- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 26 ความทรงจำเลือนรางที่หวนคืน
บทที่ 26 ความทรงจำเลือนรางที่หวนคืน
บทที่ 26 ความทรงจำเลือนรางที่หวนคืน
บทที่ 26 ความทรงจำเลือนรางที่หวนคืน
ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า เสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ในวัยเด็กนั้นดูซอมซ่อมาก แต่ไม่นานความสนใจของเขาก็ถูกดึงดูดไปยังคัมภีร์เล่มนั้น
มันเป็นคัมภีร์เก่าๆ เล่มบางๆ พอเปิดออกดูก็พบว่าข้างในเป็นผ้าไหมที่ใช้จารึกตัวอักษร
ปกหนังสัตว์ของมันน่าจะถูกนำมาหุ้มไว้ในภายหลัง สีสันดูหม่นหมอง พื้นผิวหยาบกร้านแต่เหนียวแน่นทนทาน ทำหน้าที่ปกป้องคัมภีร์ที่แท้จริงจากการกัดกร่อนของกาลเวลา
หน้าแรกบันทึก ‘วิชาเถื่อน’ ที่ฉินหมิงเคยฝึกฝนมา เขาคุ้นเคยกับมันดีจนท่องจำได้ขึ้นใจ เสียงกระซิบดังแผ่วเบา กำลังอ่านตัวอักษรที่อัดแน่นเหล่านั้น
จากนั้น มือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยด้านก็พลิกหน้ากระดาษไปหน้าถัดไป ตัวอักษรยังคงเล็กจิ๋วเหมือนเดิม ต่อเนื่องมาจากหน้าแรก ทว่ามีบางส่วนที่เป็นข้อความและรูปภาพใหม่เอี่ยม ซึ่งดึงดูดความสนใจของฉินหมิงได้ในทันที เขาจึงรีบจดจำมันไว้
หรือบางทีอาจจะไม่ต้องพยายามจำเลยก็ได้ เพราะนี่คือความทรงจำที่เลือนรางไปในวัยเด็กของเขา ในขณะที่เขากำลังผลัดกายรอบสอง สมรรถภาพทางกายได้รับการยกระดับอย่างมหาศาล พลังจิตและสติปัญญาก็แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย มันกำลังพัดพาฝุ่นละอองแห่งกาลเวลาให้ปลิวหายไป ทำให้เขาได้เห็นภาพในอดีตอีกครั้ง และรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อหาในคัมภีร์ผ้าไหมที่เขาเคยอ่าน
ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ฉินหมิงอยากจะเปิดไปดูหน้าที่สาม แต่ก็ไม่สมหวัง มือที่หยาบกร้านนั้นไม่ได้เปิดมันให้เขาดู
ตอนนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นคัมภีร์ผ้าไหมที่ถูกห่อหุ้มด้วยปกหนังสัตว์อย่างละเอียด
หลังจากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน มันไม่ได้คงความงดงามเหมือนในอดีตอีกต่อไป สีของมันเริ่มเหลืองซีด แผ่กลิ่นอายความงามอันเก่าแก่และสะสมร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์อันหนักอึ้งเอาไว้
มันบางมากจริงๆ คาดว่าน่าจะมีแค่สิบยี่สิบหน้าเท่านั้น
ฉินหมิงพยายามพลิกหน้ากระดาษหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเปิดหน้าที่สามได้เสียที
เขาเลิกล้มความตั้งใจ แล้วหันไปมองตัวเองในวัยเด็กผ่านม่านแห่งกาลเวลาเลือนราง เด็กน้อยร่างเล็กสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ
แม้จะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ฉินหมิงก็รู้สึกสะเทือนใจ ที่แท้ตอนเด็กๆ เขาก็มีชีวิตที่ยากจนข้นแค้น เสื้อผ้าตัวเล็กๆ สีซีดเซียวมีรอยปะชุนเต็มไปหมด ปลายแขนเสื้อก็ลุ่ยจนขาด ก้มลงมองรองเท้าคู่เล็ก ก็มีรอยขาดทะลุจนเห็นนิ้วเท้า
เขาถอนหายใจเบาๆ นึกถึงชีวิตของตัวเองหลังจากนั้น ที่จริงแล้วตอนเป็นวัยรุ่นเขาก็มีชีวิตที่ยากลำบากไม่แพ้กัน เคยเป็นแผลหิมะกัด เคยหิวโซ บนตัวมีแต่แผลและเลือด เมื่อสองปีก่อนร่อนเร่มาจนถึงหน้าเมืองอิ๋นเถิงแล้วก็ล้มป่วยลง จนกระทั่งมีคนพามาที่หมู่บ้านซวงซู่
“ตอนอายุสิบสี่...” ฉินหมิงคลำไปที่หัวของตัวเอง ตรงท้ายทอยเคยมีแผลเป็นรอยยาว เลือดไหลออกมาเยอะมาก
เขาพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่ได้กำลังลูบศีรษะอยู่ในความฝัน ปลายนิ้วของเขาสางผ่านเส้นผมสีดำ สัมผัสลงบนรอยแผลที่เคยอาบไปด้วยเลือด
ตอนนี้ไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่แล้ว มันน่าจะหายไปตั้งแต่ตอนที่เขาผลัดกายครั้งแรก
“ตัวข้าตอนเด็ก กับตัวข้าตอนอายุสิบสี่ เป็นสองจุดเชื่อมต่อที่แปลกประหลาดมาก ความทรงจำขาดตอนไปอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าที่เลือนลางพวกนั้นมักจะมาปรากฏในความฝันของข้าบ่อยๆ”
ก็เพราะตอนอายุสิบสี่นั้น เขาต้องร่อนเร่พเนจร เผชิญกับความยากลำบากมามากมาย ตอนนี้เขาถึงได้มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่กว่าคนวัยเดียวกัน
ฉินหมิงมองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดมิดหนาทึบค่อยๆ จางหายไป
เขาเดินออกไปที่ลานบ้าน สูดอากาศหนาวเย็นจัดเข้าปอดเฮือกใหญ่ ทบทวนความทรงจำในวัยเด็กอีกครั้ง เนื้อหาในสองหน้าแรกของคัมภีร์ผ้าไหมสลักลึกอยู่ในหัวของเขาอย่างชัดเจน
จากนั้น เขาก็เริ่มแสดงกระบวนท่าที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน รวมถึงวิธีควบคุมลมหายใจและพลังจิต นำมาลองปฏิบัติและทำความเข้าใจอย่างละเอียด
ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็หยุดลง ร่างกายยังคงร้อนระอุ แต่ไม่ได้เปล่งประกายแสงอีกต่อไป ดูเป็นปกติขึ้นมาบ้างแล้ว
“มือใหญ่ที่หยาบกร้านข้างนั้น...” ฉินหมิงนึกย้อนไป ปลายแขนเสื้อของมือข้างนั้นหลุดลุ่ยอย่างหนัก มือก็เต็มไปด้วยรอยด้าน บ่งบอกว่าคนผู้นั้นใช้ชีวิตอย่างยากจนข้นแค้นเช่นเดียวกับเขาในวัยเด็ก สภาพความเป็นอยู่แย่กว่าเขาในตอนนี้เสียอีก
ที่เรียกว่า ‘มือใหญ่’ นั้น ก็เป็นเพียงมุมมองของเขาในวัยเด็กเท่านั้น ที่รู้สึกว่ามือข้างนั้นช่างใหญ่โต ทรงพลัง และให้ความรู้สึกปลอดภัย
เขาอยากจะเห็นมือเล็กๆ ของเขากุมมือใหญ่ข้างนั้นไว้ด้วยกัน เพื่อชดเชยความเสียใจที่ไม่ได้พบหน้าครอบครัวมาตลอดหลายปี
“การผลัดกายรอบสองยังไม่สิ้นสุด คืนนี้กินงูโลหิตที่มีสารพลังวิเศษต่อไป เมื่อสมรรถภาพทางกายดีขึ้น พลังจิตและสติปัญญาก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย บางทีอาจจะได้เห็นอดีตในจิตใต้สำนึก และรื้อฟื้นความทรงจำวัยเด็กที่เลือนหายไปได้มากขึ้น”
เมื่อฉินหมิงคิดได้เช่นนี้ เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที พลังงานเต็มเปี่ยม เขายกแท่นหินโม่แป้งขึ้นมาถือไว้ในมือ รู้สึกว่ามันเบาหวิว!
เขาประเมินคร่าวๆ ว่า ตอนนี้ตัวเองน่าจะสามารถยกของหนักได้ถึงหนึ่งพันห้าร้อยชั่ง(750 กิโลกรัม)แล้ว
ราตรีตื้นมาเยือน ฉินหมิงอาบน้ำชำระล้างร่างกายที่ร้อนระอุ วันนี้เขาไม่คิดจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ แต่ตั้งใจจะอยู่บ้านเพื่อศึกษาคัมภีร์ผ้าไหมที่เพิ่งได้มาใหม่
“ทำไมถึงบอกว่าฝึกไม่สำเร็จล่ะ?” เขาหวังว่าเมื่อดึกดื่นค่อนคืนมาเยือน จะสามารถค้นพบคำตอบในความฝันได้
เห็นได้ชัดเลยว่าคัมภีร์ผ้าไหมนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถึงได้มีคนเก็บรักษาไว้อย่างดี กลัวว่ามันจะพัง
พายุหิมะหยุดลงแล้ว ท้องฟ้าจึงสว่างขึ้นเล็กน้อย นี่คือ ‘วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส’ ในยุคที่ไร้ดวงตะวัน
ฉินหมิงตั้งใจศึกษาคัมภีร์ผ้าไหม ถึงจะเห็นแค่สองหน้า แต่เนื้อหาก็อัดแน่น ตัวอักษรและรูปภาพเล็กจิ๋วเต็มไปหมด เนื้อหาครึ่งหลังของหน้าที่สองล้วนเป็นของใหม่สำหรับเขาในตอนนี้ เขาต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจและฝึกฝนจนกว่าจะแตกฉาน
“ลึกล้ำมาก น่าเสียดายที่ไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับวิชาสมาธิระดับกลางและวิชาพลังปราณระดับสูงได้ เลยไม่รู้ว่ามันอยู่ในระดับไหนกันแน่”
ในดินแดนห่างไกลความเจริญเช่นนี้ ฉินหมิงขาดแคลนเคล็ดวิชาผลัดกาย นอกจากคัมภีร์ผ้าไหมแล้ว เขาก็เคยอ่านแค่วิชาสมาธิราตรีขั้นพื้นฐานที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปเท่านั้น
คัมภีร์ผ้าไหมเอ่ยถึง ‘แสงสวรรค์’ ไว้เพียงผิวเผิน ไม่ได้อธิบายวิธีฝึกฝนให้เกิด ‘ปราณแสงสวรรค์’ และยิ่งไม่ต้องพูดถึง ‘ปราณตถาคต’ ที่มีคนเขียนยกย่องไว้ซะเลิศหรูนั่นหรอก
ฉินหมิงขมวดคิ้ว คัมภีร์ผ้าไหมเล่มนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ แต่ทำไมถึงไม่อธิบายเรื่องสำคัญอย่างแสงสวรรค์ให้ละเอียดล่ะ?
เขาอ่านอย่างตั้งใจ และฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในลานบ้าน จนในที่สุดก็พอจะเดาทางได้ว่า คัมภีร์ผ้าไหมมุ่งเน้นที่จะใช้ตัวอักษรให้น้อยที่สุด แต่ครอบคลุมเนื้อหาให้มากที่สุด หากฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ แสงสวรรค์ก็จะถือกำเนิดขึ้นในเลือดเนื้อของร่างกายเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลังจิตและสติปัญญาให้แข็งแกร่งขึ้น
เพียงแต่เรื่องปราณแสงสวรรค์นั้น ไม่ได้บอกวิธีฝึกไว้จริงๆ
“ดูเหมือนคัมภีร์ผ้าไหมจะเน้นสอนเรื่องการยกระดับชีวิต มากกว่าจะเป็นวิชาต่อสู้ป้องกันตัวนะ?” ข้อสันนิษฐานนี้ทำเอาฉินหมิงถึงกับมึนตึ้บ
ช่วงบ่าย ซึ่งเป็นช่วงที่ราตรีตื้นสว่างที่สุด ฉินหมิงนวดขมับเบาๆ หลังจากอ่านและศึกษามาครึ่งค่อนวัน เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเขาได้ทำความเข้าใจเนื้อหาใหม่ในคัมภีร์ผ้าไหมจนทะลุปรุโปร่งแล้ว
เมื่อเขาลองร่ายรำกระบวนท่าอีกครั้ง การเคลื่อนไหวก็ลื่นไหลไม่ติดขัด กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมรอบด้าน แววตาจดจ่อและใสกระจ่าง เส้นผมปลิวไสว ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์
ที่สำคัญที่สุดคือ กระแสความอบอุ่นในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ลวดลายสีเงินที่ปรากฏบนผิวหนังก็ดูชัดเจนขึ้น เหมือนกำลังจะเปลี่ยนเป็น "โคลนสีเงิน"
คัมภีร์ผ้าไหมไม่ได้บอกไว้ว่าจะนำพาไปสู่ระดับไหน หรือจะเกิดสภาวะใดขึ้น ดังนั้นฉินหมิงจึงไม่อาจประเมินได้ว่าตัวเองฝึกฝนมาถึงขั้นไหนแล้ว
เขาหยุดพัก แม้จะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่กลับดูเป็นธรรมชาติ มีสง่าราศีเพิ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“เสี่ยวฉิน รีบออกมาเร็ว พวกเราจะเข้าป่าไปเยือนโบราณสถานกัน” สวี่เยว่ผิงมาเรียกเขา
เดิมทีฉินหมิงตั้งใจจะอยู่บ้านเพื่อศึกษาคัมภีร์ผ้าไหม แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเข้าใจมันถ่องแท้แล้ว การออกไปข้างนอกบ้างก็ไม่เลวเหมือนกัน
เขาเอ่ยถาม “โบราณสถานอะไรขอรับ?”
สวี่เยว่ผิงหัวเราะตอบ “ก็ฐานที่มั่นของหน่วยลาดตระเวนไง ไปดูสิว่าเทพแห่งขุนเขาผู้ปราดเปรื่อง เอ้ย ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าสัตว์ประหลาดภูเขาตัวนั้น ทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง”
จากนั้น เขาก็ลดเสียงลงต่ำ “ไปดูว่ามีของดีๆ ทิ้งไว้บ้างหรือเปล่า”
นี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบของเขา แต่ผู้นำของหลายๆ หมู่บ้านได้มารวมตัวกัน และแอบปรึกษาหารือกันว่า จะไม่ปลูกจันทราทมิฬอีกต่อไป แล้วก็ตกลงกันว่าจะลองไปดูที่ฐานนั่นสักหน่อย
“ไปกันเถอะ!” ฉินหมิงพยักหน้า
ช่วงนี้ แม้แต่ผู้ผลัดกายของแต่ละหมู่บ้านก็ยังต้องรวมกลุ่มกันหลายคน ถึงจะกล้าเข้าไปในป่าลึกสักหน่อย ไม่อย่างนั้น ป่าทึบในตอนนี้มันโคตรจะอันตราย
ไม่ใช่ทุกคนจะกล้าบ้าบิ่นเหมือนฉินหมิง ที่กล้าเดินดุ่มๆ เข้าไปในภูเขาใหญ่คนเดียวหรอกนะ
พูดง่ายๆก็คือ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฝีมือนั่นแหละ
“ตรงนี้มีเหล้าชั้นดีเพียบเลย” ฉินหมิงร้องเรียกสวี่เยว่ผิง เขาคุ้นเคยกับฐานที่มั่นแห่งนี้ดี ภาพประกายดาบในคืนหิมะตกยังคงชัดเจนอยู่ในหัว
สวี่เยว่ผิงและหยางหย่งชิงรีบวิ่งเข้ามาด้วยความดีใจสุดขีด ที่เรียกว่ามาเยือนโบราณสถาน จริงๆ แล้วก็แค่มาดูว่ามีของอะไรที่พอจะเอาไปใช้ได้บ้างเท่านั้นแหละ
ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านต่างก็มีนิสัยซื่อๆ ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ
ตาเฒ่าหลิวยิ้มจนหน้าบานเป็นกระด้ง ขาไม่สั่นแล้วด้วยซ้ำ กระโดดลอยตัวสูงเกือบหนึ่งจั้ง(3.3 เมตร) พุ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฉินหมิงหัวเราะ “ลุงหลิว เป็นไงบ้างขอรับ เมื่อวานข้าเพิ่งบอกว่าจะซื้อเหล้าชั้นดีมาฝากท่านสิบไห วันนี้ก็เจอตั้งกองเบ้อเร่อเลย พวกเรารีบแบ่งกันแล้วขนกลับไปเถอะขอรับ”
“ดี! ดี! ดีมาก!” ตาเฒ่าหลิวพยักหน้ารัวๆ แทบอยากจะกระเทาะฝาโคลนที่ปิดไหออก แล้วลิ้มรสเหล้าเดี๋ยวนี้เลย
“มาขุดสุสานพวกหน่วยลาดตระเวนเนี่ย ทำไมข้ารู้สึกสะใจขนาดนี้ก็ไม่รู้ ฮี่ๆ” สวี่เยว่ผิงหัวเราะไม่หยุด
แน่นอนว่าผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านอื่นๆ ก็ต้องรับรู้เรื่องนี้ด้วย ท้ายที่สุดหมู่บ้านซวงซู่ก็ขนกลับไปสามสิบกว่าไห ส่วนที่เหลืออีกเกือบครึ่งก็แบ่งให้หมู่บ้านอื่นๆ ไป
ถึงแม้ฉินหมิงจะเป็นคนเจอ แต่ก็ไม่อาจเก็บไว้กินเองคนเดียวได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมีคนมาหาเรื่องเอาทีหลัง
อันที่จริง คนสืบคดีของหน่วยลาดตระเวนก็มาถึงที่นี่ตั้งนานแล้ว และก็พบเหล้าชั้นดีพวกนี้แล้วเหมือนกัน แต่เพราะมีหน้าที่สำคัญติดตัว แถมยังไม่เห็นเหล้าพวกนี้อยู่ในสายตา ก็เลยปล่อยทิ้งไว้
พอข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปในวันนั้น ก็มีคนแห่กันมา "ขุดสุสาน" ที่ฐานของหน่วยลาดตระเวนกันเพียบ
“หมอนี่อาจจะเป็นคนฆ่าคนลาดตระเวนทั้งกลุ่มก็ได้นะ?” ฉินหมิงประหลาดใจ หลังจากกลับมาจากภูเขา เขาก็เห็นภาพวาดใบหนึ่ง
นั่นคือชายหน้าคล้ำคนนั้นนั่นเอง จะว่าไป ภาพวาดตอนที่เขาถือกระบี่ฟันงูโลหิตก็ดูสง่างามไม่เบาแฮะ
มีคนจากเมืองอิ๋นเถิงนำภาพวาดมาแจกจ่ายเป็นปึกๆ เพื่อเตือนให้แต่ละหมู่บ้านคอยระวัง หากพบเบาะแสให้รีบแจ้งทันที
องค์กรหน่วยลาดตระเวนไม่ใช่กลุ่มคนกระจอกๆ ผู้บัญชาการสูงสุดของพวกเขาก็เป็นถึงผู้มีอิทธิพลในเมืองฉีเสีย
“ชื่อหวังเหนียนจู๋ ดูท่าทางก็สง่างามดีนะ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนแบบนี้” ฉินหมิงไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหลังจากฆ่าเขาตายไปแล้ว จะได้เห็น ‘ภาพถ่ายหน้าศพ’ ของเขาอีก แถมยังได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามด้วย
“เจ้าก็ไม่ได้ตายเปล่านะเนี่ย อย่างน้อยตอนนี้รูปเจ้าก็แปะหราอยู่ทุกเมืองแล้ว ดังระเบิดระเบ้อไปเลย ถึงจะเป็นแค่เมืองบ้านนอกก็เถอะ” ฉินหมิงปรายตามองแวบหนึ่งแล้วก็เดินจากไป คนที่ถูกเขาทุบหัวแบะไปตั้งนานแล้ว ไม่คู่ควรให้เขามาใส่ใจหรอก
“แต่อยากรู้จังว่าเขามาจากตระกูลไหน หรือองค์กรอะไร หวังว่าหน่วยลาดตระเวนจะสืบจนรู้นะ” จากนั้น เขาก็นึกถึงสันเขาไก่ทองและลัทธิสามตา ซึ่งก็น่าจะคอยระวังไว้เหมือนกัน
ตกดึก หลังจากฉินหมิงกินเนื้องูโลหิตเข้าไป สรรพคุณของอาหารเป็นยาก็ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ร่างกายร้อนระอุและเปล่งประกายแสงอีกครั้ง ทุกอย่างคล้ายกับครั้งที่แล้วเป๊ะ
สุดท้าย เขาก็สวม ‘อาภรณ์หยกด้ายทอง’ เข้าสู่ห้วงนิทรา
ฉินหมิงได้เห็นภาพตัวเองในวัยเด็กอีกครั้ง แม้จะยากจนข้นแค้น เสื้อผ้าและรองเท้าขาดวิ่น แต่กลับมีความมุ่งมั่นพยายามอย่างเปี่ยมล้น กำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาผลัดกายในคัมภีร์ผ้าไหมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ในเมื่อมันมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา แล้วทำไมถึงบอกว่าฝึกไม่สำเร็จล่ะ?” เด็กน้อยช่างดื้อรั้นและแน่วแน่ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
“เคยมีคนเก่งมากๆ ฝึกวิชานี้จนตายมาแล้วนะ แถมเขายังเป็นหนึ่งในคนที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเองด้วยซ้ำ” มือใหญ่ข้างนั้นลูบไล้ปกหนังสัตว์ของคัมภีร์ผ้าไหมเบาๆ
“หา?” ฉินหมิงวัยเด็กยังดูไร้เดียงสา ไม่เข้าใจความหมายนัก
“บางเส้นทางมันก็สว่างไสวเจิดจ้าเกินไป ส่วนบางเส้นทางก็มืดมนไร้จุดหมาย มีตาแก่หลายคนที่ไม่ยอมรับชะตากรรม ร่วมมือกันค้นคว้าวิชานี้ หวังจะให้มันทัดเทียมกับเส้นทางอันรุ่งโรจน์พวกนั้น ทฤษฎีมันดีเยี่ยมเลยล่ะ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องละทิ้งความสำเร็จเดิมของตัวเอง แล้วหันมาฝึกวิชานี้ ผลที่ได้คือ บางคนตาย บางคนบาดเจ็บ หรือบางคนก็ต้องระหกระเหินไปสุดขอบโลกอันมืดมิดในบั้นปลายชีวิต พวกเขายังฝึกไม่สำเร็จเลย แล้วคนรุ่นหลังจะทำได้ยังไง?” เสียงกระซิบนั้นดังก้องไปทั่ว
“ในเมื่อฝึกไม่สำเร็จ แล้วจะเก็บไว้ทำไมเล่า?” เด็กน้อยเอ่ยถาม
“ส่วนที่ฝึกไม่ได้ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว เหลือไว้แค่ส่วนน้อยนิด แต่ก็ต้องอาศัยคนเคยฝึกมาช่วยชี้แนะถึงจะเริ่มต้นได้ เพราะงั้นคัมภีร์เล่มนี้ แค่ดูผ่านๆ ก็พอแล้วล่ะ”
“แล้วส่วนใหญ่ที่ถูกฉีกทิ้งไปล่ะ ไปไหนแล้ว?” ฉินหมิงในวัยเด็กยังคงไม่ยอมแพ้ เพราะนี่คือวิชาชั้นสูงเพียงเล่มเดียวที่เขาหามาได้
“เผาทิ้งไปหมดแล้วล่ะ”
ฉินหมิงในวัยเด็กเงียบไป ดูเหมือนจะเสียใจนิดหน่อย ก้มหน้ามองรองเท้าคู่เล็กที่ขาดจนนิ้วเท้าโผล่ออกมา
ราตรีตื้นมาเยือน ฉินหมิงตื่นขึ้น
เขาถอนหายใจเบาๆ ตอนแรกนึกว่าได้คัมภีร์สวรรค์มาครอบครองซะอีก ดูเหมือนเขาจะคิดไปเองสินะ วันหลังคงต้องคอยสอดส่องหาวิชาพลังปราณระดับสูงเล่มอื่นซะแล้ว
ทว่า เขาก็กลับมาเหม่อลอยอีกครั้ง ไม่มีใครคอยชี้แนะเขาเลย แต่เขากลับสามารถฝึกฝนสองหน้าแรกของคัมภีร์ผ้าไหมได้สำเร็จ
“ถึงจะฝึกได้แล้วไงล่ะ เนื้อหาด้านหลังก็โดนเผาทิ้งไปหมดแล้ว แถมคนคิดค้นวิชาก็ยังฝึกไม่สำเร็จเลย พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าฝึกจนตาย เวลาผ่านไปตั้งหลายปี คนอื่นๆ ก็น่าจะตายไปหมดแล้วมั้ง”
ฉินหมิงลุกขึ้นเดินออกไปที่ลานบ้าน สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย การผลัดกายรอบสองครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง เพราะมีสารพลังวิเศษช่วยหนุนนำ เขาทำสำเร็จแล้ว
เขารู้สึกได้เลยว่า ตอนนี้แค่แขนข้างเดียวของเขาก็มีพละกำลังถึงพันชั่ง(500 กิโลกรัม)แล้ว
.…..
สองวันต่อมา ทางฝั่งเฉาลง, เว่ยจื่อโหรว และมู่ชิงก็ส่งข่าวมา ว่าพวกผู้นำระดับสูงจะทำการเจรจาครั้งสุดท้ายกับสัตว์ประหลาดระดับสูงในภูเขาใหญ่ โดยจะจัดขึ้นที่บริเวณทางเข้าภูเขา
ยามนี้ มีคนมารออยู่ก่อนแล้วมากมาย
ท่ามกลางหิมะขาวโพลน ลาตัวหนึ่งเดินย่ำหิมะมาอย่างสบายอารมณ์
“นี่คงเป็นสัตว์พาหนะของคนใหญ่คนโตจากเมืองฉีเสียสินะ?”
เมื่อลาตัวนั้นเดินเข้ามาใกล้ ผู้คนก็พบว่าบนหลังลาไม่ได้ว่างเปล่า มีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ แต่ไม่ใช่คน กลับเป็นเพียงพังพอนสีขาวปลอดตัวหนึ่ง มันนั่งนิ่งสงบราวกับหลวงจีนเฒ่ากำลังเข้าฌาน
สิ่งมีชีวิตตัวแรกที่ปรากฏตัวออกมาก็พิลึกพิลั่นขนาดนี้ ทำเอาหลายคนไม่กล้าปริปากพูดอะไร