เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ป่าไผ่โลหิต

บทที่ 21 ป่าไผ่โลหิต

บทที่ 21 ป่าไผ่โลหิต


บทที่ 21 ป่าไผ่โลหิต

ท่ามกลางราตรีมืดสลัว ภูเขาสูงตระหง่านเรียงรายเป็นทิวแถว ป่าสน ป่าเจินจื่อ(ฮาเซลนัท) และป่าป๋ายฮว่า(เบิร์ช)ขึ้นกันเป็นหย่อมๆ แม้จะเป็นพันธุ์ไม้ที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ล้วนผลัดใบไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงกิ่งก้านสาขาที่เปล่าเปลือยรองรับเกล็ดหิมะสีขาวโพลนเอาไว้

ฉินหมิงย่ำเท้าลงบนกองหิมะหนาเตอะ หลังจากข้ามภูเขามาหลายลูก เขาก็เข้าใกล้ป่าไผ่โลหิตแล้ว

เขาไม่เคยย่างกรายเข้ามาในดินแดนแถบนี้มาก่อน ที่นี่ไม่นับว่าเป็นเขตแดนรอบนอกของภูเขาใหญ่อีกต่อไป

ตลอดทางมีสัตว์ป่านานาชนิดโผล่มาให้เห็น เสียงนกประหลาดร้องดังขึ้นเป็นระยะ ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่ นอกจากเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวแล้ว เสียงอื่นๆ กลับเงียบหายไปจนหมดสิ้น

ฉินหมิงตระหนักได้ทันทีว่าป่าไผ่โลหิตแห่งนี้อันตรายเพียงใด สัตว์ทุกชนิดในภูเขาล้วนเดินอ้อมหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาในบริเวณนี้

นี่ขนาดเป็นฤดูหนาวแสนโหดร้ายที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนนะ หากถึงช่วงที่บ่อน้ำพุเพลิงกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ แล้วพวกงูโลหิตเริ่มออกมาหาอาหาร บริเวณโดยรอบนี้คงจะเงียบสงัดยิ่งกว่านี้เป็นแน่

“ทิวทัศน์สวยดีแฮะ” ฉินหมิงยืนอยู่หน้าหุบเขา ทอดสายตามองเข้าไปด้านใน

ป่าไผ่โลหิตอยู่กลางหุบเขานั่นแหละ ถึงท้องฟ้าจะค่อนข้างมืด แต่ก็ยังพอมองเห็นดงไผ่ที่ยืนต้นตระหง่านท้าพายุหิมะ สีแดงอมส้มของมันตัดกับหิมะสีขาว ดูงดงามไร้ที่ติ

ภายในหุบเขาเต็มไปด้วยต้นไผ่โลหิต งดงามยิ่งนัก พืชชนิดนี้ตั้งแต่ลำต้นยันใบ ล้วนมีสีแดงใสราวกับปะการังแดงที่เติบโตขึ้นเป็นป่าทึบกลางดงหิมะ

“นี่มันที่พักชั้นดีชัดๆ” ฉินหมิงอุทานด้วยความชื่นชม

ปกติแล้วคงไม่มีใครกล้ามาเดินเล่นชมวิวแถวนี้หรอก ชื่อเสียงดุร้ายของงูโลหิตนั้นเป็นที่เลื่องลือ แม้แต่คนของหน่วยลาดตระเวนก็ยังหวาดผวา

ในหุบเขามองไม่เห็นแสงจากบ่อน้ำพุเพลิงเลย ดูเหมือนว่ามันจะดับสนิทไปแล้วจริงๆ

ทว่า ฉินหมิงกลับไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปในหุบเขาแม้แต่ก้าวเดียว เขาเชื่อว่าใต้ดินที่กลายเป็นน้ำแข็งน่าจะยังมี "เถ้าถ่าน" หลงเหลืออยู่ บ่อน้ำพุเพลิงที่นี่อาจจะยังไม่ดับสนิทซะทีเดียว

เขาเดินอ้อมไปรอบๆ เพื่อสำรวจภูมิประเทศบริเวณนั้น ปีนขึ้นไปบนเนินเขาสูง แล้วมองลงมายังเบื้องล่าง และก็เป็นไปตามคาด บริเวณใจกลางหุบเขายังคงมี ‘แสงสีแดง’ หลงเหลืออยู่อ่อนๆ

ฉินหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันหลังเดินออกจากดินแดนเงียบสงัดแห่งนี้ ไปยังบริเวณที่มีนกประหลาดและสัตว์ป่าชุกชุม จับกระต่ายหิมะมาได้ตัวหนึ่ง

“ขอโทษนะ” เขาหิ้วกระต่ายหิมะตัวอ้วนพี เดินกลับมาที่บริเวณป่าไผ่โลหิตอีกครั้ง ยืนอยู่บนเนินเขาสูงแล้วออกแรงขว้างกระต่ายหิมะไปยัง ‘แสงสีแดง’ บริเวณใจกลางหุบเขา

ตุ้บ! กระต่ายตัวเขื่องตกลงไปบนกองหิมะหนาเตอะ ทำให้เกล็ดหิมะกระจายว่อน จุดที่มันตกลงไปนั้นอยู่ไม่ไกลจากเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ของบ่อน้ำพุเพลิงนัก

แทบจะในเวลาเดียวกัน เส้นสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมา พุ่งผ่านกองหิมะด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ตรงดิ่งไปยังกระต่ายตัวนั้น และแทงทะลุร่างของมันในชั่วพริบตา

ฉินหมิงเพ่งสมาธิจดจ่อ ร่างกายปรากฏระลอกคลื่นสีทองคำระยิบระยับ ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปยังบริเวณใจกลางหุบเขาที่อยู่ไม่ไกลนัก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นั่นคืองูโลหิต ลำตัวของมันยาวเพียงสามฉื่อ(1 เมตร)นิดๆ ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สามารถกระโดดลอยตัวได้ชั่วขณะ และพุ่งทะลุเป้าหมายได้ราวกับลูกศรเหล็ก ตามที่เล่าลือกันมาจริงๆ

“เป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายจริงๆ นี่ขนาดตัวเล็กนะ ถ้ามีตัวใหญ่ยาวหลายเมตรโผล่มา คงรับมือยากแน่” ฉินหมิงขมวดคิ้ว

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บขนาดนี้ งูโลหิตกลับยังคงปราดเปรียว สามารถพุ่งทะยานท่ามกลางหิมะและน้ำแข็งได้ชั่วคราว นี่แหละคือสิ่งที่รับมือยากที่สุด

จากนั้น เขาก็เห็นเส้นสีแดงอีกหลายสายโผล่ออกมาจาก ‘แสงสีแดง’ นั้น ล้วนมีความยาวเพียงไม่กี่ฉื่อ(หลักสิบเซนติเมตร) ครั้งนี้พวกมันไม่ได้พุ่งทะยานเหมือนลูกศรเหล็ก แต่เลื้อยไปตามพื้นหิมะจนถึงตัวกระต่ายหิมะ แล้วใช้หัวที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าทิ่มแทงเข้าไปในร่างของกระต่าย

งูที่มีพลังวิเศษชนิดนี้ไม่อาจใช้สามัญสำนึกทั่วไปมาตัดสินได้ พวกมันไม่ได้หวาดกลัวต่อสภาพอากาศที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยหิมะอย่างที่คิด อีกทั้งไม่อาจถูกแช่แข็งได้ในระยะเวลาสั้นๆ

“นี่ข้ากำลังเอาของบำรุงหน้าหนาวมาให้พวกเจ้าเหรอเนี่ย ถือเป็นมื้อพิเศษสินะ?” ฉินหมิงมองเข้าไปในป่าไผ่โลหิต เห็นชัดเจนเลยว่างูพวกนั้นกำลังดูดกินเลือดอุ่นๆของกระต่ายหิมะอยู่

การที่งูชนิดนี้ได้ชื่อว่า ‘โลหิต’ คงเกี่ยวข้องกับวิธีการกินอาหารของพวกมันด้วย พวกมันไม่ได้กลืนเหยื่อลงไปทั้งตัวเหมือนงูทั่วไป

พวกมันกินอาหารได้รวดเร็วมาก อาจจะเป็นเพราะไม่อยากอยู่ในดงหิมะนานเกินไป ไม่นานนักพวกมันก็เลื้อยกลับไปยังบริเวณบ่อน้ำพุเพลิงที่ใกล้จะมอดดับ

“หืม?” ฉินหมิงพบว่ามีงูสองตัวที่ยังไม่ยอมเลื้อยกลับรังทันที แต่กลับเลื้อยไปมาอย่างรวดเร็วในป่าไผ่โลหิต ราวกับกำลังตามหาอะไรบางอย่าง

ขณะเดียวกัน เขาก็สังเกตเห็นว่า ตรงบริเวณ "แสงสีแดงอ่อนๆ" นั่น มีหัวงูขนาดใหญ่โผล่ออกมา แลบลิ้นสีแดงสดแผล็บๆ เหมือนกำลังจับสัมผัสอะไรบางอย่าง

“รับมือยากแฮะ” ฉินหมิงดูออกว่า สิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิเศษอันตรายถึงชีวิตชนิดนี้แข็งแกร่งมาก แถมยังระแวดระวังตัวสูง รับมือยากกว่าสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆ เยอะเลย

เขาครุ่นคิดว่า จะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งได้หรือไม่ เช่น เอาเนื้ออาบยาพิษไปให้พวกมันกิน แต่เมื่อเห็นว่าเจ้างูยักษ์ตัวนั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะออกมากินอาหารเลย ซ้ำยังมีงูตัวเล็กออกมาลองลิ้มชิมรสก่อนแบบนี้ เขาคิดว่าวิธีนี้คงไม่ได้ผลเป็นแน่

ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า หลังจากงูตัวเล็กยาวสามสี่ฉื่อ(ราว 1 เมตร)สองตัวนั้นเลื้อยตรวจตราไปทั่วบริเวณป่าไผ่โลหิตแล้ว ความเร็วของพวกมันก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พอสิ้นสุดการลาดตระเวน พวกมันก็มุดกลับเข้าไปในรังที่มี ‘แสงสีแดง’

“สภาพอากาศที่หนาวจัดยังคงส่งผลกระทบต่อพวกมันอยู่มาก นี่ถือเป็นข่าวดีเลยล่ะ” เขาเดินลงจากเนินเขา แล้วเดินกลับไปตามเส้นทางเดิม

เขาตั้งใจจะขนอาวุธและชุดเกราะต่างๆ มาไว้ที่นี่ หากต้องเข้าไปในป่าไผ่โลหิตลึกๆ เขาจำเป็นต้องสวมชุดเกราะของหน่วยลาดตระเวนทับกันสามสี่ชั้น เขาไม่อยากถูกงูโลหิตลอบโจมตีหรอกนะ หากถูกหัวงูที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าทิ่มแทงเข้าที่ผิวหนัง ต่อให้เป็นผู้ผลัดกายก็มีแต่ตายสถานเดียว

ไม่นานนัก เขาก็ขุดเอาทวนเหล็ก ชุดเกราะ และสิ่งของอื่นๆ ขนมาซ่อนไว้บริเวณใกล้ๆ กับป่าไผ่โลหิต

“เอาเข้าจริงๆ การใช้ดาบยาวคมกริบของฟู่เอินเทาเพื่อจัดการกับงูโลหิต น่าจะใช้ได้ดีกว่าค้อนด้ามยาวเหล็กนิลแฮะ”

แม้การใช้อาวุธหนักโจมตีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่จะทรงอานุภาพมาก สามารถทุบหัวให้แหลกได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่การเอามาทุบตีงูตัวเรียวเล็กแบบนี้ สู้ใช้ดาบยาวน่าจะเข้าท่ากว่า

ฉินหมิงขบคิดว่า บ่อน้ำพุเพลิงในป่าไผ่โลหิตจะดับสนิทเมื่อไหร่กันนะ ยิ่งปล่อยไว้นาน งูโลหิตก็จะยิ่งอ่อนแอลง แต่เวลาของเขาก็มีจำกัดแล้วเหมือนกัน เพราะการเจรจาครั้งสุดท้ายระหว่างพวกผู้นำระดับสูงกับสัตว์ประหลาดระดับสูงในภูเขาใหญ่จะเสร็จสิ้นภายในไม่กี่วันนี้แล้ว

“วันนี้แหวกหญ้าให้งูตื่นไปแล้ว ทำให้พวกมันระแวดระวังตัว ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีกว่า” ฉินหมิงล่าถอยกลับไป แม้เวลาจะกระชั้นชิด แต่ก็คงไม่ต่างอะไรกับวันพรุ่งนี้มากนัก

“ข้าน่าจะรับมือกับรังงูโลหิตพวกนี้ได้?” เขาครุ่นคิดไปตลอดทางขนาดพวกเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงที่อยากจะฮุบป่าไผ่โลหิต ยังถูกเขาฆ่าตายเรียบไปหมดแล้วเลย

เขาคิดว่าไม่ควรประมาท ต้องระมัดระวังให้มาก

ระหว่างทางกลับ เขาพบเห็นนกนักล่าขนาดใหญ่สามตัวกำลังวิ่งห้อตะบึงอยู่ในป่าด้วยความเร็วสูง บนหลังของพวกมันมีคนขี่อยู่ด้วย กำลังพุ่งตัดหน้าเขาเข้าไปในป่าทึบเบื้องหน้า

“คนจากสันเขาไก่ทองรึ?” ฉินหมิงแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เมื่อเห็นภาพนี้ก็พอจะเดาตัวตนของพวกเขาออก

นั่นคือไก่ป่ากลายพันธุ์สามตัว แต่ละตัวสูงกว่าคนเสียอีก แข็งแรงมาก สามารถแบกคนวิ่งฉิวไปในป่าเขาได้สบาย ในแถบนี้มีแค่ที่สันเขาไก่ทองเท่านั้นที่เพาะพันธุ์มันขึ้นมาได้

ฉินหมิงเคยได้ยินเรื่องราวของสันเขาไก่ทองมาบ้าง ที่นั่นมีบ่อน้ำพุเพลิงที่ใกล้จะแตะระดับสองอยู่ ในอดีตเคยมีกลุ่มโจรป่าอาศัย แต่สุดท้ายก็ถูกทางเมืองกวาดล้างและรับเข้าเป็นพวก

สาเหตุเป็นเพราะไก่ป่ากลายพันธุ์ที่พวกเขาเพาะพันธุ์ขึ้นมานั้นใช้งานได้ดีมาก บางครั้งคนของหน่วยลาดตระเวนยังต้องขอให้พวกทหารม้าไก่ทองไปช่วยสอดแนมสถานการณ์ในภูเขาใหญ่ให้เลย

“สันเขาไก่ทองอยู่ตั้งไกล แล้วคนพวกนั้นมาที่นี่ทำไมกัน?” เขามองดูไก่ป่าสามตัวที่กำลังวิ่งห่างออกไป หนึ่งในนั้นสวมชุดเกราะอย่างดี ดูไม่เหมือนคนในพื้นที่เลย การแต่งกายแตกต่างจากคนของสันเขาไก่ทองอีกสองคนโดยสิ้นเชิง

“มาจากเมืองฉีเสียงั้นรึ?” ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า รูปแบบของชุดเกราะสีดำที่ชายคนนั้นสวมใส่แตกต่างจากของตระกูลเฉา, ตระกูลเว่ย และตระกูลมู่ น่าจะเป็นคนจากตระกูลขุนนางกลุ่มอื่น

เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปทางป่าไผ่โลหิต ฉินหมิงจึงเดินทางกลับต่อ

ในขณะที่เขาลากเหยื่อตัวหนึ่งใกล้จะออกจากเขตภูเขาใหญ่ เขาก็พบผู้ผลัดกายที่มีท่าทีผิดปกติสี่คน

ในจำนวนนั้นมีสองคนที่ไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่เห็นได้ชัดว่าแต่งกายไม่ธรรมดา พวกเขาสวมชุดคลุมยาวสีดำที่ถักทอขึ้นจากเส้นใยโลหะ ปกปิดร่างกายมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า ปิดบังใบหน้าเอาไว้

ฉินหมิงรู้สึกแปลกใจ การกวาดล้างภูเขายังไม่ทันเริ่ม แต่ในภูเขาใหญ่กลับเริ่มคึกคักขึ้นมาแล้ว นี่มันคนกลุ่มไหนกันอีกล่ะเนี่ย?

ผู้ผลัดกายอีกสองคนน่าจะเป็นคนในพื้นที่ อายุราวๆ สามสิบต้นๆ หนึ่งในนั้นเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “น้องชาย รู้จักรอยแยกใต้ดินที่มีแสงสีเงินสว่างวาบอยู่แถวนี้บ้างไหม?”

ฉินหมิงตระหนักได้ทันทีว่า อีกฝ่ายกำลังตามหาจุดเชื่อมต่อพิเศษ ดูเหมือนว่าชายในชุดคลุมดำสองคนนี้น่าจะมาจากเมืองฉีเสียเช่นกัน

“เดินตรงไปทางนั้นเลยขอรับ ตรงไปเรื่อยๆ สักสามลี้(1.5 กิโลเมตร)ก็ถึงแล้ว!” ฉินหมิงชี้ทางให้ ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ลับอะไร ผู้คนมากมายต่างก็รู้ดี

“น้องชายช่วยนำทางให้พวกเราหน่อยสิ เดี๋ยวข้าให้เงินราตรีหนึ่งเหรียญเป็นค่าตอบแทน” ชายที่ถามทางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

ฉินหมิงก้าวถอยหลังไปสองก้าว พลางกล่าวว่า “ข้ากลัวที่นั่น รอยแยกนั่นมันอันตรายมาก แล้วข้าก็ต้องรีบกลับด้วย หลายวันมานี้ข้าล่าสัตว์ไม่ได้เลย ท่านแม่ที่บ้านใกล้จะอดตายอยู่แล้วขอรับ”

“พวกเราไปกันเถอะ” ชายในชุดคลุมดำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนจะยังเด็กอยู่

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินหมิงก็เตรียมจะเดินจากไป

ทว่า ประโยคต่อมาของชายในชุดคลุมดำกลับทำให้เขาตัวแข็งทื่อ

“จัดการมันซะ การที่พวกเรามาอยู่ที่นี่ ไม่ควรให้มีคนรู้มากเกินไป” ชายในชุดคลุมดำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับชี้เป็นชี้ตายให้กับโชคชะตาของ ‘เด็กหนุ่ม’ อย่างง่ายดาย

ฉินหมิงตะลึงงัน นี่มันปีศาจร้ายจากนรกขุมไหนกันเนี่ย? แค่คำพูดประโยคเดียวก็ตัดสินชีวิตคนได้แล้ว ช่างไม่เห็นค่าชีวิตคนธรรมดาเอาเสียเลย

เขาเคยเจอเฉาลง, เว่ยจื่อโหรว, มู่ชิง และคนอื่นๆ ที่มาจากเมืองฉีเสียเหมือนกัน คนพวกนั้นล้วนสุภาพอ่อนโยน ไม่ว่าจะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ดีมีมารยาทหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูดี ไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจ

ทว่าชายในชุดคลุมดำตรงหน้าช่าง ‘เด็ดขาด’ เสียเหลือเกิน สั่งให้ผู้ผลัดกายในพื้นที่สองคนที่มาเป็นคนนำทางให้ลงมือฆ่าคน โดยไม่มีการแสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

“พี่ชายทั้งสอง พวกเราล้วนเป็นคนในพื้นที่ด้วยกันทั้งนั้น อย่าทำแบบนี้เลยนะขอรับ” ฉินหมิงเอ่ยขึ้น

ชายคนหนึ่งยิ้มพลางกล่าวว่า “ขอโทษด้วยนะน้องชาย พวกเรารับคำสั่งให้มาคุ้มกันแขกผู้มีเกียรติทั้งสองท่านเข้าป่า ต้องฟังคำสั่งของพวกเขาทุกอย่าง”

“พวกท่านคือ...” ฉินหมิงเอ่ยถาม

“พวกเรามาจากลัทธิสามตา” ชายสองคนที่เป็นคนพื้นที่ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกัน

วินาทีต่อมา ฉินหมิงก็พุ่งทะยานราวกับเสือดาวที่ปราดเปรียว ทิ้งภาพติดตาไว้ ณ จุดที่ยืนอยู่ พุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วสูง มีดสั้นในมือซ้ายตวัดปาดคอของชายทั้งสองคนในชั่วพริบตา

ชายจากลัทธิสามตาทั้งสองคนตกตะลึง หวาดกลัว และแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง พวกเขาคิดว่าเจอเข้ากับพรานป่าธรรมดาๆ คนหนึ่ง เพราะเหยื่อที่ฉินหมิงล่ามาได้มันไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นแค่แพะภูเขาตัวหนึ่งเท่านั้น แต่สุดท้ายพวกเขากลับถูกปาดคออย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว อีกฝ่ายรวดเร็วเกินไป

เมื่อชายในชุดคลุมดำทั้งสองเห็นฉินหมิงพุ่งเข้ามา และพบว่าค้อนด้ามยาวเหล็กนิลที่เขาดึงออกมาจากด้านหลังนั้นดูหนักอึ้งผิดปกติ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที

ค้อนเหล็กนิลในมือขวาของฉินหมิงทุบเข้าที่หัวของชายคนหนึ่ง ส่วนมีดสั้นในมือซ้ายก็แทงเข้าใส่ชายในชุดคลุมดำอีกคน

ในเมื่ออีกฝ่ายตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะฆ่าเขาเพื่อปิดปาก ไม่ให้ร่องรอยถูกเปิดเผย งั้นเขาพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ ทำได้เพียงทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อต่อสู้กลับ

เพียงชั่วพริบตา เสียงอาวุธโลหะปะทะกันดังกังวานบาดหูก็ดังขึ้นระหว่างคนทั้งสาม

แค่ปะทะกันเพียงเล็กน้อย ฉินหมิงก็รู้ถึงระดับความแข็งแกร่งของพวกเขาแล้ว คนหนึ่งเป็นผู้ผลัดกายรอบสอง ส่วนอีกคนไม่ต้องกังวล เพิ่งจะผลัดกายมาแค่ครั้งเดียว

เขาทุ่มเทกำลังทั้งหมดโจมตีใส่ผู้ผลัดกายรอบสอง มีเพียงคนนี้เท่านั้นที่ถือเป็นภัยคุกคาม

หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะต้องสู้รบปรบมือกับอีกฝ่ายอยู่สักพัก แต่หลังจากที่ได้อ่านตำราดาบในวันนี้ มันช่วยเขาได้มากจริงๆ แม้จะไม่ได้ถึงขั้นตื่นรู้ แต่ก็ทำให้ทักษะการต่อสู้ของเขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“เคร้ง!”

หลังจากปะทะกันหลายครั้ง ดาบยาวในมือของชายในชุดคลุมดำที่แข็งแกร่งกว่าก็ถูกค้อนเหล็กนิลกระแทกจนกระเด็นขึ้นสูง แขนของเขาชาหนึบไปหมด

ในขณะเดียวกัน ม่านตาของเขาก็หดเกร็ง เพราะค้อนด้ามยาวเหล็กนิลพุ่งตรงมาดุจสายฟ้าฟาด ถูกอีกฝ่ายควงมาอย่างง่ายดาย ทุบเข้าที่หน้าอกของเขาด้วยความเร็วที่เขาไม่อาจตามทัน

เขาอยากจะหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว หน้าอกถูกทุบจนยุบลงไป กระอักเลือดออกมาคำโต ดูท่าทางคงจะไม่รอดแล้ว

“ริจะมาดวลดาบกับข้าเรอะ?” ฉินหมิงกำค้อนด้ามยาวเหล็กนิลไว้แน่น แต่กลับใช้กระบวนท่าดาบ เขาไม่ได้ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ หันหลังเดินเข้าหาชายในชุดคลุมดำอีกคนทันที

อีกคนตกตะลึงตาค้าง เขาเพิ่งจะถูกกระแทกจนถอยร่นไป เพื่อนของเขากลับถูกฆ่าตายในเวลาอันสั้น มันรวดเร็วเกินไปแล้ว เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนพรานป่าคนนี้ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?

เขารู้ตัวดีว่าสู้ไม่ได้แน่ จึงหันหลังวิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปในป่าทึบ หมายจะหลบหนี

“กระบวนท่าขว้างดาบ!” ฉินหมิงพึมพำคำเหล่านี้ออกมา ปัง! ค้อนด้ามยาวเหล็กนิลลอยละลิ่วออกไป หัวของชายในชุดคลุมดำที่อยู่ไม่ไกลนักแหลกละเอียดราวกับแตงโมเละๆ

ฉินหมิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย รีบจัดการทำความสะอาดสมรภูมิ แล้วใช้หิมะเช็ดคราบเลือดบนค้อนด้ามยาวเหล็กนิลจนสะอาดหมดจด ลากเหยื่อเดินทางกลับบ้านทันที

ทว่า เขากลับเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเสียแล้ว ตอนนี้มีคนเข้าป่ามาเยอะแยะไปหมด มีทุกสารทิศ เขาจะละทิ้งป่าไผ่โลหิตไปนานๆ ไม่ได้แล้ว

หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาก็ลอบเข้าไปในภูเขาใหญ่อีกครั้งอย่างเงียบเชียบ

“เมื่อผ่านไปหนึ่งวัน บ่อน้ำพุเพลิงก็จะหรี่แสงลงไปมาก ซึ่งเป็นผลดีต่อข้า แต่ก็ต้องระวังพวกคนนอกที่บุกเข้ามาแย่งชิงของวิเศษด้วย” ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง ตอนนี้ทำได้แค่เฝ้าอยู่ที่นี่ไปก่อน

จนกระทั่งใกล้จะถึงช่วงดึกสงัดเขาถึงได้จากไป เพราะคงไม่มีใครเลือกลงมือในเวลาแบบนี้หรอก ความมืดมิดยามค่ำคืนแทบไม่มีผลกระทบต่องูโลหิต แต่กลับเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ผลัดกาย

วันรุ่งขึ้น เขาเข้าป่ามาตั้งแต่เช้าตรู่ และพบว่า ‘แสงสีแดง’ บริเวณใจกลางหุบเขาจางลงไปมากจริงๆ

เมื่อพบเรื่องนี้ เขาก็ตัดสินใจจะรอต่อไปอีกหน่อย อย่างช้าที่สุดก็จะลงมือในคืนนี้ก่อนสิ้นสุดราตรีตื้น

หนึ่งชั่วยาม(2 ชั่วโมง)ต่อมา จู่ๆ ทั่วทั้งภูเขาก็สว่างไสวขึ้นมา ‘แสงบาดาล’ พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย หยาดฝนแสงสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า บริเวณโดยรอบสว่างเจิดจ้า

แสงบาดาลพวยพุ่งขึ้นมา แสงสีรุ้งไหลเวียน ภาพงดงามนี้ทำเอาฉินหมิงถึงกับเหม่อลอย มันสวยงามมากจริงๆ

โดยเฉพาะที่นี่ ป่าไผ่สีแดงฉานตัดกับหิมะขาวโพลน ดูสดชื่นและงดงามจับตา เป็นภาพความงามที่แปลกตาและไม่เหมือนใครเลย

“หืม?” ในตอนนั้นเอง ฉินหมิงก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้จากที่ไกลๆ

เขาไม่ได้ลุกลี้ลุกลน กลับถอยไปซ่อนตัวอยู่ในที่มืดอย่างใจเย็น แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน หากคนกลุ่มนี้หมายตาสิ่งของวิเศษในป่าไผ่โลหิต งั้นก็ปล่อยให้พวกมันไปสำรวจทางก่อนก็แล้วกัน

จบบทที่ บทที่ 21 ป่าไผ่โลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว