารมณ์ชั่ววูบผ่านไป พวกเขาก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้า ฝีมือของพวกเขายังไม่แกร่งพอที่จะเข้าไปในป่าลึกเพื่อแย่งชิงวาสนากับพวกตาเฒ่าหนังเหนียว ขืนเข้าไปก็หาที่ตายชัดๆ
ทุกกลุ่มเริ่มใจเย็นลงแล้ว ไม่มีทางเลือก ขืนเลือดร้อนบุกเข้าไป พวกสัตว์ประหลาดระดับสูงกับพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าในภูเขาคงจะช่วยดับร้อนให้แบบง่ายๆ ด้วยการทำให้ร่างกายเย็นเฉียบไปตลอดกาล
หลังจากเฉาลงหยุดเดิน เขาก็ง้างธนูยาวเริ่มมองหานกพูดได้ปากสุนัขตัวนั้น กล้าใช้คำว่า "ฝูงเบ้อเริ่ม" มาเรียกเขาได้ยังไง
"ตรงนี้เจอจุดเชื่อมต่อพิเศษแล้ว มีคนอยากจะฮุบไว้คนเดียวล่ะ!" นกปากหมาตัวนั้นตะโกนขึ้นมาอีกรอบ เหมือนมันกลายร่างเป็นปีศาจไปแล้ว รู้จักชักศึกเข้าบ้าน กะจะล่อให้กลุ่มอื่นมาฆ่ากันเอง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
ลูกศรเหล็กพุ่งออกไปเป็นชุด หนาแน่นราวกับห่าฝน พุ่งตรงไปยังจุดที่เสียงนกดังมา
"ฆ่าปิดปากแล้ว ช่วยด้วย ที่นี่มีจุดเชื่อมต่อพิเศษ มีของวิเศษลึกลับเกิดขึ้นด้วย!" นกกลายพันธุ์ตัวนั้นบินหนีไปแล้ว
"วันนี้ไม่เหมาะที่จะเข้าไปลึกกว่านี้ พวกเราถอยกันก่อนดีกว่า" มู่ชิงเอ่ยขึ้น ตอนนี้ในภูเขาวุ่นวายไปหมดแล้ว พื้นที่ที่หมอกห้าสีสาดส่องปรากฏขึ้น ที่นั่นมีวาสนาครั้งใหญ่ที่สุดอยู่ พวกตาเฒ่าหนังเหนียวคงจะซัดกันจนคลุ้มคลั่ง ยังไม่รู้เลยว่าผลจะลงเอยยังไง ดีไม่ดีอาจจะลุกลามมาโดนคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย
เฉาลงกับเว่ยจื่อโหรวก็พยักหน้าเห็นด้วย กลุ่มของพวกเขาทั้งสามค่อนข้างระมัดระวังตัว ยอมกลับมือเปล่าดีกว่าทำพลาดจนต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
"เอาล่ะ พวกเราก็สำรวจพื้นที่อยู่รอบนอกนี่แหละ วันนี้ยังไม่ต้องเข้าไปลึกหรอก รอให้ศึกของพวกระดับสูงจบลงแล้วค่อยว่ากัน"
ในส่วนลึกของภูเขาใหญ่ มีลำแสงน่ากลัวพาดผ่านเป็นระลอก นกวิเศษสยายปีกฉีกม่านราตรี ยอดฝีมือมนุษย์แผดเสียงคำรามอย่างดุดัน
การต่อสู้ในป่าลึกดุเดือดเลือดพล่านสุดๆ
อัศวินสุนัขตาเฒ่าหลิว กับอัศวินแพะดำหยางหย่งชิง และคนอื่นๆ ในฐานะคนนำทาง ตอนนี้เคลื่อนไหวได้อิสระแล้ว เพราะมู่ชิง, เฉาลง และคนอื่นๆ ถอยร่นมาอยู่เขตรอบนอกกันหมด รอให้การต่อสู้รู้ผลแพ้ชนะแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
ฉินหมิงดีใจที่ได้อยู่ว่างๆ เขาไม่คิดจะเข้าไปลึกอยู่แล้ว ของวิเศษถึงจะดีแค่ไหน ก็ต้องมีชีวิตรอดกลับมาใช้สิ
เขาเดินเตร็ดเตร่ไปมาในป่า กำลังตามหานกพูดได้ตัวนั้น เคยรับปากว่าจะจับไปให้เหวินรุ่ยน้อยสักตัว แต่ก็หาไม่เจอสักที วันนี้เจอนกกลายพันธุ์ตัวนี้ ดูท่าทางจะฉลาดแกมโกงเป็นพิเศษ
น่าเสียดายที่ไม่เจอมันอีกเลย นกพูดได้กลายพันธุ์ตัวนี้หูตาไวมาก พอก่อกวนเฉาลงกับพวกจนพอใจแล้ว มันก็หนีหายเข้ากลีบเมฆไปเลย
ฉินหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เดินไปทางรอยแยกใต้ดินที่เคยทำให้เขาป่วยหนัก ลองไปดูสักหน่อยว่าหลังจากภูเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จุดเชื่อมต่อพิเศษแห่งนี้จะเป็นยังไงบ้าง
"มันแยกตัวออกมาจากพวกมู่ชิงกับเฉาลงแล้ว ตอนนี้น่าจะลองทดสอบฝีมือมันได้แล้วล่ะ" มีคนรายงานโหยวเหลียงอวิ้นที่อยู่ในป่า
"งั้นเรอะ? ดี ตามมันไป!" โหยวเหลียงอวิ้นสวมชุดเกราะชั้นเลิศ ถือดาบที่เปล่งประกายคมปลาบ นำคนพุ่งทะยานทะลุป่าไปอย่างรวดเร็ว
……
ในส่วนลึกของภูเขาใหญ่ ยอดฝีมือซัดกันนัวเนีย น่าสะพรึงกลัวและดุเดือดมากจริงๆ มีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ถูกฟันจนบาดเจ็บสาหัส เลือดพุ่งกระฉูดออกจากคอราวกับน้ำพุ ตอนที่ร่างของมันล้มลง แผ่นดินก็สั่นสะเทือน ต้นไม้ล้มระเนระนาดไปเป็นแถบ
ที่นี่มีแสงสีม่วงซัดสาด ราวกับเมฆหมอกบนท้องฟ้า ทวนง้าวฟาดฟันแหวกอากาศ ประกายคมอาวุธบาดตา นกประหลาดเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า บินโฉบไปมาทั่วฟ้าดิน
ใจกลางสนามรบราวกับมีสายฟ้าฟาดฟันถักทอเข้าด้วยกันจนแน่นขนัด ไม่รู้ว่ายอดฝีมือเหล่านี้มาจากไหน ต่างฝ่ายต่างก็มีฐานะลึกลับ ซัดกันจนบ้าคลั่งไปหมด มีสิ่งมีชีวิตระดับสูงตายตกไปแล้ว
ทว่า การต่อสู้ในบางพื้นที่กลับดู "แปลกประหลาด" ไปสักหน่อย
ในป่า หลิงซวีในชุดสีขาวนั่งแปะอยู่บนพื้น ตบดินสอพองที่ผนึกไหเหล้าออก รินใส่จอกให้ตัวเอง แล้วโยนไหเหล้าส่งให้เว่ยโม่ ซึ่งฝ่ายหลังก็รับไว้ สำหรับเขาแล้ว เหล้าทั้งไหนี้มีค่าแค่จอกเดียวเท่านั้น
ทั้งสองกระดกเหล้ากันเงียบๆ แต่ในมือของแต่ละคนยังคงกำดาบยาวและหอกรบยาวสิบกว่าเมตรเอาไว้แน่น พลางเร่งเร้าพลังปราณจนกลายเป็น 'แสงสวรรค์' ที่เจิดจ้า พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
อีกด้านหนึ่งของภูเขา แมวลายสลิดก็กำดาบนั่งอยู่บนพื้น ตัวดาบมีแสงสีแดงซัดสาด สัตว์ประหลาดตั๊กแตนตำข้าวอยู่ไม่ไกล ใช้ท่อนแขนคู่หน้าที่เหมือนดาบฟันเลื่อยสับอากาศฟันขึ้นไปบนฟ้ายามค่ำคืน
……
ฉินหมิงขมวดคิ้ว ตอนนี้เขาใส่ชุดหนังสัตว์ ดูยังไงก็เหมือนพรานป่าวัยรุ่นทั่วไป แล้วทำไมถึงมีคนมาจ้องเล่นงานเขาอีกล่ะ?
เขาหยุดเดิน เพราะในความมืดดันมีคนซุ่มอยู่สองกลุ่ม ทั้งหน้าและหลัง ปิดทางหนีของเขาเอาไว้กลายๆ
กลุ่มหนึ่งกำลังไล่กวดมาจากด้านหลัง และกำลังเข้าใกล้มาอย่างรวดเร็ว
"ฉินหมิง?" โหยวเหลียงอวิ้นตามมาทัน เขามองเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาตรงหน้า กลิ่นอายดูโดดเด่นไม่เบาเลยจริงๆ สีหน้าของเขาจึงดูซับซ้อนขึ้นมาทันที
เพราะว่าเด็กหนุ่มคนนี้นี่แหละ ที่อาจจะมาขวางทางเจริญของเขา
"เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร?" ฉินหมิงถือค้อนเหล็กนิลด้ามยาวพลางเอ่ยถาม
โหยวเหลียงอวิ้นมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ข้าคือโหยวเหลียงอวิ้นแห่งเมืองฉีเสีย มีคนสั่งให้ข้ามาทดสอบฝีมือเจ้าน่ะ ลงมือสิ"
ฉินหมิงขมวดคิ้ว นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?
ในขณะเดียวกันเขาก็มองดูอีกสี่คนด้วยความระแวดระวัง อาวุธของพวกนั้นค่อนข้างหนัก แต่ก็ไม่ได้ดูเกินจริงนัก กะคร่าวๆ ว่าน่าจะเป็นผู้ผลัดกายรอบสองกันหมด
"เข้ามาสิ!"
โหยวเหลียงอวิ้นกำดาบคมกริบที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพงหูฉี่ เป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีก่อน ตวัดดาบฟาดฟันเกิดเป็นประกายแสงเจิดจ้ากลางป่าที่มืดสลัว
เคร้ง!
วินาทีต่อมา เขารู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ จนเริ่มชาหนึบ ดาบยาวที่ใสกระจ่างดุจหยาดน้ำค้างเกือบจะหลุดกระเด็นออกจากมือ
ฉินหมิงไม่ได้พูดอะไร ในฐานะผู้ผลัดกายรอบแรก พละกำลังของอีกฝ่ายก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กะคร่าวๆ ว่าน่าจะยกกระถางหนักหกร้อยกว่าชั่ง(300 กิโลกรัม)ได้
ไม่ต้องสงสัยเลย เขาไม่ได้ระเบิดพลังออกมา แต่ออมมือไว้ เขาเอาแต่จ้องพวกผู้ผลัดกายรอบสองอีกสี่คนที่เหลือเป็นหลัก
โหยวเหลียงอวิ้นบุกเข้ามาอีกครั้ง แต่หลังจากถูกปัดป้องดาบยาวไว้ได้ถึงสามครั้งติด มือขวาของเขาก็สั่นระริก เขาทอดถอนใจอย่างห่อเหี่ยว ก่อนจะถอยร่นกลับไป
"พละกำลังของข้าสู้เจ้าไม่ได้ ความเร็วก็เทียบไม่ติด ข้าสู้เจ้าไม่ได้หรอก" เขากล่าวอย่างปลงตก พลางสะพายดาบไว้ด้านหลัง "เร็วๆ นี้คงมีคนมาหาเจ้านะ ข้าไปล่ะ"
"ข้าชนะแล้ว ดูเหมือนจะมีผลกระทบกับเจ้าสินะ?" ฉินหมิงถาม
"ข้าแพ้เจ้า ข้าก็หมดสิทธิ์ที่จะติดตามผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นแล้วล่ะ เจ้าจะได้ไปแทนข้า" โหยวเหลียงอวิ้นกล่าว
"แล้วเจ้าล่ะ จะไปไหนต่อ?" ฉินหมิงขมวดคิ้วถาม
"ข้าจะทำอะไรได้ล่ะ ในเมื่อหมดหนทางก้าวหน้าแล้ว ก็ต้องกลับบ้านไปสืบทอดตำแหน่งชนชั้นสูงน่ะสิ" โหยวเหลียงอวิ้นพากลุ่มคนเดินจากไป
ฉินหมิงตอนแรกกะจะพูดอะไรสักหน่อย แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายของหมอนั่น เขาก็กลืนคำพูดทุกอย่างลงคอไปหมดเลย
"นิสัยใจคอของน้องโหยวนี่ถือว่าผ่านเกณฑ์จริงๆ น่าเสียดายนะ พอแพ้ก็ต้องกลับเมืองฉีเสียไป" ฉีหวยเอินเดินออกมาจากป่า
โหยวเหลียงอวิ้นที่กำลังจะจากไปชะงักเท้า แล้วหันกลับมา
"ผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นให้ข้ามาดูด้วยเหมือนกัน ข้าจะลองทดสอบฝีมือมันดูหน่อย" ฉีหวยเอินชักดาบยาวออกมา แล้วเดินเข้าไปหาฉินหมิงด้วยรอยยิ้มจางๆ
เสียงโลหะเสียดสีกันดังกีดหู ฉีหวยเอินฟาดฟันดาบออกไปสามครั้งติด ก่อนจะรั้งมือกลับ เขาส่ายหน้าพลางกล่าว "น่าเสียดาย ยังขาดไปอีกนิด ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นต้องการหรอก"
"แค่นี้ก็ยังไม่ผ่านอีกเรอะ?" โหยวเหลียงอวิ้นตกใจ
"อืม ผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นต้องการหาคนมาเป็นตัวสำรองน่ะ หมอนี่ฝีมือยังไม่ถึงขั้น ไปกันเถอะ" ฉีหวยเอินเดินจากไปพร้อมกับเขา
ฉินหมิงรู้สึกงุนงงไปหมด ถ้าไม่ได้ระแวงว่ามีคนซุ่มดูอยู่อีก เขาคงใส่เต็มสูบไปแล้ว ไอ้ฉีหวยเอินนี่มันเก่งนักรึไง ถึงได้มีหน้ามาวิจารณ์เขา?
ฉีหวยเอินที่เดินตามโหยวเหลียงอวิ้นจากไป แอบคิดในใจ แม้ว่าเขาจะออมมือไว้ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของเด็กหนุ่มที่เพิ่งผลัดกายแค่ครั้งเดียวคนนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องยกกระถางหนักแปดร้อยชั่ง(400 กิโลกรัม)ได้แน่ๆ ร้ายกาจมาก
"หืม? มีเสียงต่อสู้" โหยวเหลียงอวิ้นหันขวับกลับไป
ฉีหวยเอินกล่าว "พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะไปดูเอง ตอนนี้ในป่ามันวุ่นวายไปหมด ถ้าขืนมันไปตายด้วยน้ำมือคนอื่น แล้วผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นสงสัยว่าเจ้ากับข้าเป็นคนทำ จะซวยเอาเปล่าๆ"
"ข้าจะพาคนไปช่วยเจ้าด้วย" โหยวเหลียงอวิ้นเอ่ย
ฉีหวยเอินส่ายหน้า พลางตอบ "ฝีมือข้าเหนือกว่าพวกที่ผลัดกายครั้งที่สองทั่วไปเยอะ พวกเจ้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก เผลอๆ ถ้ามีอันตรายก็ต้องมาตายเปล่าๆอีก เจ้าไปพบผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นเถอะ ไม่แน่พอนางเห็นว่าเจ้านิสัยดี นางอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้"
"ตกลง" โหยวเหลียงอวิ้นพาคนเดินจากไป
รูปร่างของฉีหวยเอินสมส่วน สูงกว่าคนปกติไปหนึ่งศีรษะ เขาวิ่งลัดเลาะไปตามป่าอย่างรวดเร็วราวกับเสือดาว เพียงไม่นานก็มาถึงที่เกิดเหตุ
เขารู้สึกแปลกใจมากที่เห็นคนกลุ่มนั้น เลยถามขึ้นว่า: "พวกเจ้ายังจัดการมันไม่เสร็จอีกรึ?"
ฉินหมิงถือค้อนเหล็กนิลด้ามยาว เผชิญหน้ากับคนอีกกลุ่มที่โผล่พรวดออกมาจากป่า ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนอื่นซุ่มอยู่อีก
เขามองไปที่ฉีหวยเอิน พลางเอ่ย "โหยวเหลียงอวิ้นไม่ได้คิดจะฆ่าข้า กลับเป็นเจ้าที่อยากจะกำจัดข้างั้นรึ?"
รอบตัวเขามีคนทั้งหมดหกคนล้อมกรอบเอาไว้ บนใบหน้าแฝงไปด้วยจิตสังหาร เมื่อครู่นี้เพิ่งจะปะทะกันไปสั้นๆ
"แล้วไงล่ะ?" ฉีหวยเอินมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฉินหมิงขว้างค้อนออกไป พริบตาเดียวก็ทุบหัวคนตรงหน้าจนแบะ จากนั้นก็ฉวยแย่งหอกยาวในมือของมันมา แล้วพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วน่าสะพรึงกลัว พร้อมกับเสียงปักฉึก เขาแทงทะลุร่างของอีกคนจนเลือดสาดกระจาย ใช้แขนข้างเดียวถือหอกงัดร่างคนผู้นั้นลอยค้างเต่งขึ้นกลางอากาศ