- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 3 โลกภายนอก
บทที่ 3 โลกภายนอก
บทที่ 3 โลกภายนอก
บทที่ 3 โลกภายนอก
หลังจากราตรีตื้นมาเยือน ความเงียบสงบก็ถูกทำลายลง แต่ละครอบครัวต่างยุ่งอยู่กับการไปรับหินสุริยันที่บ่อน้ำพุเพลิง
ฉินหมิงเตรียมพร้อมออกเดินทางตลอดเวลา บนร่างพกพาทั้งฉมวกล่าสัตว์ มีดสั้น ธนูและลูกศร เป็นต้น ถือว่ามีอาวุธครบมือ
เขากินหมั่นโถวที่ลู่เจ๋อส่งมาให้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้บอกอีกฝ่ายเรื่องที่จะออกไปข้างนอก เพราะกลัวว่าจะถูกห้ามปราม
ฉินหมิงไม่ได้อยากจะเอาตัวไปเสี่ยงอันตราย เขาตั้งใจจะไปลองเสี่ยงดวงในเขตที่ค่อนข้างปลอดภัยสักแห่ง
เขาเคยครุ่นคิดอยู่นาน นึกถึงร่องรอยหนึ่งที่เคยเห็นในป่าเขาเมื่อตอนฤดูใบไม้ร่วง ดูจากพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นแล้ว มันน่าจะอาศัยอยู่แถวๆนี้
"หวังว่ามันจะยังอยู่นะ จะได้มีอะไรให้ประหลาดใจบ้าง"
ข้างนอกค่อยๆ เงียบสงบลง ไม่มีใครไปเอาหินสุริยันอีกแล้ว
ฉินหมิงออกเดินทาง ระหว่างทางบังเอิญพบกับชาวบ้านสองคน เขายิ้มทักทาย แล้วรีบเดินจากไปก่อนที่พวกเขาจะทันตอบรับ
เขาเดินผ่านบริเวณที่ตั้งของบ่อน้ำพุเพลิง มุ่งหน้าเข้าสู่โลกอันมืดมิด
สภาพแวดล้อมภายนอกเลวร้ายเป็นอย่างมาก ฉินหมิงเดินฝ่ากองหิมะ เผยให้เห็นเพียงช่วงอกขึ้นไป ส่วนครึ่งล่างถูกหิมะกลบฝังจนมองไม่เห็น
อากาศหนาวเหน็บเป็นพิเศษ ลมหายใจสีขาวที่เขาพ่นออกมาจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามคิ้วและปลายเส้นผม
แม้จะเป็นราตรีตื้น แต่ฟ้าดินก็ยังคงมืดสลัว มองไม่เห็นทัศนียภาพที่อยู่ไกลออกไป
ฉินหมิงถือฉมวกล่าสัตว์ เดินย่ำฝ่าไปอย่างยากลำบาก ตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าไปนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
ในที่สุด หลังจากเดินมาได้ประมาณสี่ลี้(2 กิโลเมตร) เขาก็ใกล้จะถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าคือความมืดมิดดำทะมึน นั่นคือป่าทึบ แม้จะยังอยู่ห่างออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ก็พอมองเห็นโครงร่างได้แล้ว
เป้าหมายของฉินหมิงคือบริเวณชายป่า เขาจะไม่เข้าไปลึกจนเกินไป
เขาเดินลุยหิมะอย่างทุลักทุเลเข้าไปในป่าทึบ นอกจากต้นไม้เพียงไม่กี่สายพันธุ์แล้ว ต้นไม้ส่วนใหญ่ล้วนโกร๋นไร้ใบ บนกิ่งก้านมีหิมะปกคลุมอยู่เต็มไปหมด
ฉินหมิงหยุดฝีเท้าลง พยายามนึกย้อนไปถึงเส้นทางของสิ่งมีชีวิตที่เขาเคยเห็นในตอนนั้นอย่างละเอียด
เขาเคยพบว่าบริเวณนั้นมีโพรงไม้ บางทีอาจจะเป็นหนึ่งในรังของมัน
"ตัวมันใหญ่กว่าพวกเดียวกันมาก น่าจะกลายพันธุ์แล้วล่ะ ถ้าหารังหลักเจอ น่าจะได้ของดีติดมือกลับไปเพียบเลย"
หลังจากหยุดพักเพียงครู่เดียว ฉินหมิงก็เดินหน้าต่อไป
ภายในป่ามืดสนิท นานๆครั้งจะมีเสียงนกประหลาดร้องโหยหวนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้ดินแดนไร้ผู้คนแห่งนี้ดูวังเวงและน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษ
จู่ๆ ร่างกายของฉินหมิงก็เกร็งเขม็ง เขาได้กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ลอยมาแตะจมูกอย่างเลือนราง นี่มันผิดปกติมาก
เขากระชับฉมวกล่าสัตว์ในมือทั้งสองข้างแน่น กวาดสายตามองไปรอบๆ เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
จู่ๆ เขาก็แทงฉมวกเหล็กแหลมคมในมือขึ้นไปเหนือหัว!
เขาได้ยินเสียงลมพัดผิดปกติ และระบุต้นตอของกลิ่นได้แล้ว ในขณะเดียวกันเขาก็เงยหน้าขึ้นไปมองเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร
เงาดำสายหนึ่งห้อยหัวลงมาจากกิ่งไม้ที่สูงกว่าสิบเมตร มันมีใบหน้าของชายชราที่ซีดเผือด กำลังโฉบดิ่งลงมา โจมตีเข้าที่ศีรษะของฉินหมิงอย่างดุร้าย
ท่ามกลางป่าทึบอันไร้ชีวิตชีวาแห่งนี้ จู่ๆ ก็เกิดภาพเช่นนี้ขึ้น ชวนให้รู้สึกขนหัวลุกจริงๆ
โชคดีที่ฉินหมิงตอบสนองได้อย่างฉับไว พบเห็นลางบอกเหตุที่ผิดปกติล่วงหน้า ฉมวกเหล็กในมือจึงพุ่งเข้าปะทะกับสิ่งมีชีวิตกลางอากาศได้อย่างรวดเร็ว
เสียงร้องแหลมเล็กดังลั่นไปทั่วป่า ทำให้รู้สึกหนาวสะท้าน สิ่งมีชีวิตตัวนั้นไม่ได้พุ่งเข้ามาตรงๆ แต่เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างขณะที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร
ลมหนาวพัดกรรโชก มันกางปีกอันทรงพลัง บินโฉบทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีผ่านช่องว่างของต้นไม้ หลังจากบินวนอยู่ครู่หนึ่ง มันก็จากไปและหายลับไปในความมืด
แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่ฉินหมิงก็ยังคงระบุเผ่าพันธุ์ของมันได้
แร้งหน้าคน นกล่าเหยื่อที่กินซากศพเป็นอาหาร มีลำตัวเป็นนกอินทรีสีเทาดำ ใบหน้าทั้งหมดยกเว้นจงอยปากแล้ว ก็แทบไม่ต่างอะไรกับใบหน้าซีดเผือดและเหี่ยวย่นของชายชรา น้ำหนักตัวของมันโดยทั่วไปจะไม่เกินสี่สิบชั่ง(20 กิโลกรัม)
ภายใต้สถานการณ์ปกติ มันจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะกินเพียงแค่ซากศพเท่านั้น หรือว่าการที่มันทำตัวผิดปกติแบบนี้ เป็นเพราะหาเหยื่อยากในช่วงนี้กันนะ?
ฉินหมิงระแวดระวังตัวอย่างรอบคอบ รออยู่เนิ่นนานมันก็ไม่ปรากฏตัวออกมาอีก
ระยะทางห่างจากจุดหมายอีกไม่ไกลแล้ว เขาไม่มีทางล้มเลิกกลางคันอย่างแน่นอน หลังจากหยุดพักครู่หนึ่งก็ออกเดินทางต่อ
"น่าจะเป็นที่นี่แหละ"
พื้นที่บริเวณนี้มีเต็มไปด้วยต้นสนป่า ต้นไม้ผลัดใบ และต้นไป๋ฮวา(ต้นเบิร์ชขาว)เป็นหลัก ฉินหมิงมั่นใจว่าตนไม่ได้มาผิดที่ เขาพบโพรงไม้ที่เคยเห็นแล้ว
แม้ในป่าจะค่อนข้างมืด แต่ในระยะห่างเพียงไม่กี่เมตร เขาก็ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าขอบโพรงไม้นั้นสะอาดมาก นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
หากสิ่งมีชีวิตตัวนั้นซุ่มซ่อนอยู่ในโพรงไม้ ภายใต้ความหนาวเหน็บเช่นนี้ ไอน้ำที่พ่นออกมาจากลมหายใจจะต้องจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอยู่ปากโพรงอย่างแน่นอน
จะบอกว่าไม่ผิดหวังก็คงเป็นไปไม่ได้ ฉินหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หรือว่าสิ่งมีชีวิตตัวนั้นไม่ได้อาศัยอยู่แถวนี้แล้ว?
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวจะค้นหาบริเวณรอบๆ อย่างละเอียด
มือขวาของเขากระชับฉมวกล่าสัตว์แน่น ส่วนมือซ้ายกำมีดสั้นไว้ รักษาสถานะป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา อย่างไรเสียก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาอันตรายในป่าเขาได้
ฉินหมิงค่อยๆ สำรวจและค้นหาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเสียงดัง
ผ่านไปครึ่งเค่อ(7.5 นาที) เขาเห็นร่องรอยที่สัตว์บางชนิดทิ้งไว้บนหิมะ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีความหวังแล้ว!
ฉับพลันนั้น แสงสีแดงฉานผืนใหญ่ก็พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่ภูเขาเบื้องหน้า สาดส่องป่าทึบให้สว่างไสวในชั่วพริบตา
ฉินหมิงตกใจ จากนั้นก็ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ใช้โอกาสนี้สังเกตดูรอบๆ อย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่หรือไม่
ในขณะเดียวกันเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อดูว่ามีโพรงไม้ที่น่าสงสัยบ้างไหม
ไม่นาน แสงสว่างจ้าก็หายไป ฟ้าดินกลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
นั่นคือ ‘แสงบาดาล’ ที่ระเหยขึ้นมาจากบ่อน้ำพุเพลิงในชั้นใต้ดินลึก ซึ่งนานๆ ครั้งจึงจะปรากฏขึ้น
โดยทั่วไปมักจะพบเห็นได้บ่อยหลังจากอากาศอุ่นขึ้น โดยเฉพาะในฤดูร้อน บางครั้งแสงบาดาลอาจระเหยขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งถึงสองวัน ชักนำปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรืออาจนำพากลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่มาด้วย
ในเวลาเช่นนั้น เม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างหนักพร้อมกับแสงสีแดงฉาน ทำให้โลกดูงดงามตระการตายิ่งนัก
สำหรับผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไร้เวลากลางวัน นั่นคือทัศนียภาพที่งดงามที่สุดแล้ว
เมื่อป่าทึบกลับมามืดสลัวอีกครั้ง ฉินหมิงก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมาจากใจจริง เพราะเมื่อครู่นี้เขาพบโพรงไม้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่
เขาค่อยๆ ขยับฝีเท้าไปบนกองหิมะ เสียงเบาๆ ถูกกลบด้วยเสียงลมหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้น
เขาย่องเบาๆ ไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดเท่าถังน้ำ มองดูโพรงไม้ที่อยู่สูงจากพื้นดินขึ้นไประดับหนึ่ง หลังจากชูฉมวกล่าสัตว์ขึ้น ก็เข้าใกล้ได้พอดี
ฉินหมิงวางฉมวกล่าสัตว์ลง จากนั้นก็กระโดดพรวดขึ้นมาจากกองหิมะ เขากอดลำต้นไม้แล้วออกแรงปีนป่าย ร่างกายปราดเปรียวและว่องไว พุ่งขึ้นไปถึงหน้าโพรงไม้โดยตรง
มีดสั้นในมือขวาของเขาตวัดออกไป ฟันเข้าที่บริเวณปากโพรง เกิดเสียงดังกังวานทึบๆ
ในขณะเดียวกัน สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งที่กำลังจะพุ่งออกมาก็รีบหดตัวกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว เกือบจะถูกคมมีดฟันเข้าให้แล้ว
ฉินหมิงไม่คาดคิดเลยว่าจะสามารถต้อนสิ่งมีชีวิตตัวนี้ให้จนมุมอยู่ในโพรงไม้ได้จริงๆ นับว่าเป็นความประหลาดใจที่น่ายินดี
ในความคิดของเขา หากสามารถหารังหลักของมันพบ และนำเสบียงอาหารที่มันเก็บตุนไว้ทั้งหมดออกมาได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และน่าจะได้ผลเก็บเกี่ยวไม่น้อย
ภายในโพรงไม้มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับเสียงร้องอย่างร้อนรน
ปากโพรงมีขนาดไม่ใหญ่นัก ฉินหมิงล้วงมือเข้าไปได้อย่างยากลำบาก เขาตวัดมีดฟันติดต่อกัน เนื้อไม้บริเวณนี้แห้งกรอบไปนานแล้ว เพียงไม่กี่ครั้งโพรงไม้ก็ขยายใหญ่ขึ้น
เขารีบหยิบถุงหนังสัตว์ออกมาสวมมือ แล้วเริ่มจับสัตว์ทันที
ภายในโพรงไม้อันมืดมิด มีเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังออกมา
ฉินหมิงล้วงแขนเข้าไปจนสุด สัมผัสได้ถึงการพุ่งชนอย่างสะเปะสะปะ โชคดีที่ถุงหนังสัตว์หนาพอ ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกกัดไปแล้ว
เขาคว้าตัวเหยื่อไว้ได้ แล้วรีบดึงมันออกมาอย่างรวดเร็ว
เขาหยิบหินสุริยันก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่องเข้าไปในส่วนลึกของโพรงไม้ ทันใดนั้นก็เผยสีหน้าดีใจ ภายในนั้นมีทั้งถั่วเปลือกแข็ง เกาลัด พุทราแดง และอื่นๆ อีกมากมาย เต็มไปด้วยของแห้งทั้งสิ้น
สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือเป้าหมายหลักของเขา
ความรู้สึกของการอดอาหารมันไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย ผลไม้แห้งเหล่านี้สามารถใช้ประทังความหิวได้ ถือเป็นของช่วยชีวิต ซึ่งทำให้ดวงตาที่ใสซื่อของฉินหมิงเปล่งประกายด้วยความหวังอันเร่าร้อน
เขาหันหน้าไปมองสัตว์ตัวเล็กที่ถูกจับไว้ในมือ ขนสีแดงฉานทั่วทั้งร่างของมันภายใต้แสงสาดส่องจากหินสุริยันนั้น ดูนุ่มลื่นเสียยิ่งกว่าผ้าไหม
นี่คือกระรอกแดง ตัวที่มีขนาดปกติจะมีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งชั่ง(ครึ่งกิโลกรัม) แต่มันกลับมีน้ำหนักมากกว่าสองชั่ง เห็นได้ชัดว่ามันกลายพันธุ์แล้ว
มันกำลังแทะกัดถุงหนังสัตว์ที่สวมอยู่บนมือของฉินหมิง อยากจะหนีแต่ก็ทำไม่ได้
ขนสีแดงฉานเป็นประกายทั่วทั้งร่างของมันกำลังเรืองแสง มูลค่าของมันต้องไม่ต่ำอย่างแน่นอน
ฉินหมิงหยิบลวดเหล็กเส้นหนึ่งออกมา มัดมันไว้อย่างคล่องแคล่ว รัดจนแน่น แล้วนำไปแขวนไว้บนต้นไม้
ลำดับต่อไปก็คือความสุขจากการเก็บเกี่ยว เขากอบผลไม้แห้งหลากหลายชนิดออกมาจากโพรงไม้กำแล้วกำเล่า ไม่นานถุงหนังสัตว์ที่เคยแบนแต๊ดแต๋ก็ค่อยๆ โป่งพองขึ้น
สุดท้ายเขาก็ลองชั่งน้ำหนักดู มันหนักเกินกว่าแปดชั่ง (ประมาณ 4 กิโลกรัม)
ข้างๆ กัน กระรอกแดงกลายพันธุ์ที่ถูกห้อยหัวลงมาเบิกตากลมโตดำขลับราวกับอัญมณี ร้องจี๊ดๆ ไม่หยุด ดูเหมือนจะโกรธจัด
ฉินหมิงรู้สึกว่ามันกำลังด่าทอเขาอยู่
"เจ้าตัวหนักขนาดนี้ เสบียงอาหารข้ามฤดูหนาวแค่แปดชั่งกว่าๆ จะไปพอกินได้อย่างไร?" ฉินหมิงแขวนมันไว้บนฉมวกล่าสัตว์ แล้วถือหินสุริยันค้นหาในบริเวณใกล้เคียง
ทุกๆ ปีในช่วงฤดูหนาวหิมะจะตกหนักมาก สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์พวกนี้ปกติจะไม่ฝังอาหารไว้ใต้ดิน ไม่งั้นพวกมันเองก็จะหาไม่เจอเหมือนกัน
ฉินหมิงพบโพรงไม้แห่งที่สองในบริเวณใกล้เคียงจริงๆ ตามด้วยแห่งที่สาม และเมื่อรวมกับโพรงไม้ที่ไม่มีเกล็ดน้ำแข็งซึ่งเขาพบเป็นแห่งแรกแล้ว กลับกลายเป็นว่าทุกแห่งล้วนมี 'เสบียงที่เก็บตุนไว้' ทั้งสิ้น
เขาปอกเปลือกถั่วเปลือกแข็งมากินกองหนึ่ง แล้วก็กินเกาลัดไปอีกกำมือ อร่อยชะมัด จากนั้นเขาก็เอาพุทราแดงไปถูกับหิมะเพื่อทำความสะอาด แล้วกินรวดเดียวห้าลูก หวานฉ่ำไปทั้งปาก
ฉินหมิงไม่หิวแล้ว บนใบหน้าที่หมดจดเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข ผลไม้แห้งเหล่านี้อร่อยมาก อีกทั้งยังสามารถแก้ไขสถานการณ์อันยากลำบากในปัจจุบันของเขาได้อีกด้วย
กระต่ายเจ้าเล่ห์ยังมีสามโพรง แต่กระรอกแดงที่มีขนเรืองแสงตัวนี้กลับมีรังถึงสี่แห่ง เก็บซ่อนอาหารไว้มากกว่าสามสิบชั่ง สมกับที่เป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จริงๆ
ฉินหมิงบรรจุเสบียงจนเต็มถุงหนังสัตว์ไปกว่าครึ่ง
"จี๊ดๆ..." ในตอนแรกกระรอกแดงกลายพันธุ์ยังคงดิ้นรนอย่างรุนแรง ร้องโวยวายไม่หยุด แต่เมื่อเห็นว่ารังทั้งสี่แห่งถูกค้นพบและถูกขนย้ายไปจนหมดเกลี้ยง จู่ๆ มันก็ตัวแข็งทื่อ แล้วก็นิ่งสนิทไป
ฉินหมิงประหลาดใจ ลองเขย่ามันดู นี่มันแกล้งตายหรือเปล่าเนี่ย?
เขาเคยได้ยินมานานแล้วว่า ร่างกายของสัตว์กลายพันธุ์ในป่าพวกนี้จะแข็งแกร่งกว่าสัตว์ทั่วไปมาก แถมยังฉลาดหลักแหลม แต่ก็เป็นพวกขี้โมโห ไม่น่าเชื่อว่าจะโกรธจนตายได้จริงๆ
"พอดีเลย เหวินรุ่ยน้อยบอกว่าอยากกินเนื้อ เอาไปต้มน้ำแกงเนื้อได้หม้อหนึ่งเลย" เขาพึมพำกับตัวเอง ไม่นึกเลยว่าจะสามารถทำตามความปรารถนาของเด็กคนนั้นได้เร็วขนาดนี้
ที่หมู่บ้านซวงซู่ ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์
มีคนพูดถึงเรื่องที่ฉินหมิงพกอาวุธครบมือออกไปที่ทุ่งกว้าง ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ราวกับว่าจะไปล่าสัตว์ร้ายขนาดใหญ่อย่างไรอย่างนั้น!
ลู่เจ๋อก็ได้รับข่าวนี้เช่นกัน เขาขมวดคิ้วแน่น เจ้าเด็กนั่นกล้าออกไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพังได้อย่างไร คงไม่ได้ไปล่าหมีหรอกนะ?
.….
ฉินหมิงยืนอยู่บนที่สูง พบว่าตนอยู่ใกล้กับยอดเขามากแล้ว นี่คือภูเขาเตี้ยๆ ที่ตั้งอยู่รอบนอกสุดของป่าทึบ
น่าเสียดายที่เขาค้นหาอยู่เนิ่นนาน แต่ก็ไม่พบโพรงกระรอกแห่งอื่นอีก
เขาเดินมาถึงยอดเขา มองออกไปข้างหน้า เห็นแต่ป่าทึบดำทะมึน และเทือกเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เรียงราย แต่มองเห็นเพียงเงาดำเลือนรางเท่านั้น
ที่จริงแล้วในหุบเขาลึก มีบริเวณที่สว่างไสวมาก แต่ถูกหมอกแห่งรัตติกาลอันกว้างใหญ่บดบังไว้ มีเพียงแสงสลัวๆ ลอดออกมาให้เห็นบ้าง
ฉินหมิงรู้ดีว่า ที่นั่นหมายถึงสิ่งที่ไม่รู้จัก ความลี้ลับ และอันตราย ซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะก้าวล่วงเข้าไปได้