- หน้าแรก
- มือสังหารสายคลั่ง
- บทที่ 24 เจ้าเซ่อป่วนหอเฟยอวิ๋น
บทที่ 24 เจ้าเซ่อป่วนหอเฟยอวิ๋น
บทที่ 24 เจ้าเซ่อป่วนหอเฟยอวิ๋น
"เสี่ยวเอ้อ ขอสั่งอาหารหน่อย!"
เซี่ยงซีจูงมือหลิวคนโง่เดินอาดๆ เข้าไปในหอเฟยอวิ๋น
เสี่ยวเอ้อที่คอยต้อนรับอยู่ในโถงใหญ่หันมาเห็นทั้งสองคนสวมเสื้อผ้าซอมซ่อ ก็แสดงสีหน้าเหยียดหยามพลางโบกมือไล่ "ไปๆๆ! หอเฟยอวิ๋นของเรารับเฉพาะแขกผู้มีเกียรติ ไม่ต้อนรับยาจกอย่างพวกเจ้าหรอกนะ!"
เซี่ยงซีกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนว่าหอเฟยอวิ๋นแห่งนี้จะวางมาดใหญ่โตไม่เบาเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับเสี่ยวเอ้อให้เสียเวลา นางเพียงกวักมือเรียกหลิวคนโง่ "เจ้าเซ่อ เอาถุงเงินออกมาสิ"
ตุ้บ—
หลิวคนโง่ปลดถุงเงินจากหลังแล้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง
จากปลาไหลนาสามร้อยกว่าชั่งในวันนี้ พวกเขาขายไปแล้วกว่าสองร้อยหกสิบชั่ง ได้เงินมาทั้งหมดห้าร้อยยี่สิบกว่าเหวิน
เมื่อหักค่าเครื่องปรุง ค่าไหดินเผา และค่าเสียหายห้าสิบเหวินที่เพิ่งจ่ายไป ในถุงใบนี้ก็ยังมีเงินเหลืออยู่อย่างน้อยสี่พันห้าร้อยเหวิน น้ำหนักรวมกว่าหกสิบชั่ง!
การกระแทกถุงเงินลงบนโต๊ะครั้งนี้เล่นเอาโต๊ะแทบจะแหลกเป็นชิ้นๆ
เสี่ยวเอ้อถึงกับผงะไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส โค้งคำนับประจบประแจงทันที "เชิญนั่งขอรับ เชิญนั่ง! แขกผู้มีเกียรติทั้งสอง—เด็กๆ ยกน้ำชามาเร็วเข้า!"
เซี่ยงซีอดทึ่งไม่ได้ที่หมอนี่ช่างหน้าหนา เปลี่ยนสีหน้าได้ไวปานพลิกฝ่ามือ แถมยังทำหน้าซื่อตาใสประจบสอพลอได้อย่างแนบเนียน!
แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่เขาว่ากันว่า นี่คือทักษะการเอาตัวรอดของเขา
การหาเลี้ยงชีพด้วยทักษะของตนเองไม่ใช่เรื่องน่าละอายแต่อย่างใด
"ไม่ทราบว่าแขกผู้มีเกียรติทั้งสองท่านต้องการรับประทานอะไรดีขอรับ?"
"ที่นี่มีของอร่อยอะไรบ้างล่ะ?"
"โอ้ มีเยอะแยะเลยขอรับ" เสี่ยวเอ้อสาธยาย "หมูสามชั้นน้ำแดง ไก่นึ่ง หมูนึ่งข้าวคั่ว ปลาเปรี้ยวหวาน..."
"พอแล้วๆ"
นี่กะจะท่องเมนูให้นางฟังทั้งเล่มเลยหรือไง?
"ที่เจ้าพูดมาเมื่อกี้ เอามาให้หมดนั่นแหละ!"
"หา?"
เสี่ยวเอ้อนึกว่าตัวเองหูฝาดไป
เขาเคยเห็นคนสุรุ่ยสุร่ายมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเจอใครสั่งอาหารบ้าระห่ำขนาดนี้มาก่อน
"แขกผู้มีเกียรติสองท่าน อาหารจานหลักสิบสองอย่าง กำลังจะมาแล้วขอรับ!"
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'การขานชื่ออาหาร'
จุดประสงค์ก็เพื่อให้แขกที่สั่งอาหารราคาแพงหรือสั่งหลายอย่างรู้สึกภูมิใจ มีหน้ามีตา ในขณะเดียวกันก็ทำให้แขกที่สั่งอาหารน้อยรู้สึกเสียหน้า จนอาจจะต้องสั่งอาหารเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่าง
เสียงตะโกนนี้ดึงดูดความสนใจของแขกเหรื่อรอบข้างได้สำเร็จ และยังไปเข้าหูหลงจู๊ฉีที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์อีกด้วย
คนที่ถูกส่งไปก่อกวนยังไม่กลับมา หลงจู๊ฉีจึงย่อมไม่รู้ว่าเซี่ยงซีกับชายร่างใหญ่คือคนที่ขายปลาไหลนาอยู่ตรงหัวมุมถนน เขากำลังรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้แขกหลายคนนำปลาไหลนามาเอง ทำให้ทางร้านขายอาหารได้น้อยลงมาก โดยเฉพาะอาหารจานหลักราคาแพง
โชคดีที่มีเศรษฐีหน้าโง่สองคนหลงเข้ามา แบบนี้เงินทองที่ขาดทุนไปเมื่อตอนกลางวันก็จะได้คืนกลับมาจนหมดไม่ใช่หรือ?
ไม่นานนัก อาหารจานโตหน้าตาน่ารับประทานก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ
เซี่ยงซีไม่รอช้า พยักหน้าเป็นสัญญาณให้หลิวคนโง่ลงมือสวาปามกันได้เลย
แม้ฝีมือทำอาหารของเซี่ยงซีจะอร่อยเลิศล้ำ แต่อาหารของเหลาแห่งนี้ก็รสชาติดีไม่แพ้กัน แถมยังมีแต่เนื้อเน้นๆ มีหรือที่หลิวคนโง่จะกินไม่อิ่ม?
มือซ้ายถือไก่ มือขวาถือเป็ด ในปากยังคาบ《เกี๊ยวหมูตัวอ้วน》เอาไว้อีกสองชิ้น...
หลังจากพายุกระหน่ำกวาดล้าง อาหารทุกจานบนโต๊ะก็ถูกจัดการจนเกลี้ยงเกลาโดยคนทั้งสอง ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงมันเยิ้ม เพราะหลิวคนโง่เอาไปคลุกข้าวกินจนหมดเกลี้ยง
"อิ่มหรือยัง?" เซี่ยงซีเอ่ยถาม
"อิ่มแล้วจ้ะ"
อิ่มแล้วก็ดี
ในเมื่อกินอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาออกโรง!
"เจ้าเซ่อ ปวดท้องซะ"
หลิวคนโง่: ...???
"เมียจ๋า ข้าไม่ได้ปวดท้องนะ..."
"ข้าบอกว่าปวด มันก็ต้องปวดสิ!"
"แต่ข้าไม่ได้ปวดจริงๆ นี่นา..."
"ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม ปวดหรือไม่ปวด?"
หลิวคนโง่หดคอด้วยความหวาดกลัว "ปวดจ้ะ ปวด... โอ๊ยยย ข้าปวดท้องเหลือเกิน!"
หลิวคนโง่ไม่รู้หรอกว่าการแกล้งป่วยเป็นอย่างไร แต่ในเมื่อเมียอยากให้เขาปวด เขาก็ต้องปวด
เพราะ 'การนับหนึ่งถึงสาม' ของเมียนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
เขาจึงนึกถึงตอนที่ตัวเองเคยปวดท้อง ทิ้งตัวลงนอนกลิ้งเกลือกไปกับพื้น "โอ๊ย... ปวดท้องเหลือเกิน! โอ๊ย... จะตายอยู่แล้ว... โอ๊ย..."
เดิมทีทั้งสองก็เป็นที่จับตามองอยู่แล้ว ยิ่งหลิวคนโง่ร้องโอดโอยขึ้นมาอย่างกะทันหัน แขกทุกคนในโถงใหญ่ก็พากันหันมามองอีกครั้ง
หลงจู๊ฉีที่อยู่หลังเคาน์เตอร์หน้ามืดทะมึน เขามองลูกไม้ของเซี่ยงซีออกทะลุปรุโปร่ง—พวกนี้แกล้งป่วยเพื่อจะชักดาบกินฟรีสินะ!
เขาเปิดเหลาอาหารมาตั้งยี่สิบกว่าปี เจอคนใช้มุกนี้มานักต่อนักแล้ว!
พวกขยะสวะพรรค์นี้ ต้องโดนอัดสักป้าบสองป้าบถึงจะหลาบจำ
ถ้าป้าบเดียวยังไม่จำ ก็จัดไปสองป้าบ!
"เสี่ยวเอ้อ!"
"ขอรับ หลงจู๊ฉี!"
"ไปเรียกคนออกมาให้หมด!"
"ได้เลยขอรับ!"
เสี่ยวเอ้อรีบวิ่งไปที่หลังร้าน เรียกทั้งคนงานจับฉ่าย ผู้ช่วยแม่ครัว คนขับรถม้า... รวมแล้วกว่าสิบคนออกมา
ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีไอ้จมูกเบี้ยวที่เคยไปก่อเรื่องที่แผงของเซี่ยงซีรวมอยู่ด้วย
เมื่อมันเห็นว่าเป็นเซี่ยงซีกับชายร่างใหญ่ที่มาก่อกวน มันก็ถึงกับชะงักไปชั่วครู่
สองคนนี้ก่อนหน้านี้ยังขี้ขลาดตาขาวอยู่เลยไม่ใช่หรือ? ทำไมจู่ๆ ถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่นมาโวยวายถึงในหอเฟยอวิ๋นได้เนี่ย?
เซี่ยงซีก็เห็นมันเช่นกัน นางจึงส่งยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งไปให้
ไอ้หนู เห็นไหมล่ะ? แบบนี้สิถึงจะเรียกว่ามืออาชีพของแท้!
เมื่อเห็นว่าคนงานมากันครบแล้ว หลงจู๊ฉีก็ไม่รอช้า ตะโกนสั่งการเสียงดังลั่น "อัดพวกมัน!"
"ลุย!"
คนงานนับสิบคนพุ่งเข้าใส่หลิวคนโง่ราวกับหมาป่าหิวโซจ้องตะครุบเหยื่อ
แม้หลิวคนโง่จะสติไม่สมประกอบ แต่เขาก็รู้ว่าคนพวกนี้กำลังจะเข้ามาทำร้าย เขาจึงกระโดดเด้งดึ๋งลุกขึ้นจากพื้นราวกับกระต่ายป่า
"เมียจ๋า..."
คนเขาจะเข้ามาอัดแกอยู่แล้ว จะมามัวเรียกหาเมียทำไมเล่า!
"ลุยเลย!"
"จ๊ะ!"
หลิวคนโง่หัวเราะร่วน
เขารอคอยคำสั่งนี้มาตลอดทั้งบ่าย ในที่สุดเขาก็จะได้อัดคนเสียที!
"ย๊ากกก..."
หลิวคนโง่ส่งเสียงร้องคำรามประหลาด ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มคนนับสิบ
ท่อนแขนล่ำสันราวกับขาควายเหวี่ยงฟาดใส่ทุกคนที่ขวางหน้า!
กำปั้นโตเท่าหม้อดินเผาซัดเปรี้ยงเข้าใส่ผู้คนไม่ยั้ง!
บรรดาคนงานของหอเฟยอวิ๋นไม่เคยเจอคนบ้าดีเดือดขนาดนี้มาก่อน จึงถูกต้อนจนถอยร่นไม่เป็นท่า
หลงจู๊ฉีเห็นท่าไม่ดีจึงตะโกนสั่งอย่างร้อนรน "พวกเจ้าเข้าไปรุมจับมันไว้พร้อมๆ กันสิ!"
จากนั้นหลิวคนโง่ก็ถูกคนหลายคนตะครุบแขนขาเอาไว้ แต่ก็ไร้ผล
แม้จะมีคนเกาะอยู่บนหลังถึงสองคน หลิวคนโง่ก็ยังคงอาละวาดฟาดงวงฟาดงาได้อย่างสบายๆ
โต๊ะเก้าอี้บริเวณนั้นรับเคราะห์ไปเต็มๆ ล้มระเนระนาดเกลื่อนกลืนไปทั่วพื้น อาหารและสุราที่ยังกินไม่หมดสาดกระจายเลอะเทอะไปทั่ว
แขกที่นั่งกินอาหารอยู่ในโถงใหญ่ต่างตกใจกลัวจนพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง
ถ้าไม่หนีแล้วโดนลูกหลงเข้าจะทำอย่างไร? อีกอย่าง วิ่งหนีตอนนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าอาหารด้วยนี่นา!
แขกที่อยู่ในห้องส่วนตัวชั้นบนได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็พากันวิ่งออกมาดูเรื่องสนุก
เมื่อเห็นว่าคนตั้งมากมายยังเอาชนะหลิวคนโง่ไม่ได้ หลงจู๊ฉีก็กลอกตาไปมา แผนการใหม่ผุดขึ้นในหัว
"พวกเจ้าสองคน ไปจับนังผู้หญิงคนนั้นไว้!"
ไอ้จมูกเบี้ยวอยากจะทำแบบนั้นมาตั้งนานแล้ว
ในความทรงจำของมัน เซี่ยงซีคือเป้าหมายที่จัดการได้ง่ายดาย ตอนที่มันไปหาเรื่อง นางยังยอมจ่ายเงินให้พร้อมรอยยิ้มด้วยซ้ำ!
มันจึงอ้อมผ่านหลิวคนโง่ กระโดดข้ามโต๊ะเก้าอี้ แล้วพุ่งตรงเข้าไปหาเซี่ยงซี
ตั้งแต่หลุดเข้ามาอยู่ในโลกนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยงซีเจอคนที่กล้าลงมือกับนาง นางรู้สึดยกย่องในความกล้าหาญของไอ้จมูกเบี้ยวยิ่งนัก!
มาเลยๆ แม่นางผู้นี้จะให้เจ้าได้ประจักษ์ถึงฝีไม้ลายมือของนักฆ่าระดับโลก!
《ดัชนีจิ้มตา》!
นางเพียงแค่ยื่นสองนิ้วออกไปอย่างสบายๆ ไอ้จมูกเบี้ยวก็เอาลูกตาตัวเองมาส่งให้ถึงที่
"อ๊าก—"
ไอ้จมูกเบี้ยวร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เอามือกุมตาทั้งสองข้างพลางเดินถอยหลังกรูด เป็นเหตุให้เท้าไปเหยียบเข้ากับน้ำแกงมันเยิ้มบนพื้น ลื่นล้มหงายหลังตึงเสียงดังสนั่น!
"ฮ่าๆๆ ไร้น้ำยาจริงๆ!"
อีกคนเห็นดังนั้นก็ไม่กล้าผลีผลามเข้าไป คว้าม้านั่งยาวที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาฟาดใส่เซี่ยงซีอย่างแรง
สีหน้าของเซี่ยงซีเย็นเยียบลงทันที
ใช้ม้านั่งตีผู้หญิง—ช่างไร้ซึ่งจรรยาบรรณชาวยุทธ์สิ้นดี!
นางกระโดดเบาๆ หลบฉากขึ้นไปยืนบนโต๊ะด้านหลัง ม้านั่งของชายคนนั้นจึงฟาดโดนแต่ความว่างเปล่า เซี่ยงซีฉวยโอกาสนั้นกระโจนเข้าใส่ นั่งคร่อมทับบนหัวของชายคนนั้นพอดิบพอดี
《ดัชนีจิ้มตา》!
《พายุหมุนคู่ทะลวงโสต》!
"อ๊าก—"
หึ ตาบอดไปอีกคน
หลงจู๊ฉีคาดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่สตรีอย่างเซี่ยงซีก็ยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ เขากลอกตาไปมาอีกครั้ง แผนการใหม่ผุดขึ้นมาอีก: "เร็วเข้า ไปหยิบมีดในครัวมา!"
เซี่ยงซีถลึงตาใส่ ตาเฒ่าบัดซบนี่ช่างไร้จรรยาบรรณชาวยุทธ์ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!
ตกลงกันแล้วว่าจะแค่ชกต่อยกัน ทำไมถึงต้องใช้อาวุธมีคมด้วยเล่า?
ตาเฒ่าคนนี้นี่แหละที่เจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุด ดีแต่หลบอยู่ข้างหลังแล้วคอยยุยงให้คนอื่นก่อเรื่อง!
นางก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า กระโดดเบาๆ เพียงครั้งเดียวก็ข้ามเข้าไปหลังเคาน์เตอร์
หลงจู๊ฉีตกใจกลัวจนแทบจะฉี่ราด หนีไปไหนก็ไม่พ้น จึงได้แต่มุดหัวหลบอยู่ใต้เคาน์เตอร์
เซี่ยงซีกระชากหูเขาดึงตัวออกมา จับหัวเขากดลงกับหน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะคว้าลูกคิดที่วางอยู่ใกล้มือมาถูไถไปบนใบหน้าของเขาอย่างแรง
แกรก—
"อ๊าก..."
แกรก แกรก—
"อ๊าก..."
ไม่นานนัก ใบหน้าของหลงจู๊ฉีก็มีสภาพราวกับถูกล้อเกวียนวัวบดทับ เต็มไปด้วยรอยบุ๋มจากลูกคิด เลือดกำเดาไหลทะลักราวกับน้ำพุบนภูเขา
"แม่นาง ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ... แม่นาง ไว้ชีวิตข้าด้วย..."
เซี่ยงซีแค่นเสียงหยัน ตอนนี้เพิ่งจะรู้จักขอร้องชีวิตหรือ?
ตอนที่เจ้าส่งคนไปพังแผงของข้าแม่นางผู้นี้ ถ้าข้าร้องขอชีวิตบ้าง มันจะมีประโยชน์อะไรไหม?
นางกระชากผมหลงจู๊ฉี ยกตัวเขาขึ้น แล้วจับกระแทกลงบนเคาน์เตอร์อย่างจัง
ตุ้บ—
ใบหน้าของหลงจู๊ฉีได้สัมผัสกับเคาน์เตอร์อย่างแนบแน่นทุกตารางนิ้ว
"ร้องสิ ร้องออกมาให้ดังกว่านี้!"
"แม่นาง ไว้ชี—"
"ไว้ชีวิตบิดาเจ้าสิ!"
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
หลังจากกระแทกไปอีกหลายที ใบหน้าของหลงจู๊ฉีก็มีสภาพราวกับถูกลูกกลิ้งหินบดทับจนแบนแต๊ดแต๋
ใบหน้าที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดของเขาทำเอาคนที่เห็นถึงกับขนหัวลุกซู่
เด็กสาวคนนี้ไฉนถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้?
ด้วยความกลัวว่าหลงจู๊ฉีจะถูกตีจนตาย ใครบางคนจึงตะโกนขึ้นมาว่า "เร็วเข้า ไปตามมือปราบที่เดินลาดตระเวนอยู่มาเร็ว!"