เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 เคยสาดแสงจันทร์ให้เมฆา

บทที่ 8 เคยสาดแสงจันทร์ให้เมฆา

บทที่ 8 เคยสาดแสงจันทร์ให้เมฆา


บทที่ 8 เคยสาดแสงจันทร์ให้เมฆา

ในยุคสมัยนี้ ราตรีนิรันดร์ปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน

สิ่งมีชีวิตที่เรืองแสงได้นั้นหาได้ยากยิ่ง หากปรากฏขึ้นมาเมื่อใด นั่นมักจะหมายถึงความน่าสะพึงกลัวและอันตรายถึงชีวิต ต้องรีบถอยห่างจากอาณาเขตของมันให้เร็วที่สุด

ท่ามกลางทุ่งกว้างไพศาล ไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอันตรายซุ่มซ่อนอยู่มากเพียงใด

การที่กล้าเปิดเผยตัวตนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่วิกฤตรอบด้าน และแผ่รัศมีแสงออกมาอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งยืนยันถึงความมั่นใจ และมีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่ามันคือผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งไร้เทียมทาน

ฉินหมิงรูดตัวลงจากต้นไม้อย่างไร้สุ้มเสียง ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของป่าทึบ ในใจไม่อาจสงบลงได้เลย

นั่นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเรืองแสงธรรมดา แต่มันส่องสว่างไปทั่วทั้งท้องฟ้ายามค่ำคืน

ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ฟ้าดินที่มืดมิดกลับปรากฏนิมิตพิสดารเช่นนี้ขึ้น

“แมลงจันทรา!” เขาเคยได้ยินเรื่องของมันมาบ้าง

พวกคนเฒ่าคนแก่มักจะเล่าให้ลูกหลานฟังว่า ในสมัยโบราณอันไกลโพ้น เคยมีดวงตะวันและดวงจันทร์ เมื่อเห็นแววตาที่สับสนของเด็กๆ บรรพบุรุษก็จะยกตัวอย่างของแมลงจันทราขึ้นมาเปรียบเทียบ

‘หากวันใดพวกเจ้าบังเอิญได้เห็นแมลงจันทรา เมื่อนั้นพวกเจ้าก็จะรู้เองว่าดวงจันทร์มีหน้าตาเป็นอย่างไร’

หากแมลงจันทราปรากฏกายขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีใครบอกกล่าว ทุกคนย่อมรู้ได้ทันทีว่าเป็นมัน เพราะมันจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่โดดเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี

ในตอนแรกที่กลุ่มแสงนั้นค่อยๆ ลอยสูงขึ้น แสงของมันยังดูนวลตา ฉินหมิงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอคติในใจหรือเปล่า แต่เขารู้สึกเหมือนเห็นเงาลางๆ ของแมลงตัวหนึ่งอยู่ภายในนั้น

แต่ตอนนี้มันสว่างไสวเจิดจ้าเกินไปแล้ว จะมองเห็นรูปร่างของแมลงได้อย่างไร? แสงที่สาดส่องประสานกันดูคล้ายกับวงแหวนอันวิจิตรตระการตา ราวกับมีมงกุฎแห่งทวยเทพประดับอยู่ สาดแสงส่องประกายไปทั่วราตรีกาล

จักจั่นไม่รู้ถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โดยปกติแล้ว แทบไม่มีแมลงชนิดใดสามารถมีชีวิตรอดผ่านฤดูหนาวไปจนถึงปีถัดไปได้

แต่ตามคำเล่าขานของพวกคนแก่ แมลงจันทราย้ายถิ่นฐานมายังแถบนี้กว่าห้าสิบปีแล้ว อาศัยอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ และแทบไม่เคยปรากฏตัวในบริเวณรอบนอกเลย

ตามธรรมเนียมของคนในพื้นที่ มันถูกบันทึกไว้ในรายชื่อ "แมลงเลื่องชื่อ" ที่ยืนหยัดอยู่ในภูเขาใหญ่มานานกว่าห้าสิบปี

ผู้คนมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า พลังที่แท้จริงของมันอาจจะไม่ด้อยไปกว่าสัตว์ประหลาด หรือเจ้าภูเขาที่มีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนานกว่าเสียด้วยซ้ำ

ฉินหมิงเหม่อมอง ในสมัยโบราณอันไกลโพ้นดวงจันทร์มีหน้าตาเช่นนี้จริงๆ หรือ?

บนท้องฟ้ายามราตรี ราวกับมีดวงประทีปแห่งสวรรค์แขวนเด่น ส่องประกายระยิบระยับ สาดแสงสีนวลตาลงสู่ป่าเขาอันมืดมิด อาบไล่ทุ่งร้างที่วังเวง เพียงชั่วพริบตาพื้นที่แถบนี้ก็ถูกย้อมด้วยสีเงินจางๆ

นี่แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยเห็นมาตลอดชีวิต สีดำขลับดั่งน้ำหมึกในขุนเขาถูกขับไล่ไปจนหมดสิ้น

ทั่วทั้งฟ้าดินเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ฉินหมิงทอดสายตามองความงดงามนี้ พลางจินตนาการไปถึงโลกยุคโบราณที่มีดวงตะวันและดวงจันทร์ด้วยความโหยหา โลกใบนั้นจะเป็นอย่างไรกันนะ?

เขารู้ดีว่า แมลงจันทราตัวนี้ส่องสว่างได้เพียงภูเขาเตี้ยๆสองลูกในบริเวณนี้เท่านั้น ไม่อาจเทียบได้กับดวงจันทร์ของจริง เพราะตามตำนานเล่าว่ามันส่องแสงไกลหมื่นลี้ เป็นทัศนียภาพกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริง

ในยามนี้ ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัด ไม่ว่าจะเป็นราชันย์หมูป่า สิ่งมีชีวิตลึกลับที่ไล่ล่ามันมา หรือบรรดาสัตว์ปีกและสัตว์ป่าอื่นๆ ต่างก็นอนนิ่งไม่ไหวติง

ฉับพลัน แสงสายหนึ่งพุ่งพาดผ่านท้องฟ้ากว้าง แมลงจันทราบินจากไปแล้ว พื้นที่แถบนี้สูญเสียแสงสีไปอย่างรวดเร็ว ป่าเขากลับเข้าสู่ความมืดมิดไร้ขอบเขตอีกครั้ง

ฉินหมิงรู้สึกใจหายวูบ จากนั้นเขาก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า เมื่อไหร่กันที่เขาจะสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเหมือนแมลงจันทรา ราตรีนิรันดร์ไม่อาจบดบังเส้นทางเบื้องหน้าได้?

เขาไม่มีเวลาให้คิดฟุ้งซ่านมากนัก อาศัยจังหวะที่พวกสัตว์ร้ายยังคงหวาดกลัวและไม่กล้าโผล่ออกมาเพ่นพ่าน รีบลงมือลากกวางเขาดาบและหมาป่าหัวลาข้ามภูเขาเตี้ยๆ มุ่งหน้าจากไปอย่างรวดเร็ว

ในส่วนลึกของขุนเขา เสียงโหยหวนแสนสลดดังขึ้นครู่หนึ่งแล้วเงียบหายไป ณ จุดที่แมลงจันทราโฉบลงไป ดูเหมือนจะมีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งตัวหนึ่งถูกสังหาร

ป่าเขายังคงเงียบสงัด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดที่มีพลังเหนือชั้น หรือ ‘นกเลื่องชื่อ’ ที่ผ่านการกลายพันธุ์มาหลายครั้ง ต่างก็ไม่อยากส่งเสียงใดๆออกมา

หมู่บ้านซวงซู่อยู่เบื้องหน้า ฉินหมิงพาสัตว์ที่ล่ามาได้เดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย

เมื่อใกล้ถึงหน้าหมู่บ้าน เขาหันกลับไปมอง ทุ่งกว้างสี่ทิศช่างว่างเปล่าและมืดมิดไร้ขอบเขต

ภาพนิมิตอันงดงามตระการตาเมื่อครู่ยังคงติดตาติดใจ เขารู้สึกเหม่อลอยเล็กน้อย แสงจันทร์ในยุคโบราณที่เคยสาดแสงให้เมฆางดงาม บัดนี้หายไปไหนเสียแล้ว?

โครกก! ท้องร้องประท้วง ความหิวโหยอย่างรุนแรงลากเขากลับสู่โลกความเป็นจริง เขาหัวเราะเยาะตัวเอง จะไปคิดเรื่องเพ้อเจ้อพวกนั้นทำไมกัน ตอนนี้เขาต้องจัดการปัญหาปากท้องก่อน

อากาศหนาวขนาดนี้ มีเพียงเด็กไม่กี่คนที่วิ่งไล่จับกันอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน

“พี่ฉิน พี่เข้าป่า... ไปล่ากวางเขาดาบมาได้ตัวคนเดียวเลยรึ?” เด็กชายรูปร่างผอมกะหร่องคนหนึ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

เด็กๆ หลายคนหน้าแดงก่ำเพราะความหนาว วิ่งกรูเข้ามาดู เมื่อเห็นหมาป่าหัวลาสีดำที่หนักหลายร้อยชั่ง ต่างก็พากันตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

พวกเขามองเหยื่อทั้งสองตัวตาละห้อย อดไม่ได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย

“เดี๋ยวไปกินเนื้อที่บ้านข้ากันนะ” ฉินหมิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

เขารวดเร็วปานลมพัด ลากเหยื่อทั้งสองตัวกลับมาถึงบ้าน

ทนมาตลอดทาง จนเขาแทบอยากจะใช้ชีวิตแบบคนเถื่อนกินเนื้อสดๆ เลือดสดๆเสียให้รู้แล้วรู้รอด เขาจึงรีบไปต้มน้ำทันที พร้อมกับร้องเรียกให้ลู่เจ๋อและเหลียงว่านชิงมาช่วย

“เสี่ยวฉิน เจ้าบาดเจ็บรึ?” เหลียงว่านชิงตาไว เห็นคราบเลือดบนไหล่ของเขาเข้าพอดี

“บาดเจ็บนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” ฉินหมิงส่ายหน้า

ลู่เจ๋อช่วยตรวจดูให้ เมื่อเห็นว่าบาดแผลไม่ลึกและเริ่มตกสะเก็ดแล้ว จึงค่อยเบาใจลง

ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วลานบ้านหลังน้อย ในหม้อเหล็กมีเนื้อชิ้นโตต้มอยู่ บนกองไฟก็มีขากวางที่น้ำมันหยดติ๋งๆ กำลังถูกย่าง

ท้องของฉินหมิงร้องดังสนั่นหวั่นไหว เขาอดใจไม่ไหวอีกต่อไป ใช้มีดสั้นแล่เนื้อขากวางออกมาเป็นแผ่นบางๆ โดยไม่กลัวร้อน แล้วยัดเข้าปากทันที

“สุกแล้ว รสชาติดีชะมัด! เหวินรุ่ย วันนี้อาทำตามสัญญาแล้วนะ?”

เหวินรุ่ยชิมไปคำหนึ่ง เคลิบเคลิ้มจนตากลายเป็นรูปจันทร์เสี้ยว พยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าว “หอมจังเลย ข้าลืมไปแล้วว่าไม่ได้กินเนื้อมานานแค่ไหน ท่านอาเจ๋งที่สุดเลย!”

ฉินหมิงบอกให้ลู่เจ๋อและเหลียงว่านชิงกินก่อน ส่วนเนื้อที่เหลือค่อยจัดการทีหลัง

เหวินฮุยวัยสองขวบกว่ายังเคี้ยวขากวางย่างไม่ไหว ได้แต่กินเนื้อกวนที่ต้มจนสุกแล้วบดละเอียด ทำท่าเม้มปากน้อยใจ มองตาละห้อย จนทุกคนพากันหัวเราะออกมา

ฉินหมิงกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการผลัดกาย ร่างกายส่งสัญญาณรุนแรงออกมาหลายครั้งว่าโหยหาเนื้อสัตว์อย่างหนัก ยามนี้เขาจึงสวาปามอย่างตะกละตะกลาม ในที่สุดความต้องการก็ได้รับการตอบสนอง

ในตอนนั้นเอง ก็มีเด็กสองสามคนโผล่หัวมามองอยู่ที่ประตูลานบ้าน ใบหน้าเล็กๆ มอมแมม เมื่อได้กลิ่นเนื้อหอมๆ ในลานบ้าน พวกเขาก็มีท่าทีโหยหา แววตาเป็นประกาย แต่ไม่กล้าเดินเข้ามา

ฉินหมิงกวักมือเรียกทันที “ตอนอยู่หน้าหมู่บ้านข้าเรียกพวกเจ้าแล้วไม่ใช่รึ? เข้ามาเร็ว มากินด้วยกันสิ”

“ขอบคุณขอรับพี่ฉิน”

“ท่านอาใจดีจังเลย...”

เด็กๆ ต่างพากันร้องเรียกขานตามถนัด เดินเข้ามาในลานบ้านอย่างขวยเขิน ไม่นานก็เริ่มเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง ร้องอื้ออ้าบอกว่าอร่อยไม่หยุดปาก

“ค่อยๆ กิน ยังมีอีกเยอะ” เหลียงว่านชิงกลัวเด็กๆ จะติดคอ จึงตักน้ำแกงเนื้อให้พวกเขาทีละคน

ฉินหมิงรู้สึกราวกับเลือดเนื้อในร่างกำลังโห่ร้องยินดี เหมือนผืนดินที่แห้งแล้งได้รับหยาดฝนโปรยปราย ต้นกล้าจำนวนนับไม่ถ้วนแทงยอดออกมาจากดิน สรรพสิ่งถือกำเนิด พลังชีวิตพวยพุ่งออกมาไม่สิ้นสุด

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า เส้นเอ็นกำลังยืดขยาย ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่นเป๊าะแป๊ะเป็นระยะ อีกทั้งหูตาพลันสว่างไสว จิตใจก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างประหลาด

การถือกำเนิดใหม่จากครรภ์มารดาในภายหลัง ร่างกายของเขากำลัง'ผลัดกาย'อย่างแท้จริง!

ลู่เจ๋อและเหลียงว่านชิงวางตะเกียบลงนานแล้ว แต่ฉินหมิงยังคงกินเนื้อคำโตต่อไปเรื่อยๆ กระเพาะของเขาดูเหมือนจะเป็นหลุมดำไร้ก้นบึ้ง การกินแบบนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว อีกทั้งบนร่างยังมีเหยื่อผุดซึมออกมาไม่ขาดสาย จนมีกลุ่มหมอกสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมา

“ร่างกายกำลังผลัดกาย เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง!” ลู่เจ๋อตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าการเปลี่ยนแปลงของฉินหมิงที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อวานจะยังไม่สิ้นสุด แถมยังดูเหมือนว่าจะเร่งความเร็วขึ้นอีกด้วย นี่เขาจะก้าวไปถึงระดับไหนกันแน่?

พวกเด็กๆ กินจนพุงกาง กินไม่ไหวแล้ว ใบหน้าเล็กๆ ล้วนมีแต่ความพึงพอใจอย่างที่สุด

ฉินหมิงเห็นว่าพวกเด็กๆ เริ่มจะอึดอัด จึงหัวเราะบอกว่า “อิ่มกันแล้วรึ? งั้นก็ไปเล่นกันเถอะ”

ไม่นาน ข่าวเรื่องที่เขาล่ากวางเขาดาบและสัตว์ประหลาดภูเขามาได้ก็แพร่สะพัดไปทั่ว

ชาวบ้านต่างก็ตกตะลึง เพราะช่วงนี้โลกภายนอกอันตรายมาก หลายคนไม่กล้าเข้าป่าด้วยซ้ำ แต่เขากลับได้ผลเก็บเกี่ยวที่น่าทึ่งขนาดนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมาป่าหัวลากลายพันธุ์นั้นมีชื่อเสียทางด้านความดุร้าย คนธรรมดาหากไปเจอเข้าก็แทบไม่รอดชีวิต

ฉินหมิงเพิ่งจะอายุสิบหกนิดๆ จะไปรับมือกับสัตว์ร้ายหนักหลายร้อยชั่งขนาดนั้นได้อย่างไร?

“หรือว่าเขาจะผลัดกายในช่วงเวลาทองสำเร็จแล้ว?”

พริบตาเดียว ในลานบ้านหลังน้อยของฉินหมิงก็เต็มไปด้วยผู้คน ที่พากันมาสอบถามเรื่องราวภายในป่า

หากข้างนอกปลอดภัยแล้ว พวกเขาก็ตั้งใจจะเข้าไปล่าสัตว์บ้าง

"แม่จ๋า หนูหิว" เด็กหญิงตัวเล็กที่สวมเสื้อผ้าปะชุนเอ่ยเสียงเบา

ในฤดูหนาวที่ขาดแคลนอาหารเช่นนี้ กลิ่นหอมของเนื้อย่างในลานบ้านช่างยั่วยวนใจนัก เด็กๆ หลายคนหลบอยู่หลังพ่อแม่ ต่างก็มองมาด้วยสายตาละห้อย

ฉินหมิงรู้ซึ้งถึงความทรมานจากการอดอยาก เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่แดงก่ำเพราะความหนาวและดูน่าสงสารเหล่านั้น เขาก็รีบกวักมือเรียกทันที “มาๆ มากินด้วยกันสิ”

เด็กพวกนี้ไม่ได้ขยับตัวทันที แต่หันไปมองพ่อแม่ของพวกเขาก่อน ตามประสาเด็กบ้านนอกที่ซื่อๆ และรู้จักเกรงใจ

ฉินหมิงจึงเอ่ยต่อว่า “ท่านลุงท่านป้า ข้าคงไม่ชวนให้พวกท่านกินที่นี่หรอก แต่เดี๋ยวให้เอาเนื้อกลับไปบ้านละห้าชั่ง”

“เสี่ยวฉิน จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร...”

“ตกลงตามนี้นะ” ฉินหมิงยืนกราน ทั้งหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือน เนื้อที่เขามีพอจะแบ่งปันได้อยู่แล้ว

“เสี่ยวฉินนี่เป็นคนดีจริงๆ ว่างๆ พวกเราลองหาดูสิ รีบหาเมียสวยๆ ให้เขาสักคน อายุเขาก็ได้ที่แล้วนะ”

“เรื่องนั้นยังไม่รีบหรอกขอรับ” ฉินหมิงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน

ในลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ พวกเด็กๆ มีความสุขที่สุด นั่งล้อมวงกันกินจนปากมันแผล็บ

.…..

“เสี่ยวฉิน บอกความจริงลุงมาเถอะ เจ้าผลัดกายแล้วใช่ไหม?” หยางหย่งชิงเดินเข้ามาถาม

ก่อนราตรีตื้นจะมาเยือน เขาเพิ่งจะแยกกับฉินหมิงไปไม่นาน แต่พอเจอกันอีกที อีกฝ่ายกลับสังหารหมาป่าหัวลากลายพันธุ์ได้เสียแล้ว เล่นเอาเขาตกใจแทบแย่

ฉินหมิงพยักหน้าพลางยิ้ม “ก็ลุงหยางบอกว่าจะมีคุณหนูผู้สูงศักดิ์ลงมาไม่ใช่รึขอรับ ให้ข้าพยายามพัฒนาตัวเอง ทำผลงานให้ดี บวกกับเจออันตรายในภูเขา ข้าก็เลยถูกกระตุ้น ร่างกายร้อนขึ้นเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ ก็ผลัดกายเลย”

“ไอ้เด็กนี่ ไม่ซื่อซะเลยนะเจ้า” หยางหย่งชิงหัวเราะพลางชี้หน้าเขา

ทุกคนที่อยู่ที่นี่รู้ดีว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะร่างกายของฉินหมิงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป และสะสมพลังมามากพอ

“ผลัดกายในช่วงเวลาทอง หลายสิบปีมานี้ นี่เป็นคนแรกของหมู่บ้านซวงซู่เราเลยนะ!” ตาเฒ่าหลิวที่อยู่หน้าหมู่บ้านเอ่ยชมด้วยความประทับใจ

ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเรื่องนี้หมายถึงอะไร มันคือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในภูมิภาคแถบนี้ และมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดรออยู่

ท่ามกลางอากาศหนาวจัดจนลมหายใจกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ร่างกายของฉินหมิงกลับเหมือนเตาไฟที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ หยาดเหงื่อจำนวนมากหลั่งไหลออกมาจนตัวเปียกโชก เขาแทบจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกลุ่มหมอกสีขาว

“พลังชีวิตของเลือดเนื้อแข็งแกร่งขนาดนี้เลยรึ รุนแรงกว่าตอนที่ข้าผลัดกายหลายเท่าตัวนัก” หนวดเคราเฟิ้มของหยางหย่งชิงสั่นระริกด้วยความตกตะลึง

เขารู้ดีว่า ฉินหมิงกำลังเร่งกระบวนการผลัดกายตั้งแต่หัวจรดเท้า จากภายในสู่ภายนอก ราวกับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่พัดพาใบไม้แห้งร่วงหล่น จากนั้นก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่แตกกิ่งก้านสาขา

คราบเหนียวเหนอะหนะบนผิวหนังคือการสลัดสิ่งปฏิกูลและของเสียทิ้งไป ส่วนภายในนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่รุ่งโรจน์ โลหิตเปล่งประกาย ราวกับได้กลับเข้าไปอยู่ในครรภ์มารดาอีกครั้ง เพื่อให้กำเนิดพลังชีวิตใหม่อันแข็งแกร่ง และขยายขีดจำกัดของร่างกายออกไป

ฉินหมิงรู้สึกง่วงนอนอย่างหนัก หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว เขาราวกับจะตกลงไปในสภาวะ ‘จำศีล’ อย่างประหลาด จนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น

เขาวานให้ลู่เจ๋อช่วยแบ่งเนื้อให้แต่ละบ้าน ส่วนตัวเขาก็ทำตามสัญชาตญาณของร่างกาย เตรียมจะเข้าไปนอนหลับพักผ่อนในบ้าน

“วันนี้ยายโจวจะฝังแล้ว รบกวนท่านช่วยเป็นธุระแทนข้าที เอาเนื้อไปให้บ้านโจวเยอะๆ หน่อยนะ” ฉินหมิงฝืนความง่วง ใช้น้ำแข็งล้างตัวก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงเตา

คนอื่นๆเห็นอาการเขาแล้ว แม้จะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรลึกซึ้งนัก

มีแต่หยางหย่งชิงที่เคยเปิดหูเปิดตามาบ้าง พอเห็นฉินหมิงถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีขาว ราวกับหมอกเซียน แถมเสียงหัวใจเต้นยังดังกระหึ่มเหมือนตีกลอง ก็ถึงกับใจสั่นสะท้าน!

ที่สำคัญที่สุดคือ อีกฝ่ายยังอยู่ในระหว่างกระบวนการ ‘ผลัดกาย’ และยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุดนัก

หรือว่าการผลัดกายของฉินหมิงในครั้งนี้ อาจจะมีโอกาสเทียบชั้นพวกเด็กหนุ่มชื่อดังในเมืองใหญ่ที่สว่างไสวที่อยู่ไกลออกไปได้?

แต่ไม่นาน หยางหย่งชิงก็ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนั้น ต่อให้มีรากฐานดีเพียงใด จะไปสู้การสั่งสมพลังถึงสามชั่วอายุคนของคนพวกนั้นได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น คนพวกนั้นเองก็มีความโดดเด่นเหนือชั้นอยู่แล้วด้วย

ส่วนเด็กหนุ่มสาวคู่ที่สร้างความฮือฮาให้เมืองนั้นในช่วงนี้ ซึ่งก้าวข้ามสถิติผู้ที่ผลัดกายสำเร็จในช่วงเวลาทองของปีก่อนๆ ไปแล้วนั้น เขาคิดว่าไม่ต้องเอามาเทียบให้เสียเวลาเลย มันเทียบกันไม่ได้หรอก

จบบทที่ บทที่ 8 เคยสาดแสงจันทร์ให้เมฆา

คัดลอกลิงก์แล้ว