- หน้าแรก
- จอมวายร้ายผู้กอบกู้โลก
- บทที่ 5: โอกาสในการหลบหนี
บทที่ 5: โอกาสในการหลบหนี
บทที่ 5: โอกาสในการหลบหนี
“โดนไล่ต้อนมาจนถึงที่นี่... ตกลงเจ้าคิดได้หรือยัง ยอมมาเป็นทูตแห่งวันสิ้นโลกของข้าไหมล่ะ?” รอมเมลมองซาฟิสสลับกับแม่ทัพนักล่า “เจ้าก็พอมีแววอยู่บ้างนะ บางทีข้าอาจจะตั้งเจ้าเป็นอัศวินสงครามใต้สังกัดข้าก็ได้ แต่บนตัวเจ้ามีกลิ่นที่ข้าเกลียดชังอยู่ งั้นช่างมันเถอะ”
แม่ทัพนักล่าลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความหวาดกลัวพลางละล่ำละลัก “ทะ... ท่านจะฆ่าข้าไม่ได้นะ! ท่านไม่ควรฆ่าข้า! คนของศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ตามหลังพวกเรามาติดๆ! พวกเขาจะมาถึงที่นี่ในไม่ช้า!”
“ทูตแห่งวันสิ้นโลกงั้นหรือ... ก็ไม่เลวหรอกนะ อย่างน้อยเมื่อเทียบกับทวยเทพบนสรวงสวรรค์ พวกท่านก็ยังคงอยู่บนโลกใบนี้” ซาฟิสปรายตามองแม่ทัพนักล่า “เขาเป็นคนของฝั่งอัศวินแห่งความตายด้วยหรือเปล่า?”
“ยังอยู่บนโลกใบนี้งั้นรึ... เขาไม่ใช่คนของฝ่ายนั้นหรอก ข้าตรวจสอบความทรงจำของเขาแล้ว ไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเลย มีเพียงคนเดียวที่เขาเคยพบเจอที่มีลักษณะเช่นนั้น”
“พะ... พวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไรกัน?” แม่ทัพนักล่ารู้สึกว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว อัศวินแห่งความตายผู้แสนจะมืดมนและชั่วร้าย กลับสามารถสื่อสารกับปีศาจร้ายบนท้องฟ้าได้อย่างไร้อุปสรรค ซ้ำยังเมินเฉยต่อคำวิงวอนแกมข่มขู่ของเขาเสียสนิท
มันไม่เกรงกลัวต่อแสงศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปราบปรามความชั่วร้ายทั้งปวงเลยหรืออย่างไร?
“ดูสิ เขาไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองเข้าไปพัวพันกับแผนการร้ายอะไร ท่านพอจะช่วยขจัดปัญหาในตัวข้าให้ทีได้ไหม? แล้วคำสาปที่ท่านร่ายใส่ข้าก่อนหน้านี้ ตกลงว่ามันจะบังคับให้ข้าทำอะไรกันแน่? ข้าก็แค่คนธรรมดา ไม่เหมาะที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในสมรภูมิรบของตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างท่านหรอกนะ”
รอมเมลมองซาฟิสพลางแย้มยิ้มให้กับรูปลักษณ์ของเขาในคราบอัศวินแห่งความตายสวมเกราะทมิฬ “มาเป็นทูตแห่งวันสิ้นโลกของข้าสิ แล้วข้าจะช่วยขจัดปัญหาในตัวเจ้า รวมถึงพวกที่ตามล่าเจ้านั่นด้วย หรือไม่... เจ้าก็จัดการพวกมันเอง”
ซาฟิสถึงกับพูดไม่ออก จะให้เขาเป็นทูตแห่งวันสิ้นโลกเนี่ยนะ? เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจกระจ่างว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น เรื่องนี้ก็ปัดตกไปได้เลย ขืนตำแหน่งทูตแห่งวันสิ้นโลกไม่ได้เป็นแค่ฐานะลูกน้องธรรมดาๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นหุ่นเชิดที่คอยรับคำสั่งเพียงอย่างเดียวล่ะ? ถึงตอนนั้นคงได้แต่น้ำตาตกในเป็นแน่
อีกอย่าง อีกฝ่ายก็ไม่ได้ใช้กำลังบังคับให้เขาเป็นทูตแห่งวันสิ้นโลกในทันที นั่นอาจหมายความว่ามีบางสิ่งบางอย่างคอยปกป้องเขาอยู่ ทำให้รอมเมลเกิดความระแวงและไม่กล้าลงมือโดยตรง
“ท่านรอมเมล ข้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านให้ความสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้ แต่ข้ายังไม่พร้อมที่จะเป็นทูตแห่งวันสิ้นโลกหรอก คงต้องขอปฏิเสธความหวังดีของท่านไปก่อน”
“หึ ก็ได้ เจ้ารู้ไหม ในอดีตกาล มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่ยอมสยบแทบเท้า ขอเป็นเทพใต้สังกัดของข้า นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะต้องมาถูกปฏิเสธ บางที... ยุคสมัยคงจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
“เทพใต้สังกัดงั้นรึ?” สมองของแม่ทัพนักล่าสะดุดกับคำสำคัญนี้ เขาเบิกตากว้างมองรอมเมลด้วยความหวาดผวา “ทะ... ท่านคือเทพเจ้า? เทพมารงั้นหรือ?!”
รอมเมลปรายตามองเขาพร้อมรอยยิ้มแปลกประหลาด “บางที... ข้าอาจจะเป็นเทพแห่งความสงบเรียบร้อยก็ได้นะ?”
เมื่อครั้งที่เขายังเป็นอัครเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ เขาคือเทพแห่งความถูกต้องที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“เทพแห่งความถูกต้อง? เป็นไปไม่ได้! ข้าเคยเห็นรูปปั้นของเทพแห่งความถูกต้องมาหมดแล้ว ไม่มีองค์ไหนที่มีลักษณะเหมือนท่านเลยสักนิด!” แม่ทัพนักล่าส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่เชื่อคำพูดของปีศาจร้ายตนนี้แม้แต่น้อย
“อืม... ยุคสมัยมันคงเนิ่นนานเกินไปจนพวกเจ้าต้องพึ่งพารูปปั้นในการระบุตัวตนของทวยเทพ และไม่มีการบอกเล่าปากต่อปากอีกต่อไปแล้วสินะ? ถ้าเช่นนั้น แม้แต่เผ่าพันธุ์ที่มีอายุขัยยืนยาวก็คงจะลืมเลือนข้าไปหมดแล้วกระมัง อาจจะไม่มีแม้แต่บันทึกเกี่ยวกับตัวข้าหลงเหลืออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเหล่านั้นเกิดความศรัทธาในตัวข้า จนนำไปสู่การฟื้นคืนชีพของข้า”
รอมเมลหันไปพูดกับซาฟิส “ดูเหมือนว่าเจ้าอาจจะเป็นคนเพียงหยิบมือเดียวในยุคนี้ที่ยังคงรู้จักข้า การที่ยังจำข้าได้ในยุคสมัยนี้ ถือว่าเจ้าทำได้ดีมาก เจ้ามนุษย์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ แก่เจ้าก็แล้วกัน เมื่อครู่เจ้าขอให้ข้าช่วยขจัดปัญหาในตัวเจ้าใช่ไหม... ข้าช่วยได้”
สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน กลิ่นอายแห่งความตายที่ห่อหุ้มร่างของซาฟิสอันตรธานหายไปกับสายลม เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มในชุดเกราะสีเงินยวง
เมื่อแม่ทัพนักล่าเห็นเช่นนั้น สมองของเขาก็หยุดประมวลผลไปชั่วขณะ ก่อนจะตระหนักได้ถึงความผิดปกติและตะโกนลั่น “เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้! เจ้าเป็นอัศวินแห่งความตาย ทำไมถึงได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนเป็นทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้? อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ควรจะมีสภาพเหมือนพวกแวมไพร์ชั้นต่ำ ที่มีผิวขาวซีดราวกับขี้ผึ้งหรือดำคล้ำเหมือนซากศพสิ ทำไมเจ้าถึงดูเหมือนคนเป็นได้ล่ะ?!”
“ก็เพราะข้าเคยเป็นคนเป็นมาก่อนน่ะสิ เรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นแผนการร้าย แต่เจ้าจะมีชีวิตรอดกลับไปบอกเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ได้หรือไม่นั้น มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
แม่ทัพนักล่าเห็นว่าบุคคลทั้งสองตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะลงมือสังหารตน จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม “แผนการร้าย? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“พวกเราล้วนเป็นหมากในกระดาน แต่ข้าคือคนที่ต้องรับเคราะห์แทน ส่วนเจ้าคือมีดที่ถูกส่งมาเพื่อกำจัดข้า เมื่อคืนนี้ มีสิ่งมีชีวิตอันเดดระดับสูงอย่างอัศวินแห่งความตายปรากฏตัวขึ้น กลิ่นอายของพวกมันไม่อาจเล็ดลอดสายตาของกลุ่มศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ที่จะเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ในภายหลังได้ และสถานที่แห่งนั้นก็ถูกข้ากับคนของข้าตีแตกไปแล้ว พวกมันจึงกลับมาแก้แค้น”
สีหน้าของแม่ทัพนักล่ากลายเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ซาฟิสหันไปมองรอมเมล “ท่านรอมเมล ข้ายังคงถูกตามล่าอยู่ ขออภัยที่เสียมารยาท แต่ข้าคงต้องขอตัวลาก่อน”
“หึ หนีไปสิ หนีไปให้ไกลเลย เจ้ามนุษย์ผู้น่าเวทนา แต่เจ้าคงหนีไปได้ไม่นานหรอก แล้วข้าจะไปหาเจ้าทีหลัง”
เมื่อได้ยินรอมเมลอนุญาต ซาฟิสก็หันหลังวิ่งหนีไปโดยไม่ลังเลแม้น้อย สภาพร่างกายของเขาฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว การวิ่งต่อไปอีกสักระยะจึงไม่ใช่ปัญหา แต่รอมเมลผู้นี้ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยเขาไปจริงๆ หรอก เขายังคงระแวงอะไรบางอย่างอยู่
จะเป็นเธอหรือเปล่านะ? เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ส่งเขาข้ามมิติมาอยู่ที่นี่อย่างหาคำอธิบายไม่ได้คนนั้น
แม่ทัพนักล่ามองดูซาฟิส ผู้ซึ่งสังหารลูกน้องของตนไปมากมายกลืนหายไปในความมืดมิด ก่อนจะเอ่ยถามรอมเมลด้วยความเคารพปนหวาดหวั่น “ขอประทานอภัยขอรับท่าน ที่ท่านรั้งข้าไว้เช่นนี้ ท่านต้องการให้ข้ารับใช้สิ่งใดหรือขอรับ?”
“บนตัวเจ้ามีกลิ่นที่ข้าไม่ชอบเอาเสียเลย เจ้าจงไปส่งข่าวให้คนกลุ่มหนึ่งแทนข้าที...”
หลังจากรอมเมลสั่งความกับแม่ทัพนักล่าผู้แสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งเสร็จสิ้น เขาก็เร้นกายเข้าไปในท้องฟ้ายามราตรีที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์อีกครั้ง ซาฟิสที่กำลังวิ่งอยู่บนพื้นดินนั้นดูตัวเล็กจ้อยเหลือเกิน ทว่าในสายตาของรอมเมล กลับมีแสงสว่างคอยปกป้องซาฟิสอยู่ ซึ่งเป็นแสงที่เขารู้สึกทั้งแปลกประหลาดและคุ้นเคยในคราวเดียวกัน
มันคือแสงสว่างที่เขาเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในส่วนลึกที่สุดของความทรงจำ เมื่อครั้งที่เขาถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เป็นครั้งแรก
และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขาที่สามารถเข่นฆ่าทุกสรรพชีวิตบนโลกได้ กลับไร้ผลเมื่อใช้กับชายผู้นี้
เขาต้องหาคำตอบให้ได้!
ซาฟิสหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำธรรมชาติกลางหุบเขา เขาหยิบเสบียงที่ซ่อนไว้ออกมาเล็กน้อย หลังจากที่ร่างกายซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลฟื้นฟูสภาพกลับมาได้ เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ภาระอันหนักอึ้งจากการดึงพลังเวทมนตร์มาใช้อย่างมหาศาลก็ค่อยๆ บรรเทาลงเช่นกัน
อุปกรณ์เวทมนตร์รูปทรงดาบยาวเล่มใหม่ถูกนำมาคาดไว้ที่เอว ซาฟิสพยายามนึกภาพแผนที่ของพื้นที่บริเวณนี้ เพื่อค้นหาเส้นทางสำหรับหลบหนีต่อไป
การวิ่งหนีอย่างไร้จุดหมายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความช่วยเหลือเดียวที่พอจะพึ่งพาได้คือพวกมังกร แม้รอมเมลอาจจะยื่นมือเข้าช่วยหากเขาอารมณ์ดี แต่เขาก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่มีต่อซาฟิส นี่เป็นจุดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ก็ไม่อาจพึ่งพาได้ทั้งหมด
หากมีโอกาส รอมเมลคงไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นทูตแห่งวันสิ้นโลกโดยตรงอย่างแน่นอน
เขาเพิ่งมาอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน สิ่งเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ก็คือความรู้ที่เด็กสาวคนนั้นยัดเยียดเข้ามาในหัวของเขา รอให้เขาค่อยๆ ถอดรหัสออกมา มันเหมือนกับมีสารานุกรมฉบับสมบูรณ์อัดแน่นอยู่ในสมอง แม้ข้อมูลจะมีมากมายมหาศาล แต่เขาก็ยังต้องมานั่งค้นหาด้วยตัวเองอยู่ดี
เขาต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ ต้องค้นหาบางสิ่งที่มีประโยชน์จากความทรงจำซึ่งเต็มไปด้วยความรู้มากมายมหาศาลนี้ให้ได้! เขาจำเป็นต้องรีบหาข้อมูลที่จะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้!
หลังจากนั้นไม่นาน สายตาของซาฟิสก็เบนไปยังทิศทางหนึ่งในเทือกเขา
นึกออกแล้ว! หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง น่าจะมีขบวนของขุนนางที่กำลังลี้ภัยอยู่ตรงนั้น พวกเขาเพิ่งหนีรอดออกมาจากพื้นที่ภัยพิบัติมหาหายนะ และกำลังเตรียมตัวลี้ภัยเข้าไปยังเขตแดนชั้นในของอาณาจักรเพื่อหาที่หลบซ่อน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็มีกลุ่มคนตามล่าอยู่เบื้องหลังเช่นกัน จึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก ตราบใดที่เขาสามารถอาศัยพวกนั้นในการเดินทางออกจากเทือกเขานี้และหลุดพ้นจากการปิดล้อมไปได้ เขาก็จะเป็นอิสระเหมือนนกที่โบยบิน... ขบวนอัศวินกว่าร้อยนายควบม้าไปตามถนน พวกเขาไม่ได้เคลื่อนที่เร็วมากนัก เพราะภายในรถม้าคันกลางของขบวน มีหญิงสาวใบหน้าซีดเซียวผู้หนึ่งนอนหลับใหลอยู่ เธอถูกลิชสาปให้หลับใหลไปตลอดกาล
หากไม่ได้อุปกรณ์เวทมนตร์ของศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องคุ้มครองไว้ บุตรสาวเพียงคนเดียวของไวส์เคานต์ริคคงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอันเดด นำไปสู่โศกนาฏกรรมระหว่างพ่อลูกไปแล้ว
ทว่า แม้คำสาปจะยังไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างสมบูรณ์ แต่มันก็ทำให้เธอต้องพึ่งพาโลงศพวิญญาณที่ได้มาจากเผ่าพันธุ์แวมไพร์เพื่อต่อต้านและถ่ายโอนคำสาป หากเดินทางไปถึงเขตแดนชั้นในได้โดยเร็ว เธอจะได้รับความช่วยเหลือจากอัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็นักบวชระดับสูงในการขจัดคำสาปโดยตรง และบางทีอาจจะโน้มน้าวให้ศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ส่งคนมาสนับสนุนไวส์เคานต์ริคเพิ่มได้อีกด้วย
แม้เรื่องการได้มาซึ่งโลงศพวิญญาณแห่งการหลับใหลจากเผ่าพันธุ์แวมไพร์จะฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่หลังจากที่ประตูสู่นรกปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์ และเหตุการณ์มหาหายนะปะทุขึ้น ผู้นำเผ่าพันธุ์แวมไพร์ก็ยืนหยัดอยู่เคียงข้างฝ่ายความสงบเรียบร้อยอย่างมั่นคง เพื่อต่อต้านกองกำลังจากนรก ตอนนี้พวกเขาถือเป็นฝ่ายเป็นกลางที่ค่อนไปทางฝั่งความสงบเรียบร้อยก็ว่าได้
พวกเขาไม่ชอบให้มีเผ่าพันธุ์ที่มีอายุขัยยืนยาวเหมือนพวกตนเพิ่มขึ้นมาเพื่อลดทอนเกียรติภูมิของพวกเขา และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ชอบโลกที่มีแต่ซากศพและผีดิบเดินเพ่นพ่านไปทั่ว เลือดของสิ่งมีชีวิตอันเดดนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าน้ำเสียสำหรับพวกเขาซะอีก
ท่าทีของพวกเขาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปฏิบัติในอดีตเกี่ยวกับการดูดเลือด และการปล่อยให้สมาชิกเผ่าพันธุ์แวมไพร์บางตนสร้างแวมไพร์ตนใหม่ขึ้นมาตามอำเภอใจ ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามอย่างหนักโดยศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ในยุคแรกเริ่ม ทำให้พวกเขาต้องควบคุมพฤติกรรมของตัวเองอย่างเคร่งครัด
หลังจากที่พวกแวมไพร์หัวรุนแรงเหล่านั้นถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้น แวมไพร์ที่เหลืออยู่ก็กลายเป็นผู้มั่งคั่งที่สืบทอดทรัพย์สมบัติของพวกที่ตายไป ทุกคนล้วนมีอาณาเขตให้ปกครอง และหลังจากที่รับรองแล้วว่าจะซื้อเลือดสดๆ จากประชาชนภายใต้การปกครองผ่านการทำธุรกรรมทางการเงิน ศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยววุ่นวายกับพวกเขาอีก
ตราบใดที่พวกเขาไม่สร้างทายาทแวมไพร์ที่ไม่ได้เกิดภายในครอบครัวของตัวเองขึ้นมาอีก พวกเขาก็จะไม่ถูกศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์จับกุมและลงโทษอีกต่อไป
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มนุษย์และเผ่าพันธุ์แวมไพร์สามารถหาจุดยืนร่วมกันในการสื่อสาร โลงศพวิญญาณที่ใช้สำหรับหญิงสาวก็ถือเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ชั้นยอด อีกไม่นาน ต่อให้ไม่มีบุคลากรจากศาสนจักรแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือ ปัญหานี้ก็คงได้รับการแก้ไข
ช่วงเวลาแห่งการหลับใหลที่ถูกกำหนดไว้สิ้นสุดลง หญิงสาวผมสีแดงไวน์ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาก็ผลักฝาโลงเปิดออก เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางกุมศีรษะที่ยังคงปวดร้าว
โรลิน่า ริค กวาดสายตามองไปรอบๆ รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาก “พวกเรามาถึงเทือกเขามอสหลัวแล้วเหรอ? ถ้าอย่างนั้น ผ่านไปอีกแค่สองเมือง เราก็จะถึงเมืองใหญ่แล้ว ดีจริงๆ ที่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง”
ถ้ามียาแก้ความเสียใจ เธอจะกินมันเข้าไปโดยไม่ลังเลเลย เธอไม่ควรไปแตะต้องเครื่องประดับที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหราและเปี่ยมไปด้วยความหมายชิ้นนั้นเลย ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่ต้องมาโดนลิชสาปแบบนี้หรอก