เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 เดิมพันเพื่ออนาคต

บทที่ 33 เดิมพันเพื่ออนาคต

บทที่ 33 เดิมพันเพื่ออนาคต


บทที่ 33 เดิมพันเพื่ออนาคต

ภายใต้ราตรีตื้น เค้าโครงสีดำของเทือกเขาเบื้องหน้าดูเลือนราง

"ข้อมูลผิดพลาด!" ใครบางคนในป่าหลุดปากอุทานด้วยความตกใจ

ในป่าทึบ พวกที่รุมล้อมฉินหมิงต่างก็ตกตะลึงตาตั้ง รีบถอยกรูดกันเป็นแถว พริบตาเดียวเพื่อนร่วมกลุ่มก็ตายกันไปแล้วสองคน ไอ้เด็กหนุ่มนั่นมันโหดเกินไปแล้ว จากที่ดูซื่อๆ เงียบๆเมื่อกี้ ตอนนี้กลับแผ่จิตสังหารเต็มพิกัด แม้แต่แววตาที่เคยใสซื่อก็เปลี่ยนไป ราวกับมีสายฟ้าสองสายฟาดฟันออกมา

ยิ่งตอนนี้ ฉินหมิงใช้มือเดียวถือหอกยาว แทงทะลุอกเพื่อนร่วมกลุ่มคนหนึ่งของพวกมัน แล้วงัดร่างลอยค้างเต่งอยู่กลางอากาศ ปล่อยให้เลือดไหลทะลักหยดติ๋งๆ ย้อมหิมะบนพื้นจนแดงฉาน

ภาพตรงหน้าทำเอาพวกที่รุมล้อมเขาเป็นกลุ่มแรกถึงกับขนหัวลุกชัน ถ้าเมื่อกี้เป็นพวกมันที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็คงหลบไม่พ้นเหมือนกัน

กลิ่นอายของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เส้นผมสีดำปลิวไสวไปตามสายลมหนาว ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาเต็มไปด้วยความเย็นชา ร่างกายแผ่แรงกดดันมหาศาลออกมา

พวกมันอดไม่ได้ที่จะถอยร่นไปหลายก้าวติดๆ คนที่เพิ่งผลัดกายครั้งแรกจะมีฝีมือร้ายกาจขนาดนี้ได้ยังไง? หนึ่งในสองคนที่ตายไปน่ะ ก้าวเข้าสู่ระดับผลัดกายรอบสองมาเป็นสิบปีแล้วนะโว้ย!

"เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ ความลับในตัวเจ้านี่คงไม่เบาเลยสินะ ถึงได้ผลัดกายรอบสองเร็วขนาดนี้ คนทั่วไปยังไงก็ต้องใช้เวลาปรับพื้นฐานให้แน่นก่อน แต่เจ้ากลับไม่ต้องหยุดพัก พุ่งพรวดเลื่อนระดับต่อได้เลย"

ฉีหวยเอินก้าวออกไปข้างหน้า รูปร่างของเขาสมส่วน ดูทรงพลังทว่าปราดเปรียวราวกับเสือดาว บนใบหน้าที่ค่อนข้างหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเย็นชา คิ้วขมวดเข้าหากัน

เขาเกลียดความรู้สึกที่ควบคุมอะไรไม่ได้ ไอ้เด็กหนุ่มที่เขาคอยจับตาดูคนนี้มันหลุดการควบคุมไปแล้ว กลายเป็นตัวแปรสุดอันตราย แต่ในเมื่อลงมือไปแล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก

ที่บ้านของเขากำลังกว้านซื้อสารพลังวิเศษหายาก เพื่อเตรียมปรุงยาวิเศษที่จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกและรากฐาน ช่วยยกระดับพรสวรรค์และศักยภาพของเขา ให้เขากลายเป็นหนึ่งในตัวสำรอง

ถ้าทำสำเร็จ เขาก็จะได้อยู่รับฟังเคล็ดวิชาลับจากชายชราในเมืองหลิวกวงหลายปี ซึ่งนั่นมากพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล

ถ้าฉินหมิงกับโหยวเหลียงอวิ้นมีพรสวรรค์พอๆกัน เขาก็คงยินดีที่จะผูกมิตรไว้ก่อน แต่เขาตระหนักได้ว่า ไอ้เด็กนี่เกิดมาเพื่อขวางทางเจริญของเขาแน่ๆ เขาเลยทนไม่ไหวอีกต่อไป

มือขวาของฉินหมิงสะบัดหอกยาวอย่างแรง ศพที่เสียบคาอยู่บนปลายหอกหลุดกระเด็นราวกับหุ่นฟาง พุ่งหลาวเข้าใส่ฉีหวยเอินด้วยความเร็วสูง

ฟึ่บ! ฉีหวยเอินชักดาบยาวออกมา ราวกับมีประกายสายฟ้าฟาดผ่านป่าที่มืดสลัว เขาใช้สันดาบตบเข้าใส่ศพที่ลอยละลิ่วมา การเคลื่อนไหวดูพลิ้วไหวเบาสบาย แต่ศพนั้นกลับเหมือนโดนของแข็งกระแทกอย่างแรง ส่วนที่โดนดาบตบยุบยวบผิดรูป โดนปัดกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างอย่างง่ายดาย

กร๊อบ!

กิ่งไม้แห้งหักกระจาย ศพนั้นกระแทกเข้ากับลำต้นที่อยู่สูงลิบ ร่างกายแหลกเหลว ก่อนจะร่วงตุ้บลงมากองกับพื้น

ในระหว่างนั้น ฉินหมิงขยับตัวหลบไปด้านข้างอย่างใจเย็น คว้าค้อนเหล็กนิลด้ามยาวที่ตกอยู่บนพื้นกลับมาถือไว้ ตอนนี้มือซ้ายถือค้อน มือขวาถือหอก

อาวุธทั้งสองชนิดนี้ คนทั่วไปถือมือเดียวไม่ไหวหรอก แต่แขนสองข้างของเขามีพละกำลังถึงสองพันชั่ง(1,000 กิโลกรัม) ถืออาวุธมือละชิ้นก็ยังรู้สึกเบาหวิว

เขาแอบแปลกใจนิดหน่อย ไอ้ฉีหวยเอินนี่มีของแฮะ แค่ใช้ดาบยาวตบเบาๆ ศพนั่นก็กระเด็นไปไกลตั้งหกเจ็ดเมตร กระดูกหักยับเยินราวกับโดนรถหุ้มเกราะชน

ฉีหวยเอินหันไปมองอีกสี่คน แล้วตวาด "พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ จะรอให้ข้าลงมือเอง แล้วพวกเจ้ายืนดูเฉยๆ รึไง?"

คนพวกนี้คือลูกน้องที่เขาพามาจากบ้านเกิด บางคนก็จงรักภักดีกับเขา ส่วนบางคนก็เกรงกลัวบารมีตระกูลเขา ไม่กล้าขัดคำสั่ง ตอนนี้พวกมันเริ่มตั้งท่า ค่อยๆ เดินวนล้อมฉินหมิง พร้อมจู่โจมทุกเมื่อ

คราวนี้พวกที่รุมล้อมฉินหมิงตั้งสมาธิกันสุดขีด ผู้ผลัดกายรอบสองคนหนึ่งเป็นตัวเปิด กวัดแกว่งทวนเล่มเขื่องแวววาว จู่ๆ ก็ฟาดเปรี้ยงลงมา พลังชีวิตพลุ่งพล่าน รีดเร้นพละกำลังทั้งหมดที่มีในร่างออกมาใช้

พร้อมกันนั้น คนอื่นๆ ก็เริ่มโจมตี รวมถึงฉีหวยเอินด้วย เขาฟาดฟันปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวออกไป ซ่อนมากับอาวุธของคนอื่นๆ ดูแนบเนียนทีเดียว

ค้อนเหล็กนิลด้ามยาวในมือซ้ายของฉินหมิงตวัดงัดขึ้นไปตรงๆ เสียงดังเคร้ง ทวนเล่มเขื่องที่หนักอึ้งโดนทุบจนกระเด็นลอยขึ้นฟ้า

ผู้ผลัดกายรอบสองคนนั้นแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาใช้สองมือจับด้ามทวนแน่น แต่กลับจับไม่อยู่ เนื้อง่ามนิ้วโดนแรงกระแทกจนฉีกขาด อาวุธหลุดกระเด็นออกจากมือ นี่มันพละกำลังบ้าบออะไรกันเนี่ย ยังใช่ผู้ผลัดกายรอบสองอยู่หรือเปล่า?

ในขณะเดียวกัน คนอื่นๆ ก็ปะทะกับหอกยาวและค้อนด้ามยาวในมือของฉินหมิงแล้ว ต่างก็โดนแรงกระแทกจนจุกไปตามๆ กัน แต่พวกมันไม่ได้เทหมดหน้าตักแบบไอ้คนถือทวน เลยพอมีช่องว่างให้ผ่อนแรงบ้าง ถึงแขนจะชาหนึบ แต่อาวุธก็ยังอยู่ในมือ

ฉินหมิงไม่ได้มีดีแค่พละกำลังมหาศาล แต่ความเร็วก็ทิ้งห่างพวกมันไปไกลลิบ ไม่งั้นคงปัดป้องอาวุธแหลมคมที่พุ่งเข้ามาพร้อมๆ กันในชั่วพริบตาไม่ได้

ฉีหวยเอินใช้วิธี 'ตีหัวเข้าบ้าน' พอปะทะเบาๆ ก็รีบถอยฉากออกไป เขาตระหนักได้แล้วว่าไอ้เด็กนี่มัน "หลุดการควบคุม" ไปแล้ว ไม่มีทาง "รับมือ" ได้เลย

ต่อให้เขาจะประเมินอีกฝ่ายไว้สูงลิ่วแล้ว แต่ดูจากตอนนี้ การประเมินนั้นมันยังต่ำไป!

เขาไม่ลังเลเลยสักนิด ล้วงขวดแก้วคริสตัลขนาดสามชุ่น(10 เซนติเมตร)ออกมา ดึงจุกก๊อกออก แล้วกระดกของเหลวสีแดงสดในขวดเข้าปาก รวดเดียวหมดเกลี้ยง

วันนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต่อให้หนีรอดไปได้ก็ใช่ว่าจะจบ ถ้าไม่ปิดปากหมอนี่ จุดจบของเขาก็คงไม่สวยแน่ๆ ถ้าอีกาตัวนั้นรู้ความจริงเข้า คงฆ่าเขาปิดปากแน่นอน

ถึงจะรู้ว่าของเหลวพวกนี้กินเข้าไปแล้วจะส่งผลเสียต่อร่างกายในภายหลัง แต่ฉีหวยเอินก็ไม่สนอะไรแล้ว ตอนนี้ต้องเพิ่มพลังให้ตัวเองอย่างเร่งด่วน

กลางวงล้อม ฉินหมิงไม่ยอมหยุดมือเลยแม้แต่วินาทีเดียว หลังจากปะทะกับทุกคนไปยกหนึ่ง เขาก็มองเห็นจุดอ่อนของศัตรูได้ทันที

ผู้ผลัดกายรอบสองที่โดนเขาทุบทวนกระเด็นนั่นแหละ กลายเป็นเป้าหมายแรกของเขาในตอนนี้

ร่างกายของเขาพริ้วไหวราวกับภาพติดตา หลบหลีกดาบยาว ทวนเหล็ก และกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับหายตัวได้ เขาเหวี่ยงค้อนเข้าใส่ผู้ผลัดกายครั้งที่สองที่นิ้วทั้งสิบอาบเลือดและกำลังถอยหนีสุดชีวิต

หมอนั่นพยายามหลบสุดชีวิต แถมยังมีเพื่อนข้างๆ คอยช่วย แต่ก็ยังหลบไม่พ้น ท่อนล่างของไหล่ขวาโดนค้อนเหล็กนิลด้ามยาวฟาดเข้าอย่างจัง ตรงนั้นยุบยวบทันที กระดูกแตกกระจาย ลามไปถึงกระดูกซี่โครงซีกขวาที่หักทิ่มทะลุอวัยวะภายใน มันแหกปากร้องลั่น กระเด็นลอยละลิ่วไปไกล

ถึงจะยังไม่ตาย แต่ก็หมดสภาพแล้ว นอนหมอบหอบแฮกๆ อยู่กับพื้น ลุกไม่ขึ้น ไหล่ขวาหายไปทั้งแถบ แขนขาดกระเด็นหลุดออกไป

พลังทำลายล้างที่ป่าเถื่อนและดุดัน แถมด้วยวิธีการต่อสู้สุดโหด ทำเอาคนที่เหลือหน้าซีดเผือด นี่พวกมันกำลังเจอกับตัวประหลาดแบบไหนอยู่กันแน่?

ต่อให้พวกมันจะสวามิภักดิ์ต่อตระกูลฉี ครอบครัวลูกเมียอยู่ที่เมืองนั้นหมด แต่ตอนนี้พวกมันก็เริ่มใจคอไม่ดีแล้ว สัญชาตญาณบอกได้ว่าไอ้เด็กนี่มันคือศัตรูที่ไม่มีวันเอาชนะได้ อยากจะเผ่นหนีใจแทบขาด

ตอนมันผลัดกายครั้งแรก มันสร้างรากฐานทองคำระดับไหนกันเนี่ย? พอผลัดกายครั้งที่สอง พละกำลังกับความเร็วมันถึงได้น่ากลัวจนพวกเขาเทียบไม่ติด ราวกับอยู่กันคนละชั้นเลย

"ไม่ต้องกลัว ข้าจัดการมันได้ พวกเจ้าคอยสนับสนุนและถ่วงเวลามันไว้ก็พอ!" ฉีหวยเอินประกาศกร้าว พลางถือดาบยาวเดินอาดๆ เข้ามา

ใบหน้าของเขาไม่ได้แค่แดงระเรื่อและเปล่งแสงเท่านั้น แต่ทั้งตัวราวกับสุกปลั่งไปหมด ผิวหนังทุกส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้ากลายเป็นสีแดงเถือก แผ่ไอหมอกสีเลือดจางๆ ออกมา

ฉินหมิงจ้องเขาเขม็ง ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเลยสักนิด อีกฝ่ายก็แค่ผู้ผลัดกายรอบสอง ต่อให้ซดยาวิเศษอะไรเข้าไป มันจะทำให้ร่างกายงอก 'แสงสวรรค์' ก้าวข้ามไปเป็นผู้ผลัดกายรอบสามได้เลยเรอะ? โคตรจะเพ้อเจ้อ ต่อให้ร่างกายจะวิวัฒนาการ มันก็ต้องใช้เวลาสักวันสองวันนู่นแหละถึงจะเสร็จ

"พลังที่แข็งแกร่งและเหนือชั้นแบบนี้ มันช่างงดงามจริงๆ ชวนให้หลงใหลซะเหลือเกิน" ฉีหวยเอินทอดถอนใจ

เขาจ้องมองฉินหมิง พลางกล่าว "ข้ายอมรับนะ ว่าความโลภมันทำให้คนเราหน้ามืดตามัว ตาข้าไม่สว่างเหมือนเมื่อก่อน ในใจก็มีแต่มลทิน แต่ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็คงเลือกทางนี้อยู่ดี"

ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขายังอุตส่าห์อยากจะระบายความรู้สึกอีกแฮะ

เรือนร่างที่สมส่วนของฉีหวยเอินมีแสงสีแดงไหลเวียน ใบหน้าที่ยังดูไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่นักเต็มไปด้วยความเจ็บใจ และความกระหายในพลัง เขาพูดต่อ "เจ้ารู้ไหม ข้ามาจากเมืองเล็กๆ ที่เล็กกว่าเมืองฉีเสียตั้งเยอะ แต่ตอนที่ข้าผลัดกายครั้งแรก ข้ายกกระถางหนักตั้งเจ็ดร้อยยี่สิบชั่ง(360 กิโลกรัม)ได้เลยนะ ถือว่าเป็นอัจฉริยะในแถบนั้นเลย ทิ้งห่างอันดับสองในปีเดียวกันไปตั้งเยอะ แต่พอผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นผ่านมา ข้ากลับไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นแม้แต่ตัวสำรองด้วยซ้ำ ข้าผิดหวังมาก!"

ฉินหมิงไม่ได้ลงมือ ยืนฟังนิ่งๆ

ฉีหวยเอินแหงนมองฟ้ายามค่ำคืน "ตอนนี้ ในที่สุดข้าก็มีโอกาสแล้ว ทางบ้านยอมทิ้งเหมืองแร่ไปสายหนึ่ง เพื่อแลกกับของวิเศษสุดยอดมาให้ข้า มันช่วยเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกและยกระดับพรสวรรค์ของข้าได้ ข้ามีโอกาสจะได้เรียนรู้เคล็ดวิชาจากอาจารย์ของผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นไปอีกห้าถึงสิบปี เจ้ารู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง? ข้าจะได้เปลี่ยนชะตาชีวิตตัวเอง ก้าวไปข้างหน้าก็จะพบกับโลกกว้าง อนาคตสดใส แต่การปรากฏตัวของเจ้ากลับมาตัดหนทางก้าวหน้าของข้า เจ้าจะได้เป็นตัวสำรอง ส่วนข้าต้องหมดสิทธิ์ ถ้าถอยกลับไป ข้าก็จะเป็นแค่เศษสวะลอยน้ำ ทำได้แค่ตามไปในฐานะผู้ติดตาม และได้แค่นั่งฟังอยู่รอบนอกสักหนึ่งถึงสี่ปี มันเปลี่ยนชะตาชีวิตข้าไม่ได้หรอก ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!"

ฉินหมิงมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย "เจ้าพยายามดิ้นรนเพื่อตัวเอง อยากจะก้าวไปสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่า เพื่อจะได้เห็นความงดงามของชีวิต แต่ข้าอยู่ตรงนี้ ก็แค่เพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น"

ฉีหวยเอินชูดาบยาวในมือขึ้น "ใช่ จุดยืนของเรามันต่างกัน การที่เรามาเจอกันที่นี่มันก็คือความผิดพลาด แต่ข้าไม่มีทางถอยแล้ว ไม่ฆ่าเจ้า เพื่อให้ข้าได้กระโดดจากลำธารสายเล็กๆ ไปสู่มหาสมุทรสีทองอันกว้างใหญ่ สร้างคลื่นสีทองของตัวเองขึ้นมา ก็ต้องยอมตายอยู่ที่นี่ให้มันจบๆไป ฆ่า!"

เขาตวาดคำว่า "ฆ่า" ลั่นป่า พุ่งพรวดเดียวก็ถึงตัว ดาบยาวในมือฟันประกายแสงบาดตาออกมา ฟันกิ่งก้านต้นไม้รอบๆ ขาดกระจุย

คนอื่นๆ ก็ประสานงานตาม รุมโจมตีเข้ามาพร้อมกัน

ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีนี้ ฉินหมิงรับมือกับยอดฝีมือทั้งสี่คนด้วยตัวคนเดียวอย่างใจเย็น ไม่มีอาการลนลานให้เห็นเลยสักนิด ปะทะกับพวกมันไปหลายกระบวนท่าติดๆ

"เป็นไปได้ยังไง?" ฉีหวยเอินไม่อยากจะเชื่อ รับความจริงข้อนี้ไม่ได้เลย เขายอมกินยาสีแดงที่มีผลข้างเคียงเข้าไปแล้วนะ พละกำลังก็เพิ่มขึ้นตั้งเยอะ ทำไมถึงยังฆ่าล้างอีกฝ่ายไม่ได้ล่ะ?

ตอนที่เขาผลัดกายครั้งแรก เขายกกระถางหนักเจ็ดร้อยยี่สิบชั่ง(360 กิโลกรัม)ได้ พอผลัดกายรอบสอง พละกำลังที่แขนก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ตอนนี้อยู่ที่หนึ่งพันแปดร้อยชั่ง(900 กิโลกรัม)

มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ยังกดอีกฝ่ายไม่ลง ซ้ำยังโดนกระแทกจนมือขวาชาหนึบ ไอ้เด็กนี่มันตัวประหลาดแบบไหนกันแน่? เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบเลย

"นี่... เจ้ายังเป็นคนอยู่อีกเรอะ?" อีกหลายคนหน้าซีดเผือด พวกมันรู้ไส้รู้พุงของฉีหวยเอินดี มาจากที่เดียวกัน ยิ่งรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวตอนที่หมอนั่นกินยาสีแดงเข้าไป แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ ยังกดไอ้เด็กนั่นไม่ลงอยู่ดี!

ฉินหมิงเอ่ยขึ้น "นอกเสียจากว่าหลังจากเจ้ากินยากระตุ้นนั่นเข้าไป แล้วร่างกายจะให้กำเนิดแสงสวรรค์ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตการผลัดกายครั้งที่สามในทันที ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เจ้าทำไปทั้งหมดก็เปล่าประโยชน์"

ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ปรานีปราศรัย หอกยาวในมือขวาแทงทะลุขั้วหัวใจของหนึ่งในนั้น สะบัดเหวี่ยงร่างลอยกระเด็นไปห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่

ตู้ม!

วินาทีต่อมา เขาเหวี่ยงค้อนทุบดาบยาวของคู่ต่อสู้อีกคนจนกระเด็น แล้วฟาดอกมันจนยุบยวบ ถึงจะยังไม่ตายคาที่ แต่ก็ไม่รอดแน่ๆ

ฉีหวยเอินคลุ้มคลั่ง ปะทะกับเขาอย่างบ้าคลั่ง แต่ผลคือมือที่ถือดาบถึงกับสั่นระริก ค้อนเหล็กนิลด้ามยาวของอีกฝ่ายนิ่งสนิท ดั่งภูผาที่ไม่สั่นคลอน เขาต้านไม่ไหวแล้ว

ตอนนั้นเอง ฉินหมิงก็ขว้างหอกยาวในมือออกไป เสียบทะลุลูกน้องคนสุดท้ายของฉีหวยเอิน หมอนั่นล้มฟุบลงกลางหิมะ หอบหายใจรวยริน แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกมันตั้งหลายคน รุมกินโต๊ะไอ้เด็กนี่ภายใต้การนำของฉีหวยเอิน แต่กลับพ่ายแพ้เละเทะ พวกมันกำลังจะตายอยู่ที่นี่กันหมด

ฉินหมิงใช้วิชาต่อสู้ในคัมภีร์ดาบอย่างใจเย็น ไม่ได้ยึดติดกับกระบวนท่าตายตัว แต่พลิกแพลงไปตามสัญชาตญาณ ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ไม่มีรูปแบบที่คาดเดาได้ มักจะมีลูกล่อลูกชนที่คาดไม่ถึงโผล่มาเสมอ

หลังจากปะทะกันหลายรอบ ฉีหวยเอินก็พบกับความสิ้นหวัง ต่อให้เขางัดเอาทักษะมาใช้ ประลองกระบวนท่า งัดไม้ตายสารพัดออกมา ก็ยังสู้ไม่ได้ โดนบดขยี้ราบคาบ

ปัง! ฉีหวยเอินลอยกระเด็นไปทั้งตัว เขาโดนค้อนเหล็กนิลด้ามยาวของฉินหมิงฟาดเข้าที่หัวไหล่ขวาอย่างจัง เลือดสาดกระจาย กระดูกไหล่แหลกละเอียด

"ตกลงเจ้าอยู่ระดับไหนกันแน่ พละกำลังมีเท่าไหร่?" ฉีหวยเอินถามอย่างไม่ยอมแพ้

ฉินหมิงไม่สนใจ เตรียมจะเข้าไปซ้ำด้วย "ค้อนดาบ"

ฉีหวยเอินหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง "ต่อให้เจ้าไม่บอก ข้าก็รู้แล้ว คนที่สามารถกดข้าในสภาพนี้ได้ ตอนผลัดกายครั้งแรก แขนสองข้างของเจ้าต้องมีพละกำลังถึงหนึ่งพันชั่ง(500 กิโลกรัม)แน่ๆ พอผลัดกายรอบสอง ก็เลยยกกระถางหนักสองพันชั่ง(1,000 กิโลกรัม)ได้ ข้าพูดถูกไหมล่ะ?"

คนที่ยังไม่ตาย ต่อให้กำลังกระอักเลือด หรือดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ต่างก็พยายามเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มรูปงามคนนั้น ในใจตกตะลึงสุดขีด ไม่คิดเลยว่าก่อนตายจะได้ยินเรื่องแบบนี้ มีคนไปถึงระดับนั้นได้จริงๆ เหรอเนี่ย!

"ข้าจะส่งพวกเจ้าเดินทางไปปรโลกเอง" ฉินหมิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เดินเข้าไปแจก "ค้อนดาบ" ให้คนละที ปลิดชีพพวกมันจนสิ้นซาก

เขาจัดการทำความสะอาดพื้นที่อย่างละเอียด เก็บกวาดซากปรักหักพัง ลบร่องรอยทุกอย่างจนเนียนกริบ ถึงได้หันหลังเดินจากไป มุ่งหน้าไปยังรอยแยกใต้ดินแห่งนั้น

"หืม?" ฉินหมิงรู้สึกแปลกใจ จุดเชื่อมต่อพิเศษที่เคยทำให้เขาป่วยหนักปางตาย ตอนนี้พอเข้ามาใกล้ ร่างกายกลับรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้เมื่อครู่ก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ป่าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในรอยแยกใต้ดินโดยไม่ลังเล และได้เห็นเส้นสายสีเงินเปล่งประกายทับซ้อนกันอยู่ใต้ดินอีกครั้ง

จบบทที่ บทที่ 33 เดิมพันเพื่ออนาคต

คัดลอกลิงก์แล้ว