เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 การเผชิญหน้าของผู้นำระดับสูง

บทที่ 27 การเผชิญหน้าของผู้นำระดับสูง

บทที่ 27 การเผชิญหน้าของผู้นำระดับสูง


บทที่ 27 การเผชิญหน้าของผู้นำระดับสูง

สวี่เยว่ผิงเอ่ยถาม “เสี่ยวฉิน อยากไปดูหน่อยไหมล่ะ?”

“พวกเฉาลง, เว่ยจื่อโหรว, มู่ชิง ไปกันหรือยังขอรับ?” ฉินหมิงย้อนถาม แม้เขาจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องสัตว์ประหลาดระดับสูงในภูเขาใหญ่ แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว เพื่อความปลอดภัย การระแวดระวังไว้ก่อนย่อมดีที่สุด

สวี่เยว่ผิงตอบ “พวกนั้นผ่านหน้าหมู่บ้านเราไปตั้งนานแล้ว ได้รับอนุญาตจากเบื้องบนว่าตราบใดที่ไม่เข้าไปใกล้เกินไป ก็ดูได้”

“งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ ไปกันเถอะ!” ตาเฒ่าหลิวกระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบออกตัวก่อนใครเพื่อน

ฉินหมิงก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ในเมื่อพวกเฉาลงและเว่ยจื่อโหรวก็ไปแล้ว งั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องเป็นห่วงมากนัก

ครู่ต่อมา ทุกคนก็ออกเดินทาง ไม่นานก็มาถึงเขตรอบนอกของภูเขาใหญ่ บริเวณนี้มีผู้ผลัดกายมารวมตัวกันมากมายแล้ว เงาร่างของผู้คนเดินขวักไขว่ ทุกคนต่างชะเง้อคอรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ อยากจะเห็นการปรากฏตัวของพวกผู้นำระดับสูงจากเมืองฉีเสียเต็มที

ฉินหมิงจ้องมองลาตัวนั้นเงียบๆ มันดูคล้ายกับตัวที่เขาเพิ่งล่ามาได้เมื่อสองสามวันก่อนเลย จะเป็นลูกหลานมันหรือเปล่านะ?

พังพอนสีขาวปลอดนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังลา ท่าทางสงบนิ่งราวกับหลวงจีนเฒ่าผู้บรรลุธรรม มันนิ่งมากจริงๆ แววตาคู่นั้นดูลึกล้ำราวกับสามารถมองทะลุปรุโปร่งไปถึงสัจธรรมของโลกใบนี้ได้เลย

ฉินหมิงกำหนดจิตให้สงบนิ่ง ซ่อนเร้นพลังชีวิต ใช้เคล็ดวิชา ‘ซ่อนประกายกลืนธุลี’ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างเป็นธรรมชาติ

“มาแล้ว!” มีคนกระซิบ ภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืน บริเวณสุดขอบพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ และค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“นั่นคงจะเป็นคนใหญ่คนโตจากเมืองฉีเสียของพวกเราสินะ?” แม้แต่พวกลูกหลานขุนนางก็ยังตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ พากันซุบซิบและชะเง้อมอง

แต่ไม่นาน บริเวณนั้นก็กลับมาเงียบกริบอีกครั้ง เพราะสิ่งที่ปรากฏตัวขึ้นมานั้นยังคงเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ดี

มันเดินนวยนาดเข้ามาอย่างสง่างาม ไม่เร่งรีบ จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าป่าทึบ

นั่นมันแมวลายสลิดชัดๆ! ลำตัวยาวประมาณสามฉื่อ(1 เมตร) น้ำหนักน่าจะหลายสิบชั่ง ที่สำคัญคือมันไม่ได้เดินสี่ขา แต่กลับเดินสองขาเหมือนมนุษย์!

ฉินหมิงถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนสัตว์ประหลาดระดับสูงพวกนี้ก็ไม่ได้หายากอะไรขนาดนั้นนี่นา ปกติก็เห็นสัตว์พวกนี้อยู่บ่อยๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แมวลายสลิดกับพังพอนนั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันตามธรรมชาติ พวกมันสองตัวจะตีกันกลางป่าหรือเปล่าเนี่ย?

หลายคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ได้แต่ยืนเงียบๆ ด้วยความลุ้นระทึก

“ตอนแรกข้านึกว่าสิ่งมีชีวิตระดับสุดยอดจะเหมือนพวกแมลงจันทราซะอีก...” ตาเฒ่าหลิวพึมพำเสียงอู้อี้

เขาเฝ้าภูเขามาหลายสิบปี ได้ยินตำนานมาก็เยอะ ทั้งเจ้าแห่งภูเขาที่น่าสะพรึงกลัว ทั้งนกเลื่องชื่อที่อยู่ยงคงกระพันมาถึงสองร้อยปี แต่ละเรื่องฟังดูน่าเหลือเชื่อทั้งนั้น แต่ผลสุดท้ายกลับไม่เห็นมีตัวไหนโผล่มาสักตัว

“พวกมันคงไม่... ตีกันเองหรอกมั้ง?” มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ

เพราะแมวลายสลิดที่เดินนวยนาดเข้ามา กับพังพอนเฒ่าบนหลังลานั้น ดูเหมือนจะตั้งป้อมเผชิญหน้ากัน ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ท่าทางเหมือนพร้อมจะวางมวยกันได้ทุกเมื่อ

แมวลายสลิดตัวใหญ่ยืนนิ่งอยู่บนกองหิมะ ด้านหลังสะพายดาบยาวสีแดงฉานที่มีความยาวพอๆ กับส่วนสูงของมัน ดาบเล่มนั้นเด้งออกจากฝักเองครึ่งฉื่อ(16 เซนติเมตร) พริบตาเดียวก็มีแสงสีแดงเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับแสงตะวันยามเย็นในตำนาน ย้อมหิมะบริเวณรอบๆ จนกลายเป็นสีแดงฉาน

พังพอนเฒ่าสีขาวปลอดก็ไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป มันกระโดดลงจากหลังลา ตบหลังลาเบาๆ เป็นสัญญาณให้มันเดินไปรอที่อื่น

ส่วนพังพอนเฒ่าก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ขาหน้าทั้งสองข้างแทบไม่ต่างอะไรกับแขนมนุษย์ ‘มือ’ ข้างหนึ่งไพล่หลัง ส่วนอีกข้างวางไว้ด้านหน้า กำลังนับลูกประคำอยู่

มันมีสีขาวปลอดไปทั้งตัว แหงนหน้ามองฟ้า ท่าทางดูหลุดพ้นจากทางโลก มันค่อยๆ นับลูกประคำในมือช้าๆ ทำให้เกิดหมอกสีขาวจางๆ ลอยออกไปปะทะกับรังสีสีแดงของอีกฝ่าย

ทุกคนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ตกลงว่าสองตัวนี้ไม่ใช่พวกเดียวกันรึ? กำลังตั้งป้อมเผชิญหน้ากันอยู่ชัดๆ!

“หนึ่งในนี้น่าจะเป็นมนุษย์นะ แค่เลือกเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไป รูปร่างก็เลยค่อยๆเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าโครงความเป็นคน” มีคนกระซิบ

เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น ในใจก็รู้สึกพลุ่งพล่าน เส้นทางเหล่านั้นมันช่างห่างไกลจากพวกเขาเหลือเกิน

ทว่าตอนนี้ พวกเขายังแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตัวไหนคือมนุษย์ ตัวไหนคือสิ่งมีชีวิตระดับสูงในภูเขาใหญ่

ที่เกิดเหตุมีคนมารวมตัวกันมากมาย ซึ่งในจำนวนนั้นมีคนลาดตระเวนกลุ่มใหญ่ที่ได้ยินข่าวแล้วแห่กันมาด้วย ถึงแม้พวกเขาจะทำหน้าที่เฝ้าเทือกเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แต่ก็เป็นแค่เขตรอบนอกเท่านั้น ไม่มีทางได้เห็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงหรอก วันนี้จึงถือโอกาสมาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย

ทางฝั่งเมืองฉีเสียก็มีผู้ผลัดกายมามากมายเช่นกัน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางคนมาจากตระกูลขุนนาง บางคนมาจากองค์กรที่ทรงอิทธิพล มองไปทางไหนก็เห็นแต่ฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน

ผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านและเมืองใกล้เคียงที่ใจกล้าหน่อย ก็พากันมาดูด้วย

ส่วนในป่าทึบฝั่งตรงข้าม ก็มีสิ่งมีชีวิตมากมายปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน ดูจะเยอะกว่าฝั่งนี้เสียอีก ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลกประหลาด พวกมันดูน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษในป่ามืดสลัว บางตัวมีสีแดงฉานดั่งเปลวเพลิง บางตัวก็มีหมอกสีม่วงปกคลุม พวกมันส่งเสียงดังเซ็งแซ่ยิ่งกว่าเสียงซุบซิบของคนฝั่งนี้เสียอีก

“ระวังตัวด้วยล่ะ พวกมันอาจจะก่อเรื่องก็ได้!” เฉาลงเอ่ยเตือน ร่างสูงสามเมตรสวมชุดเกราะมันวาว ในมือถือทวนเล่มเขื่องเตรียมพร้อม

“ไม่ใช่ว่ามาเจรจาครั้งสุดท้ายหรอกรึ หรือว่าทั้งสองฝ่ายจะเปิดศึกกัน?” มีคนตั้งข้อสงสัย

มู่ชิงที่ปกปิดร่างกายมิดชิดภายใต้ชุดคลุมสีดำเอ่ยขึ้น “พวกเราจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่ถ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้นกล้าล้ำเส้น ก็ซัดมันให้หมอบไปเลย เบื้องบนจะคอยสนับสนุนพวกเราเอง”

ในขณะเดียวกัน บรรดาองค์กร ตระกูลใหญ่ และยอดฝีมือในหน่วยลาดตระเวนจากเมืองฉีเสีย ต่างก็ส่งกระแสจิตสื่อสารกัน หากสถานการณ์ไม่สู้ดี ก็เตรียมตัวลุยได้เลย

“ไม่ได้เห็นอะไรอลังการแบบนี้มานานแล้วนะเนี่ย จะเริ่มแล้วเหรอ? ข้าจำได้ว่าการกวาดล้างภูเขาครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย ก็เมื่อสามสิบปีที่แล้วโน่น” ตาเฒ่าหลิวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มือขวากำดาบเล่มใหญ่ไว้แน่น

เขาและพวกฉินหมิงมาถึงค่อนข้างช้า จึงยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งถือว่าค่อนข้างปลอดภัย

แต่ฉินหมิงก็ไม่ประมาท ในเมื่อคนฝั่งตัวเองยังเตือนกันขนาดนี้ เขาก็ต้องเตรียมพร้อมไว้เหมือนกัน เขาจึงกระชับค้อนเหล็กนิลด้ามยาวในมือไว้แน่น

ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่กำยำก็ปรากฏตัวขึ้น สะกดทุกความเคลื่อนไหวให้สงบลง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดในป่าทึบ หรือผู้ผลัดกายบนพื้นหิมะ ล้วนเงียบกริบ

ไม่มีใครเห็นเลยว่าเขาโผล่มาได้อย่างไร จู่ๆ เขาก็มายืนตระหง่านอยู่กลางวงที่กำลังตึงเครียด

เขาสูงตั้งสิบเมตร รูปร่างกำยำใหญ่โตเกินมนุษย์มนา สวมชุดเกราะที่ดูเก่าแก่แต่ขลัง มือข้างหนึ่งถือหอกยาวสีดำสนิท แผ่รัศมีความน่าเกรงขามออกมาอย่างรุนแรง ข่มขวัญสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ในป่าเขาจนหัวหด แถมยังทำให้ผู้ผลัดกายบนลานหิมะขนลุกซู่ไปตามๆกัน

โชคดีที่รังสีคุกคามนั้นสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นคงกดทับจนทุกคนหายใจไม่ออกแน่ๆ

ผู้ชายคนนี้หน้าตาคมเข้ม มีโครงหน้าชัดเจน ดูอายุประมาณสี่สิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่ขนาดนี้ ย่อมทำให้คนนึกถึงเส้นทางเทพยักษ์ทะลวงฟ้า

“นี่คงเป็นคนใหญ่คนโตจากเมืองฉีเสียสินะ แต่ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้าเลยล่ะ?” มีคนตั้งข้อสงสัย

แม้แต่ลูกหลานขุนนางอย่างเฉาลงและเว่ยจื่อโหรวก็ยังซุบซิบปรึกษากัน เพราะพวกเขาก็ไม่เคยเห็นหน้าคนผู้นี้มาก่อนเช่นกัน

แต่อย่างน้อยๆ คนผู้นี้ก็เป็นมนุษย์แท้ๆ แน่นอน ไม่ใช่สัตว์ประหลาดหรอก

ชายผมดำปลิวไสวที่ถือหอกสีดำ มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เขายืนอยู่ข้างพังพอนเฒ่าสีขาวปลอด เผชิญหน้ากับแมวลายสลิดที่สะพายดาบยาวสีแดงบนพื้นหิมะ

เมื่อเขาปรากฏตัว ดาบยาวสีแดงที่โผล่พ้นฝักออกมาและย้อมสีบริเวณรอบๆ จนเหมือนแสงตะวันยามเย็น ก็ส่งเสียงร้องครางเบาๆ ราวกับกำลังเตือนถึงความแข็งแกร่งและอันตรายของผู้มาเยือน

คนลาดตระเวนเฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “แค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว ชายร่างยักษ์สูงสิบเมตรนั่นคือยอดฝีมือที่เมืองฉีเสียเชิญมา ส่วนผู้อาวุโสพังพอน... เอ่อ… ไม่ใช่ ผู้อาวุโสท่านนั้นก็ต้องเป็นคนฝั่งเราแน่นอน เพียงแต่เลือกเดินเส้นทางต่างกัน รูปลักษณ์ก็เลยเปลี่ยนไป”

หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย เห็นได้ชัดว่าแมวลายสลิดที่สะพายดาบยาวสีแดงนั้นมาจากส่วนลึกของภูเขาใหญ่

ชายร่างยักษ์สูงสิบเมตรยืนอยู่คู่กับพังพอนสีขาวปลอดสูงหนึ่งฉื่อ(33 เซนติเมตร)ที่กำลังนับลูกประคำ ภาพที่เห็นมันช่างขัดกันอย่างสิ้นเชิง หลายคนอยากจะวิจารณ์ แต่ก็ไม่กล้าปริปาก ได้แต่เงียบไว้

เว่ยโม่ พี่เว่ย เราไม่ได้เจอกันตั้งยี่สิบปีแล้วนะ ท่านท่องเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพร ไปฝึกวิชาอยู่ใกล้ๆ กับดินแดนต้องห้าม สบายดีไหม?” น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่มีใครมองทันเลยว่า มีเงาร่างอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนพื้นหิมะตั้งแต่เมื่อไหร่

เขาก็เป็นมนุษย์ผู้ชายเหมือนกัน ดูอายุราวๆ สี่สิบต้นๆ สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ดูเป็นผู้ดีและหล่อเหลา เพียงแค่ยืนนิ่งๆ ก็ดูกลมกลืนไปกับสีของหิมะแล้ว

เขาไปยืนอยู่ข้างแมวลายสลิดที่สะพายดาบยาวสีแดง และหันไปมองชายร่างยักษ์สูงสิบเมตรฝั่งตรงข้าม

คราวนี้ หลายคนบนพื้นหิมะถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก อ้าปากค้าง ดูไม่ออกจริงๆ ว่าฝั่งไหนคือผู้นำจากเมืองฉีเสียและพันธมิตรกันแน่

ชายร่างยักษ์ที่ชื่อเว่ยโม่พยักหน้า ชุดเกราะสีทองแดงที่ดูหมองๆ ของเขาส่งเสียงดังกังวาน เขาเอ่ยขึ้น: "จริงด้วย ยี่สิบปีผ่านไป เจ้าก็เริ่มแก่แล้วนะ หลิงซวี"

หลายคนไม่เข้าใจ ทำไมเว่ยโม่ถึงบอกว่าชายชุดขาวดูแก่ลง ทั้งๆ ที่เขากำลังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์แท้ๆ ดูเหมือนคนระดับนี้จะมีเกณฑ์การประเมินที่ต่างออกไปสินะ

ในขณะเดียวกัน คนจากเมืองฉีเสียบางส่วนก็ร้องอุทานออกมา

“หลิงซวี... เขาคือท่านเจ้าเมือง!”

พวกฉินหมิง ตาเฒ่าหลิวและคนอื่นๆ ก็อึ้งไปหลายรอบเหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเขาก็พอจะรู้แล้วว่า ฝั่งไหนเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงจากป่าใหญ่ และฝั่งไหนคือผู้นำระดับสูงของเมืองฉีเสีย

แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ความเข้าใจของหลายๆ คนก็ต้องกลับตาลปัตรไปหลายตลบ

หลิงซวี ชายวัยกลางคนชุดขาวผู้สง่างามพยักหน้า พลางกล่าว “มีใครบ้างที่ไม่แก่ชรา? ไม่มีใครต้านทานกาลเวลาได้หรอก แม้แต่สิ่งมีชีวิตระดับสูงที่ลึกลับที่สุดก็ยังทำไม่ได้เลย”

จากนั้น เขาก็หันไปมองเว่ยโม่แล้วถามว่า “ท่านเลือกที่จะเข้าไปในหมอกราตรีลึกล้ำ เร่ร่อนอยู่ริมดินแดนต้องห้ามไร้ขอบเขต และไม่คิดจะกลับมาอีกแล้วใช่ไหม?”

“ใช่!” เว่ยโม่ตอบสั้นๆ เพียงคำเดียว

“เข้าใจได้” หลิงซวีพยักหน้า

หลายคนมีสีหน้าเคร่งเครียด คนเฒ่าคนแก่บางคนที่เคยได้ยินชื่อเว่ยโม่ ต่างก็รู้ดีว่าในอดีตเขาแข็งแกร่งเพียงใด ร่างกายของเขาสูงใหญ่กว่านี้มาก นี่เขาเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงขึ้นแล้วงั้นรึ?

“ทำไมเขาถึงไปยืนอยู่ฝั่งเดียวกับสัตว์ประหลาดในภูเขาลึกได้ล่ะ?” เด็กหนุ่มจากเมืองฉีเสียคนหนึ่งทนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ กระซิบถามผู้อาวุโสข้างกาย

ชายชรากระซิบตอบ “เมื่อหาทางไปต่อไม่ได้ หมดหวัง ก็เลยเดินเข้าสู่ความมืดมิดยามราตรีไร้ขอบเขต เพราะงั้นแหละ สิ่งมีชีวิตระดับสูง หรือพวกสัตว์ประหลาดลึกลับในป่าใหญ่ บางตัวก็ไม่ใช่สัตว์ประหลาดหรอกนะ เมื่อก่อนพวกมันก็เคยเป็นคนมาก่อน!”

เมื่อฉินหมิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถึงกับเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง

“นั่งคุยกันเถอะ” หลิงซวี เจ้าเมืองฉีเสียเอ่ยขึ้น พร้อมกับผายมือเชิญ

สิ่งมีชีวิตสี่ตนในสี่รูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่งลงบนพื้นหิมะ และเริ่มการเจรจาครั้งสุดท้าย

ทว่า ผู้คนกลับพบว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของทั้งสี่เลย

นั่นคือการเจรจาลับระดับสูง ย่อมไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาได้ยินอยู่แล้ว การยอมให้พวกเขายืนดูอยู่ห่างๆ ก็ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้มากพอแล้ว

เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศในการเจรจาไม่ได้ราบรื่นนัก มีแสงสีแดงและหมอกสีขาวพวยพุ่ง เสื้อผ้า ชุดเกราะ และขนของทั้งสี่ฝ่ายสั่นไหวอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างแผ่รังสีคุกคามน่าสะพรึงกลัวใส่กัน

ถึงขั้นที่ทุกคนเห็นว่า แมวลายสลิดตัวใหญ่ชักดาบยาวออกมา แสงสีแดงสาดส่องไปทั่ว เจิดจ้าเสียจนแสบตา ราวกับดวงอาทิตย์สีแดงกำลังจะโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน

ส่วนพังพอนเฒ่าสีขาวปลอดก็ดูเหมือนจะโกรธจัดจนไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป มือข้างหนึ่งนับลูกประคำ ส่วนอีกข้างก็ตบพื้นหิมะเพื่อระบายความไม่พอใจ

พริบตาเดียว ทุกคนก็พากันหวาดผวา เพราะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน หิมะบนพื้นจำนวนมหาศาลถูกแรงสั่นสะเทือนสาดกระเซ็นขึ้นไปในอากาศ

หลายคนเห็นชัดเลยว่า มันแค่ตบเบาๆ เท่านั้น ไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ

แต่นั่นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดหนักขึ้นไปอีก

แถมสัตว์ประหลาดในป่าทึบยังพากันส่งเสียงคำรามขานรับ ทำให้สิ่งมีชีวิตระดับสูงที่น่าเกรงขามอีกหลายตัวในภูเขาใหญ่เผยโฉมออกมา

บางตัวก็ยืนอยู่บนภูเขามองดูด้วยสายตาเย็นชา บางตัวก็กระพือปีกบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อมองลงมา

ในจำนวนนั้นมีแมลงตัวหนึ่งที่พิเศษมาก เพราะมันสว่างไสวเจิดจ้าจนส่องสว่างไปทั่วภูเขาหลายลูกบริเวณนั้น และมันก็มาถึงริมเขตแดนของภูเขาใหญ่แล้วด้วย

“แมลงจันทรา!” หลายคนร้องอุทาน

ทว่า นอกภูเขาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ก็มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดเช่นกัน นกสีเขียวอมฟ้าตัวใหญ่เปล่งประกายแสงสีรุ้ง แบกคนๆ หนึ่งที่สวมชุดขนนกปลิวไสว เขายืนอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองแมลงจันทรา แผ่กลิ่นอายลึกลับและหลุดพ้นจากโลกโลกีย์ ต้านทานรังสีคุกคามน่าสะพรึงกลัวที่แมลงจันทราแผ่ออกมาได้ในชั่วพริบตา

พอฉินหมิงมองไปที่ร่างบนหลังนกยักษ์สีเขียว เขาก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด ไม่ใช่เพราะคนๆ นั้นหรอกนะ แต่เป็นเพราะชุดขนนกตัวโคร่งนั่นต่างหาก มันเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ ผ่าจิตใต้สำนึกที่ฝุ่นเกาะของเขาให้เปิดออก ทำให้เขาเห็นภาพบางอย่างในพริบตา และได้รู้ถึงอดีตนองเลือดในปีที่เขาอายุสิบสี่!

จบบทที่ บทที่ 27 การเผชิญหน้าของผู้นำระดับสูง

คัดลอกลิงก์แล้ว