- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 20 ซ่อนประกายกลืนธุลี
บทที่ 20 ซ่อนประกายกลืนธุลี
บทที่ 20 ซ่อนประกายกลืนธุลี
บทที่ 20 ซ่อนประกายกลืนธุลี
ราตรีตื้น ฉินหมิงสะพายค้อนด้ามยาวเหล็กนิลไว้ข้างหลัง พกมีดสั้นติดตัว เหยียบย่างดั่งสายลม พุ่งทะยานเข้าไปในป่าทึบด้วยความเร็วสูงราวกับจะเหาะเหินเดินอากาศ
เขารู้สึกร้อนใจ พวกขุนนางจากเมืองฉีเสียมาถึงแล้ว หากพวกนั้นย่างกรายเข้ามาในภูเขาใหญ่ ย่อมต้องกวาดต้อนค้นหาสารพลังวิเศษนานาชนิดไปจนหมดแน่
เขาไม่อยากให้ป่าไผ่โลหิตถูกใครชิงตัดหน้าไปก่อน เพราะที่นั่นเกี่ยวพันถึงการผลัดกายรอบสองของเขา
หมอกยามค่ำคืนจางลงแล้ว แต่ในป่ายังคงมืดสลัวอยู่บ้าง ทว่าด้วยสายตาของเขา กลับสามารถมองเห็นทิวทัศน์ไกลๆ ได้อย่างชัดเจน
“ป่าไผ่โลหิตคงไม่ได้เข้าไปง่ายๆ หรอก ต้องมีอันตรายซ่อนอยู่แน่”
ไม่อย่างนั้น ไอ้อีแอบอย่างพวกเฝิงอี้อันกับเส้าเฉิงเฟิงคงลงมือไปตั้งนานแล้ว จะมัวรอจนตัวตายแล้วทิ้งความเสียดายไว้ทำไม
“ข้าใจร้อนเกินไปแล้ว”
เกล็ดหิมะเย็นเยียบโปรยปรายลงบนร่าง บางส่วนร่วงหล่นลงไปถึงซอกคอ ความหนาวเหน็บนี้ทำให้ฉินหมิงค่อยๆ เยือกเย็นลง
ท่าทางรีบร้อนเดินทางของเขาเมื่อครู่ แทบไม่ต่างอะไรกับตาเฒ่าหลิวเมื่อคืนเลย ใจนี่แทบอยากจะงอกปีกบินเข้าไปเก็บงูโลหิตที่ถูกแช่แข็งในป่าไผ่โลหิตให้รู้แล้วรู้รอด
“ต้องทำใจให้สงบ” ฉินหมิงชะลอฝีเท้าลง ปรับลมหายใจท่ามกลางป่าเขา
ก็แค่การผลัดกายรอบสองไม่ใช่รึ? ต่อให้ไม่ได้สารพลังวิเศษมา ด้วยพื้นฐานร่างกายของเขา ก็สามารถทะลวงขีดจำกัดขึ้นไปได้อย่างราบรื่นอยู่ดี
“ถ้าใจไม่นิ่ง จะทำอะไรก็พลาดได้ง่ายๆ” ฉินหมิงเหยียบย่ำลงบนกองหิมะหนาเตอะ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ ค่อยๆ กลับมาสุขุมและเยือกเย็นอีกครั้ง
ป่าไผ่โลหิตต้องอันตรายมากแน่ๆ ขนาดมีผู้ผลัดกายรอบสองอย่างฟู่เอินเทา หน่วยลาดตระเวนก็ยังลังเลไม่กล้าลงมือ แค่นี้ก็บ่งบอกถึงปัญหาได้ชัดเจนแล้ว
ฉินหมิงเดินทะลวงผ่านป่าทึบไปอย่างไร้สุ้มเสียง ท้ายที่สุดก็ขุดเอาตำราดาบเล่มนั้นขึ้นมาจากจุดซ่อน หน้ากระดาษหนังสัตว์เก่าคร่ำคร่าม้วนงอและสึกหรออย่างหนัก บ่งบอกว่าในอดีตมีคนเปิดอ่านมันอยู่เป็นประจำ
ตำราทั้งเล่มไม่ได้หนามากนัก แฝงไว้ด้วยร่องรอยความเก่าแก่ ไม่รู้เหมือนกันว่าฟู่เอินเทาไปได้มันมาจากไหน
“อ่านหยาดเหงื่อแรงงานของคนรุ่นก่อน จะได้สงบจิตใจตัวเองด้วย” ฉินหมิงทิ้งตัวลงนั่งกลางป่า
ครู่ต่อมา เขาก็ถูกดึงดูดอย่างสมบูรณ์ ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับตำราเล่มนั้น
เขาหยัดกายลุกขึ้นจากพื้นหิมะโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งถือตำราปกหนัง มืออีกข้างกำค้อนด้ามยาวสีดำขลับแน่น แล้ววาดลวดลายราวกับว่ามันคือดาบยาว
เดิมทีนี่คืออาวุธหนัก แต่เมื่อตกอยู่ในมือเขา มันกลับดูเบาหวิวเหมือนค้อนไม้ ถูกตวัดกวัดแกว่งไปมาอย่างอิสระ ซ้ำยังค่อยๆ เผยให้เห็นความงดงามที่พลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ
หากต้องการผลัดกาย จำเป็นต้องฝึกฝนคัมภีร์ที่สอดคล้องกัน อย่างเช่น วิชาสมาธิราตรี หรือ เคล็ดวิชาลมปราณ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับสมรรถภาพทางกายในทุกๆ ด้าน ทั้งพละกำลัง ความยืดหยุ่น และความเร็ว
ส่วนกระบวนท่าต่อสู้ต่างๆ นั้นถือเป็นทักษะ เป็นการนำพละกำลังและความเร็วของร่างกายมาใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการโจมตีสูงสุด
สมรรถภาพทางกายของฉินหมิงแข็งแกร่งมาก ก้าวข้ามรากฐานทองคำไปแล้ว ทว่าวิชาต่อสู้ของเขากลับไม่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นระบบมาก่อน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกระบวนท่าไร้รูปแบบที่เน้นการใช้งานจริง
บางท่าก็ประยุกต์มาจาก ‘วิชาเถื่อน’ สำหรับการผลัดกายที่เขาฝึกฝนมาตลอดทั้งปี โดยดึงเอาท่วงท่าพิเศษเหล่านั้นมาใช้ บางท่าก็เรียนรู้มาจากพรานเฒ่าในหมู่บ้าน
ความสามารถในการต่อสู้จริงของเขาแข็งแกร่งมาก เพราะมันถูกขัดเกลามาจากในภูเขาใหญ่นี่แหละ
ป่าภายใต้ความมืดมิดนั้นอันตรายมาก การล่าสัตว์ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ต้องเผชิญกับการลอบโจมตีจากนกนักล่าและสัตว์ร้ายนานาชนิด หากตอบสนองช้าไปแค่ครึ่งจังหวะก็มีแต่ตายสถานเดียว
แม้สิ่งที่เขาฝึกฝนมาส่วนใหญ่จะเป็นกระบวนท่าไร้รูปแบบ หรือเรียกได้ว่าเป็นวิชาเถื่อน แต่อานุภาพทำลายล้างนั้นรุนแรงมาก การต่อสู้เสี่ยงตายกับสัตว์ป่าไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น ต้องพึ่งพาพละกำลัง ความเร็ว และไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เอง ฟู่เอินเทาถึงได้รู้สึกรับมือยากมากตอนที่เผชิญหน้ากับเขา เพราะไม่สามารถหา ‘รูปแบบตายตัว’ จากการโจมตีของเขาได้เลย ไร้ซึ่งร่องรอยให้คาดเดา
ตอนนี้เมื่อฉินหมิงได้อ่านตำราดาบ ผนวกกับประสบการณ์การต่อสู้เสี่ยงตายกับสัตว์ร้าย และความรู้สึกที่ได้เรียนรู้จากความเป็นความตาย เขาก็รู้สึกหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น ในไม่ช้าเขาก็ใช้มือหนึ่งถือตำรา มือหนึ่งถือค้อน แล้วเปลี่ยนแปลง ‘กระบวนท่าดาบ’ ไปตามความเข้าใจที่ผุดขึ้นมาในหัว
ฉินหมิงซึมซับหยาดเหงื่อแรงงานของคนรุ่นก่อนที่อยู่ในตำราดาบ เมื่ออารมณ์พาไป เขาก็เพิ่มแรงตวัดค้อนให้หนักหน่วงขึ้น แม้จะไม่มีประกายดาบ แต่กลับมีเจตจำนงแห่งดาบแผ่ซ่าน พัดพาหิมะบนพื้นให้ปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ ค้อนด้ามยาวสีดำขลับกลายสภาพเป็นสายฟ้าฟาด ทำลายความเงียบสงบของป่าทึบลง
เขา ‘ตวัดดาบ’ ฟันเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่ พริบตาเดียวลำต้นหนาเตอะก็ระเบิดแหลกละเอียด การ ‘ฟัน’ แบบนี้มันช่างป่าเถื่อนดุดันเหลือเกิน สัตว์ประหลาดบางตัวที่จ้องตะครุบเขาอยู่ในความมืดมาพักใหญ่แล้ว พอเห็นแบบนี้ก็พากันตกใจจนหดหางจุกตูดเผ่นหนีไปจนหมด
ในจำนวนนั้นมีเสือดำกลายพันธุ์ตัวหนึ่ง ลำตัวยาวถึงสี่เมตรกว่า แต่ตอนนี้กลับหันหลังวิ่งหนีป่าราบ
“ยังกล้าแอบดูอยู่อีกเรอะ ไม่ยอมไปใช่ไหม?” ฉินหมิงเห็นแร้งหน้าคนตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าพวกพ้องของมันมาก กำลังบินโฉบวนเวียนอยู่เหนือยอดไม้ ห่างจากพื้นดินราวๆ ยี่สิบเมตร อ้อยอิ่งไม่ยอมจากไปเสียที
เขาเพิ่งจะบรรลุ ‘กระบวนท่าขว้างดาบ’ จากในตำรามาหมาดๆ จึงงัดออกมาใช้ทันที ‘ค้อนดาบ’ เล่มยักษ์ในมือพุ่งทะลุความมืด ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในชั่วพริบตา
“ฉับ!”
เลือดสาดกระจายกลางอากาศ ขนนกปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า
แร้งหน้าคนกลายพันธุ์ที่สยายปีกกว้างได้หลายเมตร เดิมทีมันดุร้ายเอามากๆ แต่ตอนนี้กลับเปราะบางราวกับเครื่องเคลือบ ถูก ‘กระบวนท่าขว้างดาบ’ ของฉินหมิงฟันจนแหลกละเอียด!
แขนทั้งสองข้างของเขามีพละกำลังระดับพันชั่ง การโจมตีครั้งนี้จึงไม่มีอะไรพลิกโผ ค้อนด้ามยาวบดขยี้นกนักล่าขนาดยักษ์จนแหลกเละไม่มีชิ้นดี เศษเนื้อและขนนกจำนวนมากร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
สัตว์ประหลาดบางตัวที่แอบดูอยู่ไกลๆ พอเห็นฉากนี้ก็รีบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนทันที รู้สึกว่ามนุษย์สองขาตัวนี้มันโคตรจะดุร้ายเหี้ยมโหด ต้องอยู่ให้ห่างมันไว้ ขืนอยู่แถวนี้ต่อไปมีหวังไม่รอดแน่
“เพลงดาบชั้นยอด!” ฉินหมิงเอ่ยชม หิ้วค้อนด้ามยาวขึ้นมาร่ายรำอีกครั้ง
สำหรับเขาแล้ว ตำราดาบเล่มนี้ไม่ต่างอะไรกับแสงประทีปท่ามกลางหมอกยามค่ำคืน มันช่วยส่องสว่างเส้นทางเบื้องหน้า หลอมรวมประสบการณ์การต่อสู้จริงและวิชาเถื่อนที่เขาถนัดเข้าด้วยกัน ยกระดับฝีมือขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหมิงอ่านอย่างหลงใหล จนท้ายที่สุดก็ลืมตัว ดำดิ่งลงไปในนั้นจนถอนตัวไม่ขึ้น
เขาฝึกฝนกระบวนท่าดาบต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะไม่ได้บรรลุจนทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ช่วยยกระดับทักษะการต่อสู้ระยะประชิดของตนเองให้สูงขึ้นได้อย่างแท้จริง ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตำราดาบเล่มนี้น่าค้นคว้ามาก ทำให้เขาตกผลึกทางความคิดได้ลึกซึ้ง มูลค่าของมันสูงลิ่ว!
“ถ้าฟู่เอินเทาฝึกฝนตำราเล่มนี้จนแตกฉานล่ะก็ คงรับมือยากน่าดู” ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง แต่ทว่า หากสามารถเข้าใจตำราเล่มนี้ได้อย่างถ่องแท้ ฟู่เอินเทาก็คงไม่หยุดอยู่แค่การผลัดกายรอบสองหรอก
นี่ไม่ใช่แค่ตำราดาบเท่านั้น แต่ยังมีบันทึกการค้นคว้าเกี่ยวกับวิชาผลัดกายอยู่ด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น ในคัมภีร์มีการกล่าวถึง "แสงสวรรค์" ซึ่งจะปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อผลัดกายครั้งที่สาม แต่จะมีบทบาทสำคัญไปตลอดกระบวนการผลัดกายทั้งหมด ต่อให้ผลัดกายจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องศึกษา "แสงสวรรค์" อย่างลึกซึ้งต่อไป
แสงสวรรค์... ในยุคที่ไร้แสงตะวันเช่นนี้ มันได้ฝากฝังความปรารถนาดีงามและความหวังไร้ที่สิ้นสุดของผู้คนเอาไว้
แสงสวรรค์ที่ถูกกล่าวถึงในตำรา ย่อมไม่ใช่แสงสว่างบนท้องฟ้าที่ผู้คนโหยหา แต่เป็นแสงสว่างชนิดหนึ่งภายในร่างกาย ที่ผู้คนตั้งชื่อเรียกให้มันดูดีก็เท่านั้น
เมื่อคนๆหนึ่งผลัดกายครั้งที่สาม "แสงสวรรค์" นี้จะเริ่มปรากฏให้เห็น มันถือกำเนิดขึ้นภายในร่างกาย เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงการยกระดับชีวิต
เมื่อถึงขั้นนี้ ความแข็งแกร่งของผู้ผลัดกายจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถต่อสู้มือเปล่ากับสัตว์ประหลาดสุดอันตรายต่างๆ ได้สบาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นผลพวงมาจาก ‘แสงสวรรค์’ ทั้งสิ้น
เพราะเมื่อร่างกายให้กำเนิดแสงสวรรค์แล้ว ก็จะเกิด ‘ปราณแสงสวรรค์’ ขึ้นมา มันคือพลังลมปราณชนิดพิเศษ ที่มีพลังทะลวงและฉีกกระชากสูงมาก
ไม่อย่างนั้น หากนำผู้ผลัดกายไปเทียบกับสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ ร่างกายของมนุษย์ก็ดูบอบบางและเล็กจ้อยเกินไป จะเอาอะไรไปต่อกรกับสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาพวกนั้นได้ล่ะ?
การปรากฏขึ้นของปราณแสงสวรรค์ ทำให้ผู้ผลัดกายสามารถฉีกกระชากเกล็ดของสัตว์กลายพันธุ์ร่างยักษ์ได้ พลังลมปราณชนิดนั้นสามารถเจาะทะลวงเลือดเนื้อที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งของมันได้
ทว่าในขอบเขตของการผลัดกาย ปราณแสงสวรรค์ยังคงทำได้แค่แผ่ซ่านปกคลุมอยู่ตามผิวหนัง ขยายขอบเขตออกจากหมัดและเท้าได้เพียงเล็กน้อย ยังไม่สามารถแผ่ขยายไปห่อหุ้มอาวุธได้
อันที่จริงแล้ว ปราณแสงสวรรค์เป็นเพียงคำเรียกแบบกว้างๆ หากแบ่งย่อยลงไปก็ยังมีอีกหลายชนิด ตำราเล่มนี้คงจะเปลี่ยนมือมาแล้วหลายคน บนหน้ากระดาษจึงมีทั้งข้อความที่เขียนจากความเข้าใจ บันทึก และรอยขีดเขียนต่างๆ ซึ่งล้วนมาจากลายมือของคนที่ต่างกัน
ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งที่ยกย่องเทิดทูนปราณแสงสวรรค์ชนิดหนึ่งไว้ซะเลิศหรู พร้อมกับทิ้งความเสียดายไว้ว่า: แค้นใจนักที่ไม่อาจฝึกฝนปราณตถาคตได้สำเร็จ!
สำหรับผู้ผลัดกายที่เติบโตมาจากการฝึกวิชาเถื่อนอย่างฉินหมิง บันทึกและคำอธิบายต่างๆ ในตำราเล่มนี้ ทำให้เขารู้สึกหลงใหลใฝ่ฝันเป็นอย่างมาก
น่าเสียดาย ที่แม้ตำราดาบเล่มนี้จะมีการกล่าวถึงชื่อของปราณแสงสวรรค์ที่แปลกประหลาดและทรงพลังบางชนิด แต่มันกลับไม่มีบันทึกวิธีฝึกฝนเอาไว้เลย
ฉินหมิงเหม่อลอยไปชั่วขณะ นั่งขบคิดอยู่นาน
เมื่อพลิกดูตำราดาบเล่มนี้ต่อไปด้านหลัง เนื้อหาก็เริ่มไม่เหมาะกับเขาแล้ว เพราะเขายังไปไม่ถึงระดับนั้น
ทว่า เขากลับพบเคล็ดวิชาลับที่ใช้งานได้จริงจากบันทึกความเข้าใจของคนรุ่นก่อน มันมีชื่อว่า ‘ซ่อนประกายกลืนธุลี’ ซึ่งช่วยปกป้องให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้
หลังจากอ่านศึกษาจนละเอียด เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตก ขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกโชคดีที่ค้นพบบันทึกข้อความนี้
ตามที่คนรุ่นก่อนได้กล่าวไว้ สายตาของสิ่งมีชีวิตระดับสูงนั้นน่ากลัวมาก สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงความแข็งแกร่งของพลังชีวิตในร่างสิ่งมีชีวิตอื่นได้ในพริบตา ต่อให้เป็นตอนดึกดื่นค่อนคืน ก็ยังสามารถ ‘มองเห็น’ สนามพลังชีวิตที่แข็งแกร่งหรืออ่อนแอเหล่านั้นได้
นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว สิ่งมีชีวิตระดับล่างแทบจะไม่มีความลับอะไรปิดบังสิ่งมีชีวิตระดับสูงได้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ผลัดกายหรือสัตว์ประหลาดให้กำเนิดแสงสวรรค์ขึ้นในร่าง สำหรับสิ่งมีชีวิตระดับสูงแล้ว พวกเขาก็เปรียบเสมือนกลุ่มก้อนเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน
"ต้องรีบฝึกให้สำเร็จซะแล้ว!" เขาปาดเหงื่อเย็นๆ รู้สึกว่าในภูเขาใหญ่นี้มันช่างอันตรายจริงๆ
โชคดีที่ ‘ซ่อนประกายกลืนธุลี’ เป็นเพียงเคล็ดวิชาลับที่เน้นการใช้งานจริง ไม่ใช่คัมภีร์ที่ลึกซึ้ง ฝึกฝนยาก และเข้าใจยากอะไรนัก
“นึกภาพความว่างเปล่า ร่างกายดุจท่อนไม้แห้ง จิตใจดั่งเถ้าถ่านเย็นเยียบ ซ่อนเร้นพลังชีวิตให้ค่อยๆ อ่อนแรงลง และยังทำให้กลิ่นอายวิญญาณดูหม่นหมองลงได้ด้วย” เขาค่อยๆ ทำความเข้าใจทีละนิด ถือว่าก้าวเข้าสู่ประตูวิชานี้แล้ว
ฉินหมิงนั่งสมาธิอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน เฝ้าทำความเข้าใจและขบคิดเงียบๆ ค่อยๆ คลำหาลู่ทางได้มากขึ้น ‘ซ่อนประกายกลืนธุลี’ สามารถช่วยปกปิดพลังชีวิตบางส่วน ทำให้กลมกลืนไปกับคนธรรมดาทั่วไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ‘ระดับ’ การปกปิดนี้ยังสามารถควบคุมได้ เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นหนึ่งแล้ว ต่อให้ผลัดกายครบสามครั้งจนร่างกายถือกำเนิดแสงสวรรค์ หากมีความจำเป็นก็สามารถปกปิดมันไว้ได้เช่นกัน
มาถึงขั้นนี้ ฉินหมิงก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
แต่พอลองคิดดูดีๆ เขาก็หลุดขำออกมา บางทีเขาอาจจะตื่นตูมและระแวดระวังภัยมากเกินไป ต่อให้มีสิ่งมีชีวิตระดับสูงผ่านมาทางนี้ แล้วมองทะลุระดับพลังชีวิตของเขาได้ในพริบตา ก็คงไม่เก็บเอามาใส่ใจหรอกมั้ง? ในเมื่อเขาเพิ่งจะผลัดกายไปแค่ครั้งเดียว ในสายตาของสัตว์ประหลาดพวกนั้น เขาก็เป็นแค่หนึ่งใน ‘สรรพสัตว์’ ท่ามกลางหุบเขาใหญ่นี้เท่านั้นแหละ
จากนั้นเขาก็นึกไปถึงพวกผู้นำระดับสูงของเมืองฉีเสีย ในเมื่อสามารถเปิดการเจรจาและเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับในภูเขาใหญ่ได้ งั้นพวกเขาก็น่าจะมีความสามารถในระดับเดียวกันสินะ
“โลภมากมักลาภหาย วันนี้ได้เรียนรู้อะไรมากมายขนาดนี้ก็พอแล้ว ต้องค่อยๆทบทวน ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และจดจำมันให้ขึ้นใจถึงจะถูก!” ฉินหมิงลุกขึ้น หาสถานที่ลับตาคน แล้วฝังตำราดาบกลับลงไปตามเดิม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วันนี้เขาได้ผลพลอยได้ก้อนโต หลังจากศึกษาแก่นแท้ของกระบวนท่าดาบเหล่านั้น แล้วหลอมรวมเข้ากับความเข้าใจของตนเอง ความแข็งแกร่งของเขาก็ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง “ถ้าให้ข้าไปเจอพวกฟู่เอินเทาหรือเฝิงอี้อันตอนนี้ แล้วสู้กันอีกสักตั้ง ข้าว่ามันคงจะง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยล่ะ”
ที่สำคัญที่สุดคือ ตำราเล่มนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เขา ได้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ มากมายที่เมื่อก่อนเขาไม่มีโอกาสได้สัมผัส
“จะว่าไปแล้ว ไอ้ฟู่เอินเทาก็เป็นคนดีเหมือนกันนะเนี่ย อุตส่าห์มอบตำราดีๆ ให้ข้าตั้งหนึ่งเล่ม”
เขาเดินออกจากป่าทึบแห่งนี้ แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังตำแหน่งของป่าไผ่โลหิต