- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนบรรพกาล จุติระบบเซ่นไหว้บูชาเทพ
- บทที่ 41 ห้าร้อยนักรบทลายหิน กับฤดูเก็บเกี่ยวแรกหลังภัยพิบัติ
บทที่ 41 ห้าร้อยนักรบทลายหิน กับฤดูเก็บเกี่ยวแรกหลังภัยพิบัติ
บทที่ 41 ห้าร้อยนักรบทลายหิน กับฤดูเก็บเกี่ยวแรกหลังภัยพิบัติ
บทที่ 41 ห้าร้อยนักรบทลายหิน กับฤดูเก็บเกี่ยวแรกหลังภัยพิบัติ
หั่วถังนึกไม่ถึงเลยว่า การที่เขาไม่อยู่เผ่าแค่สองเดือน เผ่าจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้
นอกกำแพงเมือง นาขั้นบันไดเขียวขจีสดใส มีลำธารจำลองสายเล็กๆ คดเคี้ยวไหลผ่าน
บนภูเขาที่ตั้งของเผ่า สวนเพาะปลูกสมุนไพรหลายแห่งถูกจัดสรรพื้นที่ตามความเหมาะสม และเริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นแล้ว
เด็กๆ ในเผ่าวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน
ที่ลานฝึกวรยุทธ์ข้างบ่อเลี้ยงปลาประหลาด เสียงตะโกนร่ายรำกระบวนท่าดังกึกก้อง
บนแท่นประลองที่อยู่ติดกัน มีนักรบสองคนกำลังประลองฝีมือกันอย่างดุเดือด
นี่คือลานประลองที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่
เวลาคนในเผ่าฝึกซ้อมกัน ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ถ้ามีเรื่องขัดใจกัน ก็ให้ขึ้นไปเคลียร์กันบนลานประลอง ให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปเลย
ถ้าใครแอบไปมีเรื่องชกต่อยกันข้างล่าง ก็จะถูกลงโทษสถานหนักตามกฎระเบียบใหม่ของเผ่า
ตามลานกว้างหน้าบ้านพัก ก็มีคนในเผ่าใช้เวลาว่างมายืนร่ายรำหมัดวัวขุยกันอยู่ประปราย เห็นได้ชัดว่าทุกคนไม่ได้ละทิ้งการฝึกฝน
บริเวณลานหินและบันไดหน้าศาลบรรพชน เต็มไปด้วยเห็ดและสมุนไพรที่นำมาตากแห้ง
ก็แหม ให้บรรพชนช่วยเฝ้าของตากแห้งให้ กินแล้วจะได้สบายใจไงล่ะ
ส่วนวัวขุยทลายภูผาที่หั่วซานขี่อยู่นั้น ก็ไปจับมาจากในป่าลึก
จับมาได้ทั้งหมดเก้าตัว ได้ยินมาว่าตัวไหนดื้อด้านไม่ยอมเชื่อง ก็โดนจับทำเป็นเนื้อย่างไปหมดแล้ว
เหลือรอดมาได้สี่ตัวที่ว่านอนสอนง่าย
เพียงเวลาสั้นๆ ระบบการเกษตร การปศุสัตว์ และการเพาะปลูกสมุนไพรของเผ่า ก็ถูกจัดตั้งขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
นี่ใช่เผ่าที่เพิ่งผ่านพ้นภัยโรคระบาดมาจริงๆ เหรอเนี่ย?
ก็ไม่แปลกใจเลยที่กลุ่มผู้รอดชีวิตของสือฝูจะอึ้งกิมกี่กันตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าเผ่า ขนาดตัวเขาที่เป็นหัวหน้าเผ่ายังอึ้งเลย
จู่ๆ ก็รู้สึกว่า เผ่านี้ถึงไม่มีหัวหน้าเผ่าอย่างเขาก็อยู่รอดได้สบายๆ นี่หว่า...
……
เมื่อเดินมาถึงลานหินหน้าศาลบรรพชน หั่วถังก็อดไม่ได้ที่จะหยุดยืนมองภาพเบื้องล่างอีกครั้ง
ตอนที่เสิ่นช่านเดินออกมา ก็เห็นหั่วถังกำลังยืนเหม่ออยู่พอดี
"หัวหน้าเผ่า ท่านไม่อยากพักผ่อนต่ออีกสักสองสามวันหรือขอรับ?"
หั่วถังได้สติกลับมาทันที "อาช่าน ในบรรดาหัวหน้าเผ่ารุ่นก่อนๆ ข้าเป็นคนแรกที่เดินทางออกไปไกลกว่าสามพันลี้ สิ่งที่ข้าได้เห็นในครั้งนี้มันน่าตกใจมาก ทำเอาข้านอนไม่หลับเลยล่ะ"
เขาเริ่มเล่าประสบการณ์การเดินทางที่เพิ่งผ่านมาให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงความหวาดหวั่น
"ข้าเดาว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของเผ่าชั้นสูงหลิงอวี๋ เพราะนอกจากพวกมันแล้ว ข้าก็นึกไม่ออกว่าจะมีเผ่าไหนแข็งแกร่งพอจะเมินเฉยต่ออุทกภัยได้ขนาดนี้"
"กองเรือยักษ์ไล่จับคน มีปลาประหลาดระดับสูงคอยลากจูงเรือ โชคดีจริงๆ ที่เผ่าเราตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเทือกเขายักษ์ ไม่งั้นเราก็คงไม่รอดจากหายนะครั้งนี้เหมือนกัน"
"พอได้ยินเรื่องนี้ ข้าก็คิดว่าพวกเราควรจะส่งคนออกไปลาดตระเวนให้ไกลขึ้น อย่างน้อยถ้ามีอันตรายเข้ามาใกล้ ก็จะได้ไหวตัวทันและหนีเอาตัวรอดได้"
เสิ่นช่านพยักหน้าเห็นด้วย "การมีระบบส่งข่าวที่รวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญมากขอรับ ขืนส่งคนออกไปตั้งหลายวันแล้วเงียบหายไปเลย คนในเผ่าก็คงจะอกสั่นขวัญแขวนกันแย่"
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดอยากจะฝึกนกให้ส่งสาร แต่ก็ยังฝึกได้แค่วัวขุยทลายภูผา
ในเมื่อเผ่าจื้อเหยียนตั้งใจจะขยายอิทธิพลออกไป พวกเขาก็ต้องรู้ความเคลื่อนไหวภายนอกให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถพัฒนาเผ่าไปในทิศทางที่ถูกต้องและปลอดภัย
"ช่วงนี้เผ่าเราก็ไม่ได้หยุดฝึกฝนคนเลยนะขอรับ ตอนนี้เรามีนักรบระดับทลายหินเกือบจะห้าร้อยคนแล้ว คงพอจะแบ่งคนออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนได้สบายๆ"
"เยอะขนาดนั้นเลยรึ?"
หั่วถังตกใจ
แต่เสิ่นช่านกลับไม่คิดว่ามันเยอะตรงไหน
ตั้งแต่โรคระบาดสงบลง เผ่าก็แจกเนื้อให้กินกันอย่างไม่อั้น แถมสองเดือนมานี้ยังมีเลือดสัตว์อสูรระดับสามเจือจางให้แช่อีก
นี่ไม่ใช่การฝึกฝนระดับเทพอะไรสักหน่อย ถ้าแค่ระดับหนึ่งพละกำลังแห่งต้าฮวงยังทะลวงไม่ผ่าน ก็เลิกฝึกวรยุทธ์ไปเสียเถอะ
"แล้วเสบียงอาหารล่ะ พอให้พวกเขากินกันไหม?"
หลังจากดีใจได้พักหนึ่ง หั่วถังก็เริ่มนึกถึงปัญหาปากท้อง
นักรบต้องการพลังงานเยอะ กินก็เยอะตามไปด้วย ปกติแล้วเผ่าจะเอาเสบียงที่ไหนมาเลี้ยงดูนักรบเยอะแยะขนาดนี้
"ข้าวฟ่างที่ปลูกไว้หลังน้ำลดก็โตวันโตคืน สัตว์อสูรในป่าก็เริ่มกลับมาแล้ว เรื่องเสบียงอาหารน่าจะไม่มีปัญหาอะไรขอรับ"
"ฉวยโอกาสตอนที่บริเวณรอบๆ ยังไม่มีเผ่าใหม่เกิดขึ้น เราต้องรีบสำรวจพื้นที่ให้ทั่ว เขียนแผนที่ให้ชัดเจน และขยายอาณาเขตครอบครองออกไปให้กว้างที่สุด"
"เอาแบบเผ่าซั่งหวงเลย ที่สามารถเดินทางข้ามระยะทางสามพันลี้ได้สบายๆ"
"ระหว่างลาดตระเวน ก็ให้พวกเขาจับพวกลูกสัตว์อสูร หรือพวกลูกนกกลับมาฝึกด้วย จะได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเดินทางและการส่งข่าวของเผ่าเรา"
เสิ่นช่านคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "อ้อ แล้วก็อย่าลืมให้พวกเขาช่วยมองหาแหล่งแร่ด้วยนะขอรับ ตอนนี้อาวุธของนักรบในเผ่าเราห่วยแตกมาก ถ้าไม่มีแร่เหล็ก เราก็คงสร้างอาวุธดีๆ เพิ่มไม่ได้"
"งั้นก็ดี เรามาเลียนแบบเผ่าซั่งหวงกันเถอะ เริ่มจากการสำรวจพื้นที่ในรัศมีสามพันลี้รอบๆ เผ่าเราให้ปรุโปร่งก่อนเลย"
เมื่อได้ยินชื่อเผ่าซั่งหวง หั่วถังก็เกิดแรงฮึดขึ้นมา
เผ่าซั่งหวงมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าเผ่าจื้อเหยียน แถมตอนน้ำท่วม นักรบระดับชีพจรสวรรค์ของพวกมันก็ยังบุกมาทำกร่างถึงหน้าเผ่าตั้งสองรอบ ความแค้นนี้เขายังจำฝังใจอยู่เลย
……
สำหรับคนในเผ่าส่วนใหญ่ ชีวิตประจำวันก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เผลอแป๊บเดียว ก็ผ่านไปห้าเดือนแล้ว
ด้วยความขยันขันแข็งของทุกคน ในที่สุดฤดูเก็บเกี่ยวแรกหลังภัยพิบัติก็มาถึง
ข้าวฟ่างของโลกต้าฮวง ไม่เหมือนกับข้าวฟ่างในอดีตชาติของเสิ่นช่าน เมล็ดของมันใหญ่กว่าหลายเท่า รวงข้าวหนักอึ้งจนโน้มลงมา น้ำหนักก็มากกว่าด้วย
ที่บอกว่าเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ก็เพราะว่าระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวมันค่อนข้างจะยาวนานไปสักหน่อย
นี่ก็ทยอยเก็บเกี่ยวกันมาสองเดือนกว่าแล้ว แต่รวงข้าวในนายังคงมีสีเหลืองทองสลับกับสีเขียวอมเหลืองให้เห็นอยู่ทั่วไป
ทุกวัน ท้องทุ่งนาจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวฟ่าง
บนกำแพงเมือง บนหลังคาบ้าน หรือแม้แต่บนลานหินและบันไดหน้าศาลบรรพชน ก็เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวฟ่างที่นำมาตากแดดไว้
เนื่องจากแปลงนามีขนาดเล็กและกระจัดกระจาย เสิ่นช่านก็เลยไม่รู้แน่ชัดว่าพวกเขาเบิกพื้นที่ทำนากันไปกี่ไร่
แต่เมื่อมองลงมาจากภูเขาที่ตั้งของเผ่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทั้งบนเขาและตีนเขา ก็มีแต่ไร่ข้าวฟ่างเต็มไปหมด
ดินในต้าฮวงนั้นอุดมสมบูรณ์มาก แม้จะเป็นการปลูกข้าวฟ่างครั้งแรกหลังจากการเบิกพื้นที่ใหม่ ผลผลิตที่ได้ก็ยังสูงเกินคาด หากวัดด้วยภาชนะตวงของเผ่า ผลผลิตต่อไร่น่าจะอยู่ที่ประมาณสามสิบถึงสี่สิบภาชนะตวง
น้ำหนักต่อหนึ่งภาชนะตวง เสิ่นช่านกะคร่าวๆ ว่าน่าจะตกอยู่ที่ร้อยชั่ง
ถึงแม้ผลผลิตต่อไร่จะดูสูง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าที่นี่คือต้าฮวง สภาพดินฟ้าอากาศและสายพันธุ์พืชแตกต่างกัน แถมคนในเผ่าก็กินจุกว่าคนปกติมาก จึงเอาไปเปรียบเทียบกับโลกในอดีตชาติไม่ได้หรอก
ที่ผลผลิตออกมาสูงขนาดนี้ ก็ต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้เสิ่นช่านด้วย
เพราะเขาเป็นคนแนะนำให้คนในเผ่าหมั่นถอนหญ้า พรวนดินและใช้น้ำยาฆ่าแมลงสูตรพิเศษของเขานั่นเอง
ว่ากันว่า 'บนภูเขามีสี่ฤดู ห่างกันสิบลี้อากาศก็ต่างกัน' แต่พื้นที่ทำนาของเผ่าจื้อเหยียนไม่ได้กว้างขวางถึงสิบลี้เสียหน่อย ทำไมระยะเวลาการเติบโตของข้าวฟ่างถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้นะ
บางแปลงใช้เวลาไม่ถึงสามเดือนก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่บางแปลงปลูกมาตั้งหกเดือนแล้วรวงข้าวยังเขียวปี๋อยู่เลย
การที่พืชผลสุกงอมไม่พร้อมกัน ทยอยเก็บเกี่ยวได้เรื่อยๆ แบบนี้ เป็นสิ่งที่เสิ่นช่านไม่คาดคิดมาก่อน
ถึงแม้เขาจะมีความรู้พื้นฐานเรื่องการเกษตรติดตัวมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเจออะไรที่ผิดธรรมชาติขนาดนี้มาก่อนเลย
เขาเคยลองไปถามพวกผู้อาวุโสดูแล้ว แต่พวกท่านก็รู้แค่ว่า พออากาศหนาวก็ให้เก็บเสบียง พออากาศอบอุ่นก็ค่อยเริ่มเพาะปลูก
รู้แค่วิถีชีวิตพื้นฐานอย่าง 'หว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ผลิ เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง และกักตุนเสบียงในฤดูหนาว' เท่านั้น อาจจะเป็นเพราะเผ่าจื้อเหยียนเป็นแค่เผ่าเล็กๆ จึงไม่มีการจดบันทึกเรื่องฤดูกาลเอาไว้ หรือบางทีอาจจะไม่มีใครเคยสนใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเลยก็เป็นได้ คงต้องหาโอกาสศึกษาให้ละเอียดกว่านี้ทีหลังแล้วล่ะ
เสิ่นช่านเดินทักทายคนในเผ่าตามคันนาอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับลูบหัวเด็กๆ ที่วิ่งเข้ามาหา
เด็กพวกนี้สะพายตะกร้าหวายใบเล็กๆ ที่แม่สานให้ คอยเดินเก็บรวงข้าวฟ่างที่ร่วงหล่นอยู่ในนา
สภาพแวดล้อมเหมือนกัน แต่ข้าวฟ่างกลับสุกไม่พร้อมกัน เขาเดาว่าน่าจะเป็นเพราะสภาพดินที่แตกต่างกัน เขาจึงตั้งใจจะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ผ่านไปอีกเดือนกว่าๆ ในที่สุดการเก็บเกี่ยวข้าวฟ่างก็เสร็จสิ้นลง
ถึงแม้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวจะยืดเยื้อไปสักหน่อย แต่การเก็บเกี่ยวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่า ก็สมควรแก่การเฉลิมฉลอง
"หน่วยล่าสัตว์กลับมาแล้ว!"
บนกำแพงเมือง เด็กน้อยหลายคนตะโกนลั่นเมื่อเห็นขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเก็บเกี่ยว หั่วถังได้สั่งให้หั่วซานพาคนออกไปล่าสัตว์
คนหลายสิบคนกำลังลากและแบกสัตว์ที่ล่ามาได้เดินเข้าเผ่ามา
และที่อยู่หน้าสุดของขบวน คือวัวขุยทลายภูผาหน้าตาประหลาดตัวหนึ่งที่ถูกมัดตรึงไว้บนแคร่ไม้ มันโดนยาสลบจนสลบเหมือดไปแล้ว
สัตว์อสูรตัวนี้ นอกจากจะมีเขาสองข้างที่โค้งงอเหมือนพระจันทร์เสี้ยวแล้ว บนสันจมูกของมันยังมีเขาสีดำโผล่ขึ้นมาอีกหนึ่งเขาด้วย
เมื่อขบวนหน่วยล่าสัตว์เดินผ่านประตูเมืองเข้ามา ผู้คนก็พากันเดินออกจากบ้านเรือนมาต้อนรับ
เด็กๆ ก็สะพายตะกร้าหวายใบเล็กๆ ของตัวเองมาด้วย ในนั้นเต็มไปด้วยรวงข้าวฟ่างคัดพิเศษที่พวกเขาเก็บมาจากในนา
การเก็บเกี่ยวครั้งแรกหลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไป นอกจากจะมีการนำสัตว์อสูรมาเป็นของเซ่นไหว้แล้ว
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ รวงข้าวฟ่างอวบอ้วนเหล่านี้แหละ
"เริ่มพิธีเซ่นไหว้บรรพชนได้!"
เสียงเป่าเขาสัตว์ของหั่วเสียนดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เสิ่นช่านไม่ได้เป็นคนเดินออกมาจากศาลบรรพชนก่อน
หั่วถังยืนตระหง่านอยู่บนลานหินหน้าศาลบรรพชน
"ขอบพระคุณบรรพชนที่คุ้มครอง ให้เผ่าจื้อเหยียนของพวกเราผ่านพ้นภัยอุทกภัยและโรคระบาดมาได้ จนได้พบกับฤดูเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์"
"วันนี้ พวกเราขอนำวัวขุยทลายภูผามาเซ่นไหว้บรรพชน และให้คนทั้งเผ่าได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกัน"
"ขอประกาศให้บรรพชนรับรู้ว่า สายเลือดและประเพณีการเซ่นไหว้ของเผ่าจื้อเหยียนจะยังคงสืบทอดต่อไปอย่างไม่ขาดสาย!"