- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 24 คดีใหญ่
บทที่ 24 คดีใหญ่
บทที่ 24 คดีใหญ่
บทที่ 24 คดีใหญ่
ภายใต้ราตรีมืดสลัว ภูเขาสูงตระหง่านตั้งตระหง่านเรียงราย หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วป่า นกประหลาดบินโฉบวนเวียนอยู่ในระดับต่ำ เสียงร้องของสัตว์ป่าดังแว่วมาเป็นระยะ
ฉินหมิงปล่อยให้เกล็ดหิมะเย็นเยียบร่วงหล่นลงบนปลายผม ในใจรู้สึกอิ่มเอมเป็นอย่างยิ่ง แม้การเข้าป่าในวันนี้จะอันตรายสุดขีด แต่ผลเก็บเกี่ยวที่ได้กลับเกินความคาดหมายไปมาก
‘เสบียง’ สำหรับการผลัดกายรอบสองของเขามีเพียงพอแล้ว นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ฉินหมิงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ทอดสายตามองป่าที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของเลือด เดิมทีเขาไม่อยากทำแบบนี้เลย แต่อีกฝ่ายบีบบังคับจนเขาไม่มีทางเลือกอื่น
ในเมื่ออีกฝ่ายมอบของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ เขาก็ต้องฝังศพพวกมันให้ดี คนตายไปแล้วก็ควรได้พักผ่อนอย่างสงบ ตายแล้วจะมาใส่ชุดเกราะเหล็กเย็นชืดอยู่ทำไม
เขาถอดชุดเกราะสีดำขลับออก ถือโอกาสค้นตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบ จากนั้นก็ลากศพเข้าไปในส่วนลึกของป่าทึบ เดี๋ยวก็มีสัตว์ป่ามาจัดการส่งวิญญาณให้พวกมันเองแหละ
“ดาบดีจริงๆ!” ฉินหมิงลูบไล้ดาบที่ส่องประกายวาววับดุจผืนน้ำใส ลองแกว่งมันเบาๆ ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน ประกายดาบเจิดจ้าก็สว่างวาบพาดผ่านอากาศ
แต่น่าเสียดายที่เขาเอาออกจากป่าไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเสียดายมาก
ดาบเล่มนี้ยอดเยี่ยมกว่าดาบยาวของฟู่เอินเทาหลายขุมนัก หลังจากที่เขาใช้ดาบเล่มนั้นฟันงูโลหิต ใบดาบก็เต็มไปด้วยรอยบิ่น แต่หลังจากที่ชายหน้าคล้ำใช้ดาบเล่มนี้สังหารงูโลหิตไป ดาบก็ยังคมกริบและเงางามเหมือนกระจก
ฉินหมิงรีบทำความสะอาดสมรภูมิอย่างรวดเร็ว ศพไหนควรให้สัตว์กินก็ให้กิน ศพไหนควรฝังก็ฝัง คนกลุ่มนี้มาจากเมืองฉีเสีย ต้องจัดการเก็บกวาดร่องรอยให้เกลี้ยง
ไม่ว่าจะเป็นดาบเล่มนั้น หรือชุดเกราะสีดำของเจ้าของดาบ ล้วนเป็นอาวุธและชุดเกราะที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา แต่เขาก็จำต้องทิ้งมันไว้ในภูเขาใหญ่อยู่ดี
“เอาไว้ตอนจำเป็นต้องใช้ค่อยมาขุดก็แล้วกัน”
เห็นได้ชัดว่า อาวุธที่พวกฟู่เอินเทาและเฝิงอี้อันทิ้งไว้สามารถคัดทิ้งได้เลย เพราะมันได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการต่อสู้กับงูโลหิตในครั้งนี้
คนพวกนี้มีเงินราตรีติดตัวกันทุกคน ส่วนชายที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นมีทองทิวาติดตัวถึงสิบสามเหรียญ
“จริงอย่างที่เขาว่า คนเรานั้นหากไม่หาเงินในทางมิชอบก็ไม่มีทางรวย ม้าหากไม่กินหญ้าเพิ่มในตอนกลางคืนก็มีทางไม่อ้วนพี” ฉินหมิงทอดถอนใจ แต่ทองทิวาพวกนี้เปื้อนเลือด เขาไม่อยากจะเข้าไปพัวพันด้วยเท่าไหร่นัก
น่าเสียดายที่สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดอย่างวิชาสมาธิ หรือเคล็ดวิชาพลังปราณ กลับไม่มีเลย แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็เข้าใจได้ ใครจะพกคัมภีร์วิชาลับติดตัวมาเสี่ยงอันตรายในป่ากันล่ะ?
ฉินหมิงเดินทางกลับ ระหว่างทางเขาล่ากระทิงป่าตัวใหญ่มาได้ตัวหนึ่ง หลังจากควักเครื่องในของมันออกจนหมด เขาก็ยัดงูโลหิตเข้าไปในท้องแล้วเย็บปิด
ตลอดทางไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ เกิดขึ้น เขากลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย
"พวกฟู่เอินเทา เฝิงอี้อัน ตายไปตั้งสองวันแล้ว ทำไมเรื่องยังไม่แดงขึ้นมาอีกล่ะ?" ฉินหมิงเดาว่าคงใกล้จะแดงแล้วล่ะ
ก็แหม พวกหน่วยลาดตระเวนที่ตั้งใจจะไปจัดการงูโลหิตนั่น เคยส่งคนไปสอดแนมที่ฐานของฟู่เอินเทา แล้วก็พบว่ากระท่อมไม้หลายหลังหายวับไปแล้วนี่นา
อันที่จริง วันรุ่งขึ้นหลังจากที่พวกฟู่เอินเทาและเฝิงอี้อันหายตัวไป ก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติแล้ว เพราะน้ำยาเร่งการเจริญเติบโตสำหรับต้นจันทราทมิฬในบ่อน้ำพุเพลิงถูกผสมเตรียมไว้เสร็จสรรพแล้ว แต่พอถึงเวลา คนรับผิดชอบของหน่วยลาดตระเวนกลับไม่มารับไป
เมื่อฟู่เอินเทาไม่ปรากฏตัวติดต่อกันสองวัน และพวกเฝิงอี้อันกับเส้าเฉิงเฟิงก็ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ที่เมืองอิ๋นเถิง ผู้ที่เกี่ยวข้องก็เริ่มตระหนักแล้วว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้น
หลังจากฉินหมิงกินข้าวกลางวันเสร็จ เขาก็เริ่มฝึกเพลงดาบอย่างตั้งใจ
เขายืนร่ายรำค้อนเหล็กนิลด้ามยาวอยู่ในลานบ้าน ค่อยๆ พัดพาเกล็ดหิมะให้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ก่อให้เกิดเป็นภาพพายุหิมะขนาดย่อม ค้อนยักษ์แหวกอากาศจนเกิดเสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง
จนกระทั่งร่างกายของเขาร้อนผ่าว ตวัดค้อนฟาดฟันด้วยกระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุด ทำเอาพายุหิมะแตกกระจายเต็มท้องฟ้า เขาถึงได้หยุดค้อน ยืนเหงื่อท่วมตัวอยู่ในลานบ้าน รู้สึกโล่งสบายเป็นอย่างยิ่ง
ฉินหมิงเกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับกระบวนท่าต่อสู้ที่บันทึกไว้ในตำราดาบ เขายืนนิ่งอยู่กับที่นานมาก พยายามจดจำความรู้สึกเหล่านั้นและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
จากนั้น เขาก็เริ่มศึกษา ‘ซ่อนประกายกลืนธุลี’ อีกครั้ง จินตนาการถึงความว่างเปล่า ปกปิดพลังชีวิตให้ดูหมองหม่น เมื่อฝึกฝนลึกลงไป เขาก็ยิ่งเข้าใจมันมากขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงปลายราตรีตื้น สวี่เยว่ผิงกลับมาจากข้างนอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสุดๆ จากนั้นก็เรียกตัวผู้ผลัดกายทุกคนในหมู่บ้านไปรวมตัวกัน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วล่ะ!” คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำของเขา ทำให้ทุกคนถึงกับเครียดขึ้นมาทันที
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” มีคนเอ่ยถาม
“พวกเฝิงอี้อัน เส้าเฉิงเฟิง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า... จะถูกสัตว์ประหลาดในภูเขากวาดล้างไปหมดแล้ว พรืด!” พอพูดจบประโยค สวี่เยว่ผิงก็กลั้นขำไม่อยู่ หลุดหัวเราะพรืดออกมา
แต่ไม่นานเขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ เพราะเรื่องแบบนี้จะแสดงออกชัดเจนเกินไปไม่ได้ ขืนมีข่าวหลุดออกไปอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองได้
แต่ถึงอย่างนั้น หางคิ้วและหางตาของเขาก็ยังคงเบิกบาน แม้แต่ท่าทางตอนชงชามดดำก็ยังดูผ่อนคลายขึ้นเยอะ
“จริงหรือหลอกเนี่ย?” หยางหย่งชิงลุกพรวดขึ้นมา เรื่องนี้นับเป็นเหตุการณ์ใหญ่จริงๆ
สวี่เยว่ผิงพยักหน้า พลางกล่าวว่า “พวกมันหายตัวไปสองวันแล้ว คาดว่าคงซี้แหงแก๋ไปแล้วล่ะ”
ตาเฒ่าหลิวอายุมากแล้ว ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน พูดโพล่งออกมาเลย: "โอย ภูเขาใหญ่นี่มันน่ากลัวจริงๆ ไอ้พวกหมาอย่างเฝิงอี้อัน เส้าเฉิงเฟิง ตายกันเรียบเลยรึ? แบบนี้ปีศาจภูเขาตัวนั้นคงได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าแห่งภูเขาแล้วมั้ง!"
“ลุงสวี่รู้เรื่องนี้มาได้อย่างไรขอรับ?” ฉินหมิงเอ่ยถาม ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ เขาจะแสดงท่าทีนิ่งเฉยเกินไปไม่ได้ แถมเขาก็อยากรู้สถานการณ์ล่าสุดด้วยจริงๆ
สวี่เยว่ผิงตอบว่า “เมื่อกี้นี้เอง คนลาดตระเวนกลุ่มใหญ่ตั้งหลายสิบคน แห่กันบุกเข้าไปในหมู่บ้านชิงซาง เพื่อตามหาสวีคง ญาติห่างๆ ของไอ้หนุ่มขี้โรค”
“ทำไมต้องไปหาเขาด้วยล่ะ?”
“ก็เพราะครั้งนี้มีแค่หมู่บ้านชิงซางที่เดียวไงล่ะที่ไม่ได้ปลูกจันทราทมิฬ แถมหนึ่งวันก่อนที่จะเกิดเรื่อง พวกเฝิงอี้อันก็เพิ่งจะไปหาสวีคงที่นั่นมาด้วย”
เมื่อฉินหมิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถึงกับเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
ที่หมู่บ้านชิงซาง สวีคงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย? อยู่ดีๆ ทำไมเขาถึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยไปได้ล่ะ?
ในวันนั้น พวกเฝิงอี้อันมาเยือนถึงบ้านอย่างสุภาพอ่อนน้อม ต่อให้ ให้ความกล้าพวกมันเพิ่มอีกสองเท่า พวกมันก็ไม่กล้ามาข่มขู่เขาหรอก ระหว่างพวกเขาก็ไม่มีทางมีความแค้นฝังลึกอะไรกันได้ เพราะอยู่กันคนละระดับเลย
ทว่าตอนนี้ หน่วยลาดตระเวนกลับยกขบวนกันมาใหญ่โต ล้วนสวมชุดเกราะเต็มยศและง้างธนูเตรียมพร้อม
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมียอดฝีมืออีกหลายคนมาด้วยตัวเอง นำคนลาดตระเวนหกเจ็ดสิบคนมาล้อมที่นี่ไว้
ในขณะเดียวกัน หน่วยลาดตระเวนกลุ่มที่เคยบุกป่าไผ่โลหิตก็ถูกเพ่งเล็งเช่นกัน หลิวหวยซานผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ถึงกับถูกหัวหน้าระดับเดียวกันหลายคนล้อมกรอบเอาไว้
“ทุกคน พวกเจ้าจะทำอะไรกัน? ถึงแม้ข้าจะทนพฤติกรรมของพวกฟู่เอินเทาไม่ได้ แต่ข้าก็ไม่มีทางไปฆ่าล้างโคตรพวกมันจนต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงตายแบบนั้นหรอกนะ” หลิวหวยซานรีบละล่ำละลักอธิบาย
มีคนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “งั้นเจ้าลองอธิบายมาสิ ว่าทำไมกลุ่มของเจ้าถึงมีคนหายไปหลายคน แถมช่วงนี้พวกเจ้ายังเบิกชุดเกราะไปเพิ่มอีกสิบสองชุด แล้วยังซื้อยาพิษไปตั้งเยอะแยะอีก เจ้ายังจะไม่ยอมรับอีกรึ?”
“ข้า... ข้าถูกปรักปรำชัดๆ!” หลิวหวยซานร้อนใจจนเหงื่อแตกพลั่ก รีบอธิบายว่า “ที่พวกเราเบิกชุดเกราะและซื้อยาสมุนไพร ก็เพื่อจะไปล่าสิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิเศษในป่าไผ่โลหิตต่างหากล่ะ”
ชายชราคนหนึ่งตวาดลั่น “นั่นแหละใช่เลย ป่าไผ่โลหิตอยู่ในเขตรับผิดชอบของฟู่เอินเทา กลุ่มของพวกเขาก็หมายตางูโลหิตมาตลอด ส่วนพวกเจ้าล้ำเส้นข้ามถิ่นไป ย่อมต้องเกิดการปะทะกันจนเลือดตกยางออกแน่ๆ และยังมีความเป็นไปได้ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ ในจังหวะที่พวกเขาต่อสู้กับงูโลหิตจนบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย พวกเจ้าก็ลอบโจมตีและฆ่าพวกเขาทิ้ง ใช่หรือไม่?!”
“ข้า...” หลิวหวยซานแทบจะกระอักเลือด พอฟังที่ตัวเองเล่า เขาก็รู้สึกว่าเหตุการณ์ต่างๆ มันช่างสอดคล้องกันพอดีเป๊ะ ดูมีเหตุมีผลซะจนน่าขนลุก
“เถียงไม่ออกแล้วล่ะสิ?!”
หลิวหวยซานรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน แล้วรีบอธิบายเสียงดัง “ผู้อาวุโส อย่าเพิ่งลงมือนะ สหายทุกท่านโปรดฟังข้าก่อน พวกเราไม่ได้ลงมือก่อคดีนองเลือดนี้จริงๆ แต่ข้าคิดว่าข้าพอจะรู้แล้วล่ะว่าใครเป็นคนลงมือ พวกเราเคยเห็นชายหน้าคล้ำคนหนึ่ง ถือดาบยาวบุกเข้าไปฟันงูโลหิตตัวคนเดียว ในช่วงสองวันนี้ ในบริเวณนั้นก็น่าจะมีแค่เขาคนเดียวนั่นแหละที่มีฝีมือระดับนั้น...”
จากนั้น เขาก็เสริมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเราสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า เขามีรังสีอำมหิตต่อคนลาดตระเวนอย่างพวกเรามาก เขาเคยถือดาบเดินเข้ามาหาพวกเรา เหมือนตั้งใจจะฆ่าพวกเราให้ตาย!”
“จับพวกมันไปให้หมด เอาไปสอบสวนให้ละเอียด!” ชายชราคนหนึ่งสั่งการด้วยใบหน้าถมึงทึง
ยอดฝีมือรุ่นอาวุโสหลายคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด หลายปีมานี้ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายแรงขนาดนี้มาก่อนเลย หน่วยลาดตระเวนทั้งกลุ่มถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น หากเป็นฝีมือมนุษย์ นี่ก็ถือเป็นคดีใหญ่ระดับชาติเลยทีเดียว
หน่วยลาดตระเวนทุกกลุ่มในบริเวณนี้ถูกระดมพล ต่างก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่
หน่วยลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งมาที่หมู่บ้านซวงซู่ ไม่เพียงแต่จะเรียกสวี่เยว่ผิง, ฉินหมิง และผู้ผลัดกายคนอื่นๆ ไปสอบปากคำเท่านั้น แต่ยังไปดักพวกคนว่างงานในหมู่บ้านไว้ด้วย
“ที่นี่มีใครมีเรื่องบาดหมางกับหน่วยลาดตระเวนบ้างไหม อย่างเช่น ผู้ผลัดกายในหมู่บ้านของพวกเจ้า เคยมีเรื่องบาดหมางกับพวกเฝิงอี้อันหรือเส้าเฉิงเฟิงบ้างรึเปล่า?”
คนลาดตระเวนคนหนึ่งเอ่ยถามกลุ่มคนว่างงานด้วยน้ำเสียงดุดัน ซึ่งในจำนวนนั้นก็มี หม่าหยาง, หวังยั่วผิง และ หูหย่ง สามอันธพาลที่เคยคิดจะดักปล้นฉินหมิงตอนที่เขาเพิ่งหายป่วยใหม่ๆ ด้วย
“พวกเจ้ามองอะไรฮะ ข้าถามก็ให้ตอบมาตามตรง!” คนลาดตระเวนตวาดใส่พวกเขาอย่างไม่สบอารมณ์
“ลุงสวี่แกเป็นคนใจดีมาตลอด ส่วนตาเฒ่าหลิวก็แก่จนเดินแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว...” หม่าหยางตอบ
ตาเฒ่าหลิวที่ยืนอยู่ไกลๆ ได้ยินประโยคนี้เข้าก็โกรธจนหนวดกระดิก แทบอยากจะถลกแขนเสื้อเดินเข้าไปซัดหน้ามันสักหมัด
“ส่วนฉินหมิง... ถึงพี่ฉินจะเคยอัดพวกเรา แต่เราก็ใส่ร้ายเขาไม่ได้หรอก เขาเป็นไปไม่ได้ที่สุดแล้ว เพิ่งผลัดกายได้ไม่นาน แถมยังเป็นคนใจดีมีเมตตาสุดๆ ของป่าที่ล่ามาได้ก็เอามาแบ่งชาวบ้านตั้งเยอะ แถมยังไม่ถือสาหาความ แบ่งเนื้อให้พวกเรากินด้วยซ้ำ”
หม่าหยาง, หวังยั่วผิง และ หูหย่ง ผลัดกันตอบ พวกเขาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้ผลัดกายในหมู่บ้านล้วนเป็นคนดี ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือขัดแย้งกับใครเลย
กลุ่มคนลาดตระเวนหันหลังเดินจากไปโดยไม่ได้อยู่นานนัก กลุ่มของพวกเขาก็แค่มาทำตามหน้าที่เท่านั้น ยังต้องรีบเดินทางไปสอบสวนหมู่บ้านต่อไปอีก
คืนนั้น หลิวหวยซานและลูกน้องที่รอดชีวิต แม้จะวาดรูปไม่เก่ง แต่ก็ต้องกัดฟันทนวาด ร่างแล้วลบ ลบแล้ววาดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็สามารถวาดภาพท่วงท่าอันองอาจของหวังเหนียนจู๋ตอนที่ถือดาบฟันงูโลหิตออกมาได้
ภาพวาดของหวังเหนียนจู๋เป็นปึกๆ ถูกส่งออกไปในทันที และถูกแจกจ่ายไปยังเมืองต่างๆ อย่างรวดเร็ว
.…..
ตกดึก ฉินหมิงและสวี่เยว่ผิงนั่งจิบเหล้าเก่าเก็บที่ตาเฒ่าหลิวรื้อออกมาจากใต้เตียงอย่างสบายอารมณ์ ทั้งสามคนนั่งจิบเหล้าพูดคุยกันด้วยความเบิกบานใจ
“เฮ้อ คราวก่อนเสี่ยวฉินยังแช่งชักหักกระดูก ยกเรื่อง ‘ไม่คาดฝัน’ มาพูดตั้งเยอะแยะ ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นจริง พวกมันโดนสัตว์ประหลาดลากไปกินจริงๆ ด้วย!”
สวี่เยว่ผิงอารมณ์ดีสุดๆ เหล้าไม่เมาแต่คนดันเมาซะเอง ดื่มไปแค่ไม่กี่จอกก็เริ่มมึนๆ แล้ว
“ข้าบอกแล้วไง ว่าสวรรค์คงทนดูพวกมันทำชั่วต่อไปไม่ไหว ไม่ช้าก็เร็วต้องโดนดีเข้าสักวัน” ฉินหมิงพูดหน้าตาย ไม่มีความละอายใจเลยสักนิด เอาตัวเองไปเปรียบเป็นสวรรค์ซะงั้น
ตอนนี้เขาอารมณ์ดีมาก เพราะกำลังเตรียมตัวจะผลัดกายรอบสอง แถมยังรู้สึกว่ารสชาติของเหล้าหมักเก่าๆ นี่ก็อร่อยไม่เบาเลย
ตาเฒ่าหลิวบ่นอย่างเสียดาย “โอย นี่มันเหล้าเก่าเก็บที่ข้าสะสมมาตั้งสิบปีเชียวนะ มีอยู่ไหเดียวด้วย ตั้งแต่นี้ไปบ้านข้าก็ไม่มีเหล้าเหลือแม้แต่หยดเดียวแล้ว”
“ลุงหลิว ไม่ต้องเสียดายไปหรอก วันหลังข้าจะซื้อเหล้ามาฝากท่านสักสิบไหเลย มาคุยเรื่องผลัดกายรอบสองกันต่อเถอะ ช่วงนี้ข้าเริ่มมีความรู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว เหมือนร่างกายมันร้อนๆ ชอบกล”
“ให้ตายเถอะ... นี่เอ็งเป็นสัตว์ประหลาดรึไง?!”
.…..
กลางดึก ฉินหมิงนำงูโลหิตทั้งหมดออกมาวางไว้ในบ้าน
บาดแผลบนตัวงูยักษ์ตัวที่สองนั้นลึกมาก ฉินหมิงประเมินว่า นอกจากดาบของชายหน้าคล้ำจะคมกริบแล้ว ฝีมือของเขาก็ต้องร้ายกาจมากเช่นกัน พละกำลังอาจจะเหนือกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ
บวกกับความเร็วที่เหนือกว่าของอีกฝ่าย หากต้องมาเผชิญหน้ากันและต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งล่ะก็ เขาอาจจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆ ก็ได้
ในใจของฉินหมิงเริ่มเกิดความกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว ตอนนี้ในภูเขาใหญ่มีปีศาจร้ายโผล่มาเพ่นพ่านเต็มไปหมด มันเริ่มอันตรายขึ้นเรื่อยๆแล้วจริงๆ
แต่พอเขานึกขึ้นได้ว่า ชายหน้าตาหมองคล้ำคนนั้นผ่านการผลัดกายครั้งที่สองมาแล้ว เขาก็กลับมาสงบใจได้อีกครั้ง ตอนนี้สองแขนของเขามีพละกำลังถึงพันชั่ง(500 กิโลกรัม) หากเขาผลัดกายรอบสองสำเร็จ ก็จะสามารถยกของหนักได้ถึงสองพันชั่ง(1000 กิโลกรัม) ซึ่งเหนือกว่าสถิติของผู้มีพรสวรรค์ในเมืองฉีเสียไปไกลโขเลย
อย่างน้อยๆ ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ เมืองฉีเสียก็ไม่เคยมีบันทึกเรื่องราวที่น่าตื่นตะลึงเช่นนี้มาก่อน
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าก็ควรจะผลัดกายรอบสองสักที...”