เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 เมืองอิ๋นเถิง

บทที่ 12 เมืองอิ๋นเถิง

บทที่ 12 เมืองอิ๋นเถิง


บทที่ 12 เมืองอิ๋นเถิง

ท่ามกลางฤดูหนาวแสนโหดร้าย หิมะและน้ำแข็งปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน แต่ในป่าเขากลับมีแสงสีแดงพวยพุ่งขึ้นมา ฝูงผีเสื้อร่ายรำอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน หยาดฝนแสงสว่างไสวร่วงหล่นลงมาอย่างหนาแน่น ดูงดงามไร้ที่ติราวกับหลุดพ้นจากโลกโลกีย์

ภาพนิมิตที่น่าอัศจรรย์นี้ทำให้ฉินหมิงและสวี่เยว่ผิงถึงกับตกตะลึงจนต้องหยุดยืนดู

ลมหนาวพัดหวีดหวิว พัดพากิ่งไม้ในป่าทึบให้สั่นไหวอย่างรุนแรง ม้วนเอาเกล็ดหิมะขึ้นมาเป็นวงกว้าง ส่วน ‘ผีเสื้อสีชาด’ ที่ร่ายรำอยู่ไกลๆ ก็ปลิวมาตามสายลมเช่นกัน

สวี่เยว่ผิงจ้องมองความมืดมิดที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน ในที่สุดก็แน่ใจว่ามันคืออะไร

“พืชกลายพันธุ์ต้นหนึ่งกำลัง ‘เบ่งบาน’ พลังชีวิตที่พลุ่งพล่านกำลังหลั่งไหลออกมา สัตว์ป่าและนกนักล่าในละแวกนั้นบางตัวกำลังจะกลายพันธุ์แล้ว”

พร้อมกับเสียงพูดของเขา ‘ผีเสื้อ’ ที่โบยบินอยู่ก็เข้ามาใกล้แล้ว ส่วนหนึ่งถูกลมพัดมาทางนี้ เมื่อมองดูใกล้ๆ ก็พบว่าพวกมันคือกลีบดอกไม้ที่เปล่งประกายแสง

ฉินหมิงคว้าไว้ได้สองสามกลีบ ปลายนิ้วของเขาถูกสะท้อนจนกลายเป็นสีแดงระเรื่อ

สวี่เยว่ผิงถึงกับจับสองกลีบยัดเข้าปากแล้วกินเข้าไปเลย พืชกลายพันธุ์ประเภทนี้เมื่อเบ่งบานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดอกหรือผล ล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งพลังชีวิตอันเข้มข้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์

“หวานนิดๆ” ฉินหมิงก็ลองชิมดูสองสามกลีบ น่าเสียดายที่ปลิวมาตกตรงนี้น้อยเกินไป

ในป่าทึบที่อยู่ไกลออกไป กลีบดอกไม้ปลิวว่อนไปทั่ว ราวกับเมฆาสีแดงที่กำลังลุกไหม้ ขับไล่ความมืดมิดในยามค่ำคืนไปจนหมดสิ้น

นกจำนวนมากบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี ไล่ตามกลีบดอกไม้สีแดงฉานเหล่านั้น ส่วนบนพื้นดินในป่าก็มีเสียงลิงร้องและเสือคำราม สรรพสิ่งมากมายกำลังแย่งชิงกัน

ฉินหมิงอยากจะพุ่งเข้าไปร่วมด้วย

แต่สวี่เยว่ผิงส่ายหน้าห้ามไว้ พลางกล่าวว่า “ช่างเถอะ กว่าพวกเราจะไปถึง ที่นั่นก็คงเหลือแต่ต้นโกร๋นๆ แล้ว เผลอๆ อาจจะไปเจอกับ ‘นกเลื่องชื่อ’ หรือสัตว์ประหลาดภูเขาที่อันตรายเข้าก็ได้”

การ ‘เบ่งบาน’ ของพืชกลายพันธุ์นั้นไม่แบ่งฤดูกาล ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ยากที่จะออกตามหาได้ และเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาอันงดงามไปแล้ว มันก็จะเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด

ฉินหมิงถอนหายใจ “อย่าว่าแต่ในหุบเขาลึกเลย แม้แต่บริเวณใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัยของพวกเราก็ยังมีความลึกลับซ่อนอยู่มากมาย ข้าอยากจะเดินฝ่าหมอกยามค่ำคืนที่หนาทึบ ออกไปสำรวจโลกกว้างดูสักครั้งจริงๆ”

สวี่เยว่ผิงพยักหน้า “มีความคิดแบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้มีแรงผลักดันให้ก้าวหน้า หากมีโอกาส เจ้าควรจะไปเยือนเมืองฉีเสียที่อยู่ไกลออกไปนั่นดูสักครั้ง”

เขาเชื่อว่า เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ถึงจะได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของโลกที่แท้จริง

เขากล่าวเสริมว่า “เจ้าสามารถไปสอบเข้าสำนักศึกษาที่นั่นได้นะ”

“ลุงสวี่เคยไปมาแล้วหรือขอรับ?” ฉินหมิงหันไปมองเขา

หางตาของสวี่เยว่ผิงมีรอยตีนกาปรากฏให้เห็นเล็กน้อย เขากล่าวว่า “เคยไปมาแล้วล่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก ค่อยๆ ยอมรับความจริง ปรับทัศนคติของตัวเอง แล้วก็ยอมรับว่าตัวเองมันเป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานของวัยรุ่น หลงเหลือเพียงความกร้านโลกของวัยกลางคนเท่านั้น

“ลุงสวี่ผ่านโลกมามาก เจออะไรมาก็เยอะ” ฉินหมิงได้แต่พูดปลอบใจเช่นนี้

สวี่เยว่ผิงยิ้มขื่น “ตอนหนุ่มๆ ใครบ้างล่ะจะไม่มีความฝัน?”

เขายังมีประโยคหลังที่อยากจะพูดต่อ แต่รู้สึกว่ามันดูหดหู่และสิ้นหวังเกินไป ไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่อฉินหมิง จึงเก็บงำไว้ในใจ ของหลายๆ อย่างสุดท้ายก็จะถูกความจริงกลืนกินจนหมดสิ้น

“เดินมาตั้งสิบกว่าลี้(5 กิโลเมตรกว่า)แล้ว ยังไม่เจอสัตว์ป่าสักตัวเลย” สวี่เยว่ผิงบ่นอุบ เขาอยากจะล่าสัตว์ในทุ่งกว้างสักตัว เอาไปแลกเป็นอาหารและเครื่องดื่มในเมือง

“สงสัยจะถูกพืชกลายพันธุ์ดึงดูดไปหมดแล้วมั้งขอรับ” ฉินหมิงกล่าว

หากเป็นเวลาปกติ การเดินทางในเส้นทางนี้คนทั่วไปมักจะต้องเดินทางเป็นกลุ่ม เพราะในทุ่งกว้างที่มืดมิดเช่นนี้ อาจจะมีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้

“เฮอะ ในที่สุดก็ไม่เสียเที่ยว” เข้าๆ ออกๆ ป่าทึบหลายรอบ ในที่สุดก็ใช้ธนูยิงเก้งตัวหนึ่งได้ น้ำหนักประมาณสี่สิบชั่ง(20 กิโลกรัม)

ทั้งสองคนเดินจ้ำอ้าว หลังจากเดินมาได้สิบสามลี้ ก็มองเห็นเมืองอิ๋นเถิงอยู่เบื้องหน้า

ภายใต้ความมืดมิด แสงไฟเบื้องหน้าดูสลัวๆ สิ่งปลูกสร้างปรากฏให้เห็นลางๆ ราวกับภาพวาดอันวิจิตรบรรจงที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นภายใต้กาลเวลาอันเงียบสงบ

เมื่อมาถึงที่นี่ ผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีทั้งคนที่ออกจากเมืองไปล่าสัตว์ คนที่เข้าเมืองมาขายของป่า และยังมีรถลากสัตว์เทียมที่บรรทุกสินค้าแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

สวี่เยว่ผิงคุ้นเคยกับถนนหนทางในเมืองอิ๋นเถิงเป็นอย่างดี เขาพาฉินหมิงเดินตรงไปข้างหน้า

สองข้างทางของถนนสายหลักมีร้านค้ามากมาย ใต้ชายคาบ้านแขวนโคมไฟสีแดงสด ผู้คนเดินขวักไขว่ คึกคักเป็นอย่างมาก

ร้านค้าแต่ละแห่งล้วนวางขายสินค้าละลานตา มีทั้งเครื่องลายครามวิจิตร ผ้าไหมหรูหรา เครื่องเทศที่เป็นของป่าหายาก เป็นต้น

ริมถนนยังมีของกินเล่นแสนอร่อยอย่างเจียนปิ่ง(เครปจีน) และเกี๊ยวน้ำ กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดลอยตลบอบอวล ผสมผสานกับเสียงร้องขายของ พลุกพล่านไปด้วยกลิ่นอายการใช้ชีวิตของผู้คน

เมื่อเทียบกับที่นี่แล้ว ฉินหมิงรู้สึกว่าหมู่บ้านซวงซู่ช่างเงียบเหงาเสียเหลือเกิน

สวี่เยว่ผิงแวะไปถามราคาข้าวสาร ก็ได้รับคำตอบว่ายังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนและมีราคาสูงลิ่ว เนื่องจากหิมะตกหนักปิดกั้นเส้นทาง การขนส่งเสบียงอาหารจากแดนไกลจึงยังคงยากลำบาก

บริเวณใจกลางเมืองอิ๋นเถิงสว่างไสวไปทั่วบริเวณ บ่อน้ำพุเพลิงตั้งอยู่ที่นี่ แม้จะอยู่ในช่วงเหือดแห้ง แต่ในสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดแปดจั้ง(26 เมตร)ก็ยังมีระลอกคลื่นสะท้อนแสงแวววาว และมีหมอกควันลอยกรุ่น

เถาวัลย์แก่สีเงินขนาดเท่าถังน้ำหยั่งรากลึกลงไปในบ่อน้ำพุเพลิงที่ส่องแสงสว่างราวกับลาวา นี่คือที่มาของชื่อเมืองอิ๋นเถิง(เถาวัลย์เงิน)

แม้รูปลักษณ์ของมันจะดูไม่ธรรมดา แต่ก็ยังคงจัดว่าเป็นพืชทั่วไป ที่ดูดซับพลังวิเศษจากบ่อน้ำพุเพลิงได้ในปริมาณจำกัด

ฉินหมิงพบว่าในสระมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ มันคือหอยชนิดหนึ่งที่เปล่งประกายสีแดงเรื่อ โปร่งใสราวกับหยก ยามที่เปลือกหอยขยับเปิดปิด ก็มีแสงเพลิงไหลเวียนอยู่ภายใน

“หอยเพลิง สระน้ำใหญ่ขนาดนี้ยังเลี้ยงไว้ได้แค่สิบกว่าตัวเท่านั้น ได้ยินมาว่ารสชาติอร่อยเลิศล้ำ แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารบำรุงกำลังที่แข็งแกร่งมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถูกส่งไปที่ไหนและให้ใครกิน”

สวี่เยว่ผิงกระซิบ หอยเพลิงอย่างน้อยๆ ก็ต้องเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำพุเพลิงระดับสองของเมืองเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นพลังวิเศษก็จะไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงมัน

ร้านค้าที่ขายดีที่สุดล้วนตั้งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำพุเพลิง อย่างเช่นร้านขายอาวุธเก่าแก่ มีคนเข้าออกไม่ขาดสาย สภาพแวดล้อมในการเอาชีวิตรอดในทุ่งกว้างนั้นเลวร้ายมาก ใครๆ ก็อยากจะมีอาวุธดีๆ ติดตัวไว้ทั้งนั้น

เกล็ดหิมะเบาบางโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า สวี่เยว่ผิงพาฉินหมิงเดินไปที่หอสุราที่อยู่ติดกัน ที่หน้าประตูมีโคมไฟระย้าที่ทำขึ้นอย่างประณีตแขวนอยู่มากมาย ภายในโคมไฟมีหินสุริยันบรรจุอยู่ สาดแสงสว่างไสวหลากสีสัน

ธุรกิจหอสุราแบบนี้ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ที่นี่จึงแทบจะไม่มีคนเลย

“พวกเราคงไม่ได้เป็นแขกกลุ่มแรกหรอกนะ?” สวี่เยว่ผิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

เด็กหนุ่มคนหนึ่งพยักหน้ารับตามมารยาท เขายังตื่นไม่เต็มตาเลย ต้องมาให้บริการตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนัก

สวี่เยว่ผิงกล่าว “ไปบอกเถ้าแก่ของเจ้าหน่อยสิ ว่าพวกเรามาหาเฝิงอี้อัน”

เด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มตามมารยาทถึงกับตาสว่างขึ้นมาทันที “เถ้าแก่ของพวกเราไม่อยู่ขอรับ แต่ท่านเคยสั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปตามท่านเฝิงให้เดี๋ยวนี้แหละขอรับ”

“เก้งตัวนี้เนื้อกำลังสดใหม่ พอจะเอาไปแลกเหล้าดีๆ ได้ไหม?” สวี่เยว่ผิงใช้เก้งมาแลกแทนเงิน

หากเป็นเมื่อก่อน หอสุราคงไม่ยอมแน่ๆ แต่ในช่วงที่อาหารขาดแคลนเช่นนี้ เด็กหนุ่มเสี่ยวเอ้อจึงพยักหน้าตกลงทันที

“เถ้าแก่ที่นี่อ้างตัวว่าเป็น ‘ชาวซีฮั่วหลัว(ชาวตะวันตก)’ หลายปีก่อน พ่อของเขาเคยติดตามยอดฝีมือคนหนึ่งขี่นกประหลาดมาจากทางทิศตะวันตก ในฐานะผู้ติดตาม” สวี่เยว่ผิงเล่าให้ฉินหมิงฟัง

บางคนก็บอกว่ายอดฝีมือผู้นั้นออกเดินทางท่องยุทธภพไปแล้ว บ้างก็บอกว่าเขาถูก ‘แมลงจันทรา’ สังหารขณะเข้าไปสำรวจบ่อน้ำพุเพลิงระดับสูงในส่วนลึกของเทือกเขา

ผู้ติดตามของเขาได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ และเปิดหอสุราทำธุรกิจ

“ท่านเฝิงน่าจะลงมาช่วงเที่ยงขอรับ” ครู่ต่อมาเด็กหนุ่มก็กลับมาแจ้งข่าว พร้อมกับเตรียมจะเรียกคนมาให้บริการ

สวี่เยว่ผิงโบกมือปฏิเสธ “ไม่เอาร้องรำทำเพลงอะไรทั้งนั้น ยกอาหารกับเหล้าดีๆ มาก็พอ วันนี้พวกเรามีธุระต้องคุยกัน”

การตกแต่งภายในหอสุราค่อนข้างประณีต มีโคมไฟคริสตัลหลากสีสันแขวนอยู่ แต่ก้อนหินสุริยันที่ใส่เข้าไปนั้นมีขนาดเล็กมาก ทำให้เกิดภาพแสงไฟสลัวๆ ดูน่าหลงใหล

สวี่เยว่ผิงกระซิบเบาๆ ว่า “ยังเช้าอยู่ เสี่ยวฉิน เจ้านั่งรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ลุงจะไปเยี่ยมผู้เฒ่าท่านนั้นสักหน่อย”

ฉินหมิงพยักหน้า เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะไปลองเสี่ยงโชคที่บ้านของผู้ดีเก่าผู้นั้น ห้ามไปก็ป่วยการ

ภายในหอสุราเงียบสงบลง ฉินหมิงจิบสุราสีอำพันในแก้วใบใส แม้จะไม่บาดคอ แต่เขาก็ยังไม่ชินกับรสชาติของมันอยู่ดี

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขามองดูหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ สัมผัสถึงความเจริญรุ่งเรืองและความคึกคักที่หาได้ยากในหมู่บ้านซวงซู่

สวี่เยว่ผิงกลับมาแล้ว เขาปัดเกล็ดหิมะบนเสื้อผ้าออก ถูมือไปมา จากนั้นก็ดื่มเหล้าติดต่อกันหลายจอก พลางกล่าวว่า “อร่อยกว่าเหล้าที่บ้านข้าเยอะเลย”

“ลุงสวี่ ไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?” ฉินหมิงเอ่ยถาม

สวี่เยว่ผิงตอบ “ลุงจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ อ้อ พอไปถึงบ้านเขา เขาก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีเลยนะ บอกว่าเมื่อถึงเวลาจะให้โอกาสเจ้า”

“หืม?” ฉินหมิงประหลาดใจ นี่มันผิดคาดเลยแฮะ อีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธงั้นรึ

แต่พอเขาลองซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดดู ก็ถึงกับพูดไม่ออก

คนที่มาต้อนรับขับสู้สวี่เยว่ผิงอย่างดีก็คือพ่อบ้าน เขาไม่มีโอกาสได้พบหน้าผู้ดีเก่าคนนั้นเลยด้วยซ้ำ

พ่อบ้านท่านนั้นมีรอยยิ้มอบอุ่น ดูเหมือนจะเป็นการรักษามารยาทที่เหมาะสมมากกว่า ช่วงนี้มีคนมาเยือนที่บ้านมากมาย เขาบอกว่าจะจัดสรรเวลาให้พวกเด็กหนุ่มที่โดดเด่นได้เข้าพบผู้ดีเก่าพร้อมกัน

ฉินหมิงกล่าวว่า “เขาแค่ปฏิเสธอย่างมีมารยาทเท่านั้นแหละขอรับ”

สวี่เยว่ผิงดื่มเหล้าไปอีกจอก พลางกล่าวว่า “เจ้าสามารถยกของหนักได้ตั้งหกร้อยชั่ง(300 กิโลกรัม) ผลงานที่โดดเด่นขนาดนี้ ข้าว่าพวกเขาต้องมองเจ้าใหม่แน่ๆ”

ฉินหมิงกล่าว “ลุงบอกรากฐานของข้าไปแล้ว แม้อีกฝ่ายจะยิ้มรับ แต่กลับมีท่าทีเฉยเมยกับลุง แค่นี้ก็น่าจะบอกอะไรได้ทุกอย่างแล้วนะ พวกเขามาจากแดนไกล บางทีอาจจะมาจากเมืองที่เจริญรุ่งเรืองสักแห่ง ย่อมต้องเคยเห็นโลกมามากแน่ๆ”

สวี่เยว่ผิงนึกถึงข่าวลือบางอย่าง ที่บอกว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์คนนั้นมีพรสวรรค์สูงส่งเป็นอย่างมาก

เขาขมวดคิ้ว “เจ้าก็ถือว่าโดดเด่นมากในแถบนี้แล้วนะ ขนาดนี้พวกเขายังมองข้ามอีกรึ?”

แม้เขาจะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ได้รับการต้อนรับตามมารยาทจากพ่อบ้าน เขาก็พอจะสังหรณ์ใจได้บ้างแล้ว เพียงแต่เขาอยากจะช่วยให้ฉินหมิงคว้าโอกาสนี้ไว้ และถือโอกาสแก้ปัญหาการบีบบังคับของหน่วยลาดตระเวนไปด้วยเลย

ฉินหมิงมีสีหน้าจริงจัง พลางกล่าวว่า “ลุงสวี่ อย่าคิดมากเลยขอรับ ผู้ดีเก่าลึกลับที่ย้ายจากเมืองใหญ่มาอยู่เมืองเล็กๆ แบบนี้ พวกเราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลยจะดีกว่า”

สวี่เยว่ผิงตื่นตัวขึ้นมาทันที ใครจะไปรู้ล่ะว่าอีกฝ่ายมาปลีกวิเวกหรือมาหลบภัยกันแน่ เขาพยักหน้าอย่างจริงจัง “เจ้าพูดถูก”

ช่วงเที่ยงวันเป็นช่วงที่ความมืดเจือจางลงมากที่สุด สามารถมองเห็นภูเขาที่ไม่ค่อยชัดเจนนักอยู่นอกเมืองอิ๋นเถิงได้

เฝิงอี้อันปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับคนลาดตระเวนอีกสองคน เดินฝ่าพายุหิมะเข้ามาในหอสุรา นำพาความหนาวเย็นเข้ามาเป็นระลอก

“พี่สวี่ ขออภัยจริงๆ ลำบากท่านต้องเดินทางมาไกล แถมยังต้องมารอตั้งนานอีก พวกข้าเพิ่งจะลาดตระเวนภูเขากลับมาน่ะ” เฝิงอี้อันเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น

เมื่อเห็นท่าทางจริงใจของเขา ฉินหมิงก็รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก อยากจะชกหน้าไอ้หนวดเคราเฟิ้มคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

เขาได้รู้มาจากสวี่เยว่ผิงแล้วว่า ปกติคนลาดตระเวนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบเท่าไหร่ มักจะปรากฏตัวในภูเขาพร้อมกันก็ต่อเมื่อช่วงกลางเดือนหรือปลายเดือนเท่านั้น

แม้ดวงอาทิตย์จะหายไป ไม่มีภาพพระจันทร์เต็มดวงหรือดวงดาวเต็มท้องฟ้างดงามอีกแล้ว แต่ผู้คนก็ยังคงใช้ปฏิทินแบบเดิมอยู่ มักจะพูดถึงช่วงต้นเดือน ปลายเดือน เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกบางคนในหน่วยลาดตระเวนมักจะหมกตัวอยู่ตามหอสุรา ร้านอาหารในเมืองต่างๆ หรือแม้กระทั่งแอบเลี้ยงเมียน้อยไว้ข้างนอก

สวี่เยว่ผิงฝืนยิ้มรับ “พี่เฝิงเกรงใจไปแล้ว ข้ารู้ว่าพวกท่านลาดตระเวนภูเขาเหน็ดเหนื่อย พวกเราก็ไม่ได้รอนานเท่าไหร่หรอก”

เฝิงอี้อันหันไปมองฉินหมิงอีกครั้ง พลางกล่าวว่า “น้องฉินนี่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ศักยภาพก็ไร้ขีดจำกัด หวังว่าในอนาคตเจ้าจะได้มาเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนกับพวกเรานะ”

เขาตบไหล่ฉินหมิงเพื่อแสดงความสนิทสนม จากนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อมา บอกว่าต้องการห้องส่วนตัว

เฝิงอี้อันหันไปมองคนสองคนที่อยู่ด้านหลัง พลางกล่าวว่า “ข้ากับพี่สวี่ขอตัวไปคุยกันก่อนนะ พวกเจ้าอยู่เป็นเพื่อนน้องฉินสั่งเครื่องดื่มไปก่อน แล้วก็แวะไปดูที่ร้านอาหารข้างๆ ด้วยล่ะ ว่ามีกับข้าวอะไรอร่อยๆ บ้าง”

สาเหตุหลักคือเขาอยากจะถอดหน้ากากที่เสแสร้งออก แล้วไปคุยกับสวี่เยว่ผิงตามลำพัง และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เข้าไปในห้องส่วนตัว ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

“เหล่าสวี่ ท่านนี่ช่างไม่รู้จักประจบสอพลอเอาซะเลยนะ การเป็นคนตงฉินเกินไปมันเหนื่อยและเจ็บปวดนะเว้ย อย่าลืมสิว่า ท่านยังมีลูกเมียมีคนแก่ต้องดูแล ถ้าดึกๆ ดื่นๆ จะมีสัตว์ร้ายโผล่มาจากป่าแล้วบุกเข้าไปในบ้านท่านบ้าง มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึ?” เฝิงอี้อันใช้ฝ่ามือตบแก้มสวี่เยว่ผิงเบาๆ

ยามนี้เขาไม่ได้แสดงท่าทีโอ่อ่าผ่าเผยอีกต่อไป เขายิ้มอย่างเย็นชา แววตาค่อยๆ เยียบเย็นลง นี่คือการข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง

“พอกลับไปถึงข้าจะรีบปลูกจันทราทมิฬทันที” สวี่เยว่ผิงกล่าว

“คราวนี้ท่านทำให้ข้าไม่พอใจเอามากๆ ถ้าไม่เข้าไปฆ่าคนในป่าสักหน่อย ท่านก็คงไม่ยอมก้มหัวให้สินะ? แถมยังต้องถ่อมาถึงนี่อีก หัวหน้ากลุ่มรู้เรื่องแล้วไม่พอใจมากเลยนะ!” เฝิงอี้อันเพิ่มแรงตบที่หน้าสวี่เยว่ผิงอีกครั้ง

หนึ่งก้านธูป(15 นาที)ผ่านไป เฝิงอี้อันก็เดินนำออกจากห้องส่วนตัวบนชั้นสองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ไปกันเถอะ” สวี่เยว่ผิงบอกกับฉินหมิง

เฝิงอี้อันเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “พี่สวี่เห็นว่าการปลูกจันทราทมิฬเป็นเรื่องเร่งด่วน เลยอยากจะรีบกลับไปก่อน ถ้าน้องฉินยังไม่รีบกลับ จะอยู่ดื่มด้วยกันก่อนก็ได้นะ”

ฉินหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ล่ะขอรับ ข้าขอกลับพร้อมลุงสวี่ดีกว่า ช่วงนี้ข้างนอกไม่ค่อยปลอดภัย เดินทางสองคนจะได้มีเพื่อนดูแลกัน”

ขณะมองดูพวกเขาเดินลับหายไปจากประตูหอสุรา คนที่อยู่ข้างกายเฝิงอี้อันก็เอ่ยขึ้น “เด็กหนุ่มนั่น ต่อให้มีรากฐานในช่วงเวลาทองแล้วยังไงล่ะ ในเมื่อเห็นๆ กันอยู่ว่ามันเป็นพวกเดียวกับสวี่เยว่ผิง ทำไมต้องไปเกรงใจมันด้วย?”

เฝิงอี้อันตอบ “ก็จริง ถึงมันจะไปได้ไกลแค่ไหนก็ยังยากที่จะบอกได้ แถมยังไม่ใช่พวกเดียวกับเราอีก แต่ในเมื่อยังไม่ถึงขั้นแตกหัก ก็ไว้หน้ามันสักหน่อยเถอะ เว้นแต่ว่าจะตัดสินใจฆ่ามันทิ้งทันที...”

“ลุงสวี่!” ฉินหมิงสังเกตเห็นรอยนิ้วมือจางๆ บนแก้มซ้ายของสวี่เยว่ผิง เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า สวี่เยว่ผิงถูกหยามเกียรติในห้องส่วนตัว

เขาสามารถรับรู้ได้ถึงความอดสูนั้น ในใจมีเพลิงโทสะลุกโชน เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พลางกล่าวว่า “ลุงสวี่ พวกมันทำเรื่องชั่วร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าว่าสวรรค์ก็คงทนดูไม่ไหวแล้วล่ะ อีกไม่นานคงจะลงทัณฑ์พวกมันแน่!”

จบบทที่ บทที่ 12 เมืองอิ๋นเถิง

คัดลอกลิงก์แล้ว