- หน้าแรก
- จอมวายร้ายผู้กอบกู้โลก
- บทที่ 27: ตัวตนพิเศษแห่งทวยเทพ
บทที่ 27: ตัวตนพิเศษแห่งทวยเทพ
บทที่ 27: ตัวตนพิเศษแห่งทวยเทพ
"เทพแท้จริงที่ยังคงมีตัวตนอยู่งั้นหรือ? ข้าไม่รู้จะบอกว่าเจ้าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ หากเจ้าถูกจับตาดูโดยเทพแท้จริงเข้าแล้วล่ะก็ มันนับเป็นทั้งคราวเคราะห์และวาสนา"
"ทวยเทพแห่งขั้วอำนาจความตายไม่แยแสผู้มีชีวิต ทุกผู้คนล้วนต้องลงสู่ห้วงนรกหลังความตาย หากเจ้าโชคร้ายถึงฆาตจริงๆ บางทีสายตาของพระองค์อาจช่วยให้เจ้าดำรงอยู่ได้ชั่วนิรันดร์ในฐานะผู้วายชนม์ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สมุนของพระองค์ที่คอยวางแผนเล่นงานเจ้า แต่นั่นก็สร้างแรงกดดันมหาศาลเกินกว่าที่เจ้าจะรับไหว ทว่าสิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ เทพเจ้าผู้นั้นหาได้มีความปรารถนาดีหรือเจตนาร้ายอันใดต่อเจ้าไม่"
ซาฟิสพยักหน้ารับ "ผมก็คิดเช่นนั้นครับ แม้ว่าเทพองค์นั้นจะเป็นเทพมารในสายตาผม แต่ผมก็แค่บังเอิญไปขวางทางแผนการของพระองค์เข้า หากผมสามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพวกมัน หรือกลายเป็นสมุนของเทพแห่งความตายองค์นั้นได้ล่ะก็ สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไปในทันทีแน่นอน"
"แต่การหลบหนีของเจ้า การที่เจ้ากลายเป็น... สหายกับตัวตนผู้นั้น และการที่ตัวตนผู้นั้นตั้งตนเป็นปรปักษ์กับผู้ที่ชุบชีวิตตนขึ้นมา ย่อมหมายความว่าเจ้าถูกกำหนดให้ต้องยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกมันอย่างเลี่ยงไม่ได้"
องค์โป๊ปเข้าใจดีถึงสิ่งที่ซาฟิสกำลังเผชิญหน้า และรู้สึกประหลาดใจกับประสบการณ์ของชายหนุ่ม หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นบิดาของโรลิน่า อย่างมากก็คงมีศัตรูคู่อาฆาตอยู่บ้างในอาณาจักรมนุษย์ ไม่มีทางเลยที่จะไปสะดุดตาเทพเจ้าองค์ใดเข้า ทว่าชายหนุ่มผู้ดั้นด้นมาขอความช่วยเหลือผู้นี้... คงพูดได้เพียงว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะโชคร้ายได้ถึงเพียงนี้
"ใช่ครับ โชคร้ายที่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะกำหนดได้เอง อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผมเปลี่ยนรูปลักษณ์และชื่อแซ่ ผมก็ยังพอจะหลบไปใช้ชีวิตที่อื่นได้ชั่วคราว"
"ย่อมได้ตราบที่เจ้ายังไม่หลงผิด ลูกเอ๋ย ทุกหนแห่งที่แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องถึงล้วนเป็นบ้านของเจ้า"
"ถ้าเช่นนั้นผมก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว โรลิน่า เธอมีอะไรอยากจะพูดไหม?"
โรลิน่าเอ่ยถาม "ร่างต้นของข้าจะล่วงรู้ทุกสิ่งที่ข้าพูดและทำในที่แห่งนี้หรือไม่คะ?"
ซาฟิสอธิบาย "แน่นอนครับ อันที่จริงร่างต้นของผมเก็บคริสตัลแห่งความทรงจำของเราทั้งสองไว้ ตราบใดที่มอบคริสตัลนั้นให้ร่างต้นของเธอในภายหลัง เธอก็จะรับรู้ทุกสิ่ง"
"เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ทว่าข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือใดจริงๆ องค์โป๊ป ดังที่ท่านเห็น ข้ากลายเป็นลิชไปแล้ว ซ้ำยังถูกตามล่าโดยผู้นำหมู่บ้านที่น่าสะพรึงกลัวคนนั้น ก่อนที่ปัญหาจะคลี่คลาย ข้าทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอยู่กับซาฟิส ข้าเพียงแค่หวังว่าเราจะไม่ได้กลายเป็นศัตรูกับแสงศักดิ์สิทธิ์ก็พอเจ้าค่ะ"
"องค์โป๊ปเจ้าคะ หากจำเป็น ท่านสามารถแจ้งบิดามารดาของข้าได้ว่าข้าปลอดภัยดี และบอกให้เขาไม่ต้องพะวงตามหาข้า ข้าอยู่สุขสบายดี พวกเขาต้องแบกรับแรงกดดันมากพอแล้วในแนวหน้า ได้โปรดอย่าบอกว่าข้าอยู่ที่ใด ข้าไม่อยากให้เขาต้องมาทุ่มเทความสนใจให้กับลูกสาวผู้นำพาหายนะคนนี้มากนัก พวกมันแฝงตัวอยู่ทุกหนแห่ง เพียงประมาทแม้ชั่วอึดใจก็อาจทำให้เขาต้องสิ้นชีพในสนามรบได้"
องค์โป๊ปทอดถอนใจ "เขาไม่มีวันล้มเลิกการตามหาเจ้าหรอก แต่ข้าเข้าใจ ดูเหมือนว่านับจากนี้ไป ข้าคงต้องรับศึกหนักเสียแล้วสิ คนเป็นพ่อที่สูญเสียลูกสาวไปคงต้องมาเค้นถามข้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นแน่"
หลังจากฮาร์ลันกล่าวจบ เขาก็มองดูทั้งสองพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "พรุ่งนี้ ให้ร่างต้นของพวกเจ้ามาพบข้า ข้าจะประทานพรให้แก่พวกเจ้า เพื่อที่ความมืดมิดจะมิอาจกล้ำกราย ตราบใดที่พวกเจ้าไม่ประกอบกรรมทำเข็ญ เทพแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ผู้เฝ้ามองพวกเจ้าอยู่เบื้องบน จะทรงคุ้มครองพวกเจ้าเสมอ"
โรลิน่าชี้เป้ามาที่ตัวเองพร้อมเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ "หา? พรจากแสงศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือคะ? ข้าเป็นลิชตัวเป็นๆ นะ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน?"
"ลูกเอ๋ย แสงศักดิ์สิทธิ์นั้นโอบอ้อมอารีต่อสรรพสิ่ง พวกอันเดดก็สามารถโอบรับแสงศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นกัน แสงศักดิ์สิทธิ์กำเนิดจากก้นบึ้งของจิตใจ หาใช่จากแหล่งพลังงาน แม้แต่อันเดดอันหนาวเหน็บที่ฟื้นคืนจากความตายก็ยังได้รับการโอบอุ้มจากแสงศักดิ์สิทธิ์ได้ แม้ว่าเจ้าจะเป็นลิช แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนชั่วช้าที่ก่อกรรมทำเข็ญสารพัด แสงศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองเจ้าตามธรรมชาติ แสงศักดิ์สิทธิ์จะไม่ทำร้ายเจ้า ต่อให้เจ้าจะเป็นลิชก็ตามที"
ซาฟิสกล่าวเสริม "โรลิน่า นี่แหละคือเหตุผลที่ผมมาเข้าเฝ้าองค์โป๊ป ถึงเธอจะเป็นลิชก็ไม่เป็นไรหรอก"
โรลิน่าพยักหน้ารับพลางพึมพำ "อืม... ก็ได้เจ้าค่ะ มันก็แค่รู้สึกแปลกๆ ไปหน่อยเท่านั้นเอง"
ซาฟิสจึงเอ่ยขึ้น "ขอบพระคุณสำหรับพรของท่านครับ ขอให้ความอ่อนโยนและโอบอ้อมอารีของแสงศักดิ์สิทธิ์คงอยู่สืบไป เพลิงแสงศักดิ์สิทธิ์ที่แผดเผาทุกสิ่งชั่วร้ายจนมอดไหม้ไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาจะเห็นนักหรอกครับ"
"หืม?" องค์โป๊ปมองซาฟิสด้วยความประหลาดใจ "เจ้ารู้จักเพลิงแสงศักดิ์สิทธิ์ด้วยรึ?"
"อันที่จริง ศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ไว้อย่างมิดชิดนักไม่ใช่หรือครับ? ยามที่ชำระล้างสิ่งชั่วร้าย สิ่งที่ปรากฏให้เห็นบ่อยกว่าก็คือเพลิงแสงศักดิ์สิทธิ์ หาใช่พิธีกรรมชำระล้างไม่"
"ข้านึกว่าตัวตนผู้นั้นเป็นคนบอกเจ้าเสียอีก แต่เพลิงแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้อ่อนโยนหรือโอบอ้อมอารีเลยจริงๆ ทว่าในยุคสมัยก่อน การดำรงอยู่ของมันถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ยามที่ต้องชำระล้างเผ่าพันธุ์สายเลือดอันชั่วช้าพวกนั้น เพลิงแสงศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย"
"แสดงว่าศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าไปอยู่ในสายตาของทวยเทพแห่งขั้วอำนาจความตายหลายองค์แล้วสินะครับ ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ฝ่ายระเบียบ เป็นกลาง หรือโกลาหลก็ตาม หากศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันไม่ใช่แสงสว่างที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง เทพแห่งความตายจากทั้งสามฝ่ายคงมองศาสนจักรเป็นหนามยอกอกแน่ๆ การมีอยู่ของเพลิงแสงศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งจำเป็น แต่มันไม่สามารถใช้เป็นแก่นหลักของศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ได้ มันเป็นได้แค่เพียงเครื่องมือที่จำเป็นเท่านั้น"
ฮาร์ลันกะพริบตาพลางเผยรอยยิ้ม "สรุปว่า นี่คือคำแนะนำจากคนหนุ่มผู้หวังดีที่มอบให้คนแก่เช่นข้าหรือ? แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่ล่วงรู้เรื่องพวกนี้เลย ดูเหมือนเจ้าจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากมายทีเดียว และในเมื่อเทพแห่งความตายพวกนั้นสามารถแบ่งออกเป็นสามฝ่ายได้ ข้าก็ไม่คิดว่าเทพแห่งความตายทั้งหมดจะอุทิศตนเพื่อสร้างความตายให้แก่โลกวัตถุหรอกนะ"
"ถูกต้องแล้วครับองค์โป๊ป การเปิดออกของประตูนรกในโลกวัตถุนั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ ทวยเทพบางองค์ปล่อยให้ความตายกัดกินโลกวัตถุไปตามโชคชะตา ทวยเทพบางองค์ไม่ทั้งทำร้ายหรือช่วยเหลือโลกวัตถุ และทวยเทพบางองค์ก็เลือกที่จะช่วยเหลือเฉพาะฝ่ายที่ตนมองว่าถูกต้องเท่านั้น"
"เป็นเช่นนี้เองรึ สมเหตุสมผลทีเดียว ข้าเคยสงสัยว่าเหตุใดตอนที่ผู้คนสร้างแนวป้องกันสกัดกั้นประตูนรก ถึงไม่มีเทพเจ้าหรือทูตสวรรค์องค์ใดลงมายุ่งเกี่ยวเพื่อทำลายมันเลย ท้ายที่สุดแนวป้องกันก็ถูกสร้างจนสำเร็จ ที่แท้พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะแทรกแซงอย่างจริงจังมาตั้งแต่แรกนี่เอง ดังนั้น สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้าอย่างแท้จริง ก็คือพวกที่อยู่ต่ำกว่าระดับเทพเจ้าซึ่งต้องการฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้สินะ"
ซาฟิสพยักหน้ารับก่อนจะอธิบายต่อ "ก็ไม่เชิงครับ เทพแห่งความตายบางองค์ที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตา ก็ยังคงแอบเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ยกตัวอย่างเช่น ตัวตนที่ผมเผชิญหน้าด้วย ก็ถูกพวกมันส่งสัญญาณให้เหล่าสมุนประกอบพิธีชุบชีวิต เพื่อให้พระองค์ได้หวนคืนสู่ตำแหน่งเทพเจ้าอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งเทพในขั้วอำนาจแห่งความตายก็ตาม"
"และยังมีราชันอสูรที่ผมเพิ่งสังหารไปอีก ราชันอสูรผู้นั้นเดิมทีถูกกำหนดให้เป็นอสูรประกาศิตมรณะที่พวกมันคัดเลือกให้สถิตอยู่ในโลกวัตถุ เพื่อทำหน้าที่ชี้นำเหล่าผู้วายชนม์ลงสู่นรกได้อย่างราบรื่น ผมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ยังมีเทพเจ้าอีกหลายองค์ที่คล้ายคลึงกับราชันอสูร เทพที่สิ้นชีพไปเนิ่นนานแล้วแต่ยังคงดำรงอยู่ในโลกวัตถุ เพื่อที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมา พวกเขาน่าจะหันเข้าหาขั้วอำนาจแห่งความตายโดยตรงเลยครับ"
ฮาร์ลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "อย่างนั้นรึ? นี่มันข่าวใหญ่เลยนะ ในอดีตมีทวยเทพมากมายร่วงหล่น โดยเฉพาะเทพที่ต้องพึ่งพาพลังศรัทธา เมื่อมีโอกาสเช่นนี้หยิบยื่นมาให้ ข้าจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีเทพสักกี่องค์ที่กล้าปฏิเสธมือที่ยื่นมาเหล่านั้น"
"ใช่ครับ ขอบพระคุณสำหรับความช่วยเหลือ พรุ่งนี้เช้าร่างต้นของพวกเราจะเดินทางมาหาท่านครับ"
ณ โรงเตี๊ยม ซาฟิสยื่นคริสตัลแห่งความทรงจำของร่างสะท้อนให้กับโรลิน่า "เวทมนตร์ทำงานได้สมบูรณ์แบบมาก ไม่มีปัญหาอะไรเลย หลังจากนี้ ฉันจะถ่ายทอดจิตสำนึกจากร่างสะท้อนของเธอให้เธอโดยตรงเลย หรือเธอจะอัญเชิญร่างนั้นออกมาเองก็ได้ ถึงตอนนั้น เธอจะสามารถรับรู้ความทรงจำของร่างนั้นได้โดยตรง หรือจะเลือกอัญเชิญร่างโคลนที่ไร้จิตสำนึกเพื่อให้ควบคุมได้โดยตรงก็ตามใจชอบเลย"
"ตกลง ขอดูหน่อยสิว่าข้างในมีอะไรบ้าง" โรลิน่าอ่านคริสตัลแห่งความทรงจำในมือ ไม่นานนัก ความทรงจำทั้งหมดในคริสตัลก็ถูกถ่ายทอดเข้าสู่การรับรู้ของเธอ
"เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นจริงๆ สินะ..." โรลิน่าเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโบสถ์อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอรู้สึกว่าร่างสะท้อนของตัวเธอเองที่ซาฟิสอัญเชิญออกมานั้นสมจริงมาก ราวกับเป็นตัวเธอเองจริงๆ หากเธอเป็นคนไปที่นั่นด้วยตัวเอง คำพูดและปฏิกิริยาตอบสนองของเธอก็คงไม่ต่างไปจากนี้เลยแม้แต่น้อย
"ฉันมีธุระต้องไปทำ สนใจจะไปด้วยกันไหมล่ะ?"
"ไปสิ!"
"อ้อ จริงสิ นับจากนี้ไปนามแฝงของฉันคือ ดาราธุลี ฉันอาจจะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ แต่นามแฝงนี้จะไม่เปลี่ยน จำนามแฝงนี้เอาไว้ให้ดีล่ะ"
"อื้อ!"
...โรลิน่าเดินตามซาฟิสจนกระทั่งทั้งคู่ก้าวพ้นประตูเมือง เธอจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พวกเรากำลังจะไปที่ไหนกันต่อเหรอ?"
"ไปพบใครบางคนน่ะ นอกจากจะมาขอความช่วยเหลือจากองค์โป๊ปแล้ว จุดประสงค์หลักที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อตามหาเขา แล้วก็เพื่อไปพบกับเทพเจ้าองค์หนึ่งที่กำลังอยู่กับเขาด้วย"
"เทพเจ้างั้นเหรอ?" โรลิน่าตกตะลึง "มีเทพเจ้าอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ? นครเงาจันทร์ควรจะมีแค่เทพแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่เป็นการถาวรนี่นา และพระองค์ก็ไม่มีทางจุติลงมาบนโลกวัตถุหรอก แล้วเทพองค์นี้มาจากไหนกันล่ะ?"
ซาฟิสอธิบาย "เทพองค์นี้พิเศษมากน่ะ เธอรู้ใช่ไหมล่ะว่าบางครั้งทวยเทพก็สามารถดับสูญไปอย่างสมบูรณ์ได้เหมือนกัน เมื่อเทพเจ้าดับสูญอย่างแท้จริง พวกเขาจะทิ้งมรดกตกทอดและร่องรอยบางอย่างเอาไว้บนโลกใบนี้ หากไม่มีตัวตนอื่นมารับช่วงต่อ สิ่งเหล่านั้นก็จะถูกกลืนกินโดยต้นกำเนิดของโลกและหวนคืนสู่ความว่างเปล่า"
"แต่เทพก็คือเทพนั่นแหละ ต่อให้พวกเขาจะตกตายไป แต่อิทธิพลที่พวกเขาทิ้งไว้บนโลกก็ยังคงอยู่ เพื่อที่จะลบล้างอิทธิพลเหล่านี้ให้หมดสิ้น จะต้องมีตัวตนที่สามารถรองรับพวกมันเอาไว้ได้ และด้วยเหตุนี้ เทพเจ้าที่เรากำลังจะไปลอบสังเกตการณ์จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา"
"เธอจะเรียกนางว่าจอมเทพแห่งทวยเทพก็ได้ นางคือแหล่งรวมมรดกตกทอดทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ของบรรดาทวยเทพที่ดับสูญ นางครอบครองพลังความสามารถทั้งหมดของเทพที่ตายไปแล้ว แต่นางไม่ได้มีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งพอ นางเป็นเพียงเทพเจ้าสุดพิเศษที่ก่อตัวขึ้นจากการหลอมรวมเศษเสี้ยวของทวยเทพเหล่านั้น มีไว้เพื่อดูดซับมรดกชิ้นสุดท้ายของพวกเขาเท่านั้น"
"เทพที่ดับสูญพวกนั้นไม่สามารถมอบพลังให้แก่นางได้มากพอหรอก ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ร่วงหล่นไปอย่างสมบูรณ์ แต่นางกลับเป็นผู้ที่ครอบครองความสามารถในระดับเทพเจ้าเอาไว้มากที่สุด"
"ยิ่งมีเทพตกตายมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งมีความสามารถมากยิ่งขึ้น นางเปรียบเสมือนวาล์วนิรภัยของโลกใบนี้ ยามที่โลกใกล้จะถึงกาลวิบัติ นางคือไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะช่วยกอบกู้โลกเอาไว้"
เทพเจ้าองค์นี้นับว่าพิเศษที่สุด และเป็นหนึ่งในทวยเทพเพียงหยิบมือเดียวที่ก้าวเดินอยู่บนโลกวัตถุ
"เอ่อ..." สีหน้าของโรลิน่าเคร่งเครียดขึ้นมา "พวกเราเอาเรื่องของนางมาพูดคุยกันแบบนี้จะดีจริงๆ เหรอ? ในเมื่อนายบอกเองว่านางเป็นเทพเจ้าคนพิเศษน่ะ"
"ไม่มีปัญหาหรอก เพราะนางไม่มีนามแห่งเทพ และนางก็ไม่สนด้วยว่าจะมีใครพูดถึงนางหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว การพูดถึงเทพเจ้าที่ตายไปแล้วอย่างแท้จริงองค์ใดก็ตาม ก็มีค่าเท่ากับการพูดถึงนางนั่นแหละ นางย่อมรับรู้ได้เสมอ"
"แต่ถ้านางต้องมาคอยตอบสนองต่อทุกคำพูดที่มีคนกล่าวถึงนางล่ะก็ นางคงรำคาญจนอกแตกตายไปตั้งนานแล้วล่ะ สิ่งที่นางทำบ่อยที่สุดก็คือการกรองข้อมูลพวกนี้ทิ้งไป ตราบใดที่เธอไม่ได้พูดถึงสิ่งที่นางใส่ใจจริงๆ นางก็ไม่หันมาสนใจพวกเราหรอก"