เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 เผ่าหลิงอวี๋ วิชาบงการวารี

บทที่ 18 เผ่าหลิงอวี๋ วิชาบงการวารี

บทที่ 18 เผ่าหลิงอวี๋ วิชาบงการวารี


บทที่ 18 เผ่าหลิงอวี๋ วิชาบงการวารี

"อาเซียะ ไปถามหัวหน้าเผ่าทีสิว่าเจอเศษซากเรือชิ้นใหม่บ้างหรือยัง"

ชายหนุ่มที่เฝ้าอยู่หน้าปากถ้ำรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

ในเมื่อมองไม่ออกว่ามันมีความลึกล้ำอะไรซ่อนอยู่ ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่ฝากความหวังไว้กับการหาเศษซากไม้ชิ้นอื่นๆ มาเพิ่ม

หากสามารถนำเศษซากมาต่อกันจนเป็นรูปเป็นร่างเรือไม้เหล็กได้สักครึ่งค่อนลำ ลวดลายสัตว์อสูรบนนั้นก็จะสมบูรณ์มากขึ้น ถึงตอนนั้นเขาอาจจะเกิดแรงบันดาลใจอะไรขึ้นมาบ้างก็ได้

ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งเดินเข้ามาในถ้ำ

"ท่านอาวุโส ค้นพบอะไรบ้างไหมขอรับ?"

"ยังเลย วิชาอาคมเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่พลิกแพลงมาจากวิชาเทพวรยุทธ์ของสัตว์อสูรกลายพันธุ์แห่งต้าฮวง จะมามองปราดเดียวแล้วทะลุปรุโปร่งได้ยังไงกัน"

ชายฉกรรจ์ผู้นี้คือหวงอวิ๋น หัวหน้าเผ่าซั่งหวงนั่นเอง

"ข้าส่งหวงสือกับหวงซางออกไปแล้ว แยกย้ายกันค้นหาทางเหนือกับทางใต้ หากพบเศษซากชิ้นใหม่ พวกเขาจะรีบส่งกลับมาที่เผ่าทันที ในละแวกนี้ไม่มีใครแย่งของไปจากเผ่าซั่งหวงของพวกเราได้หรอก"

"อืม"

ชายชราพยักหน้า "ยังไงก็ต้องรีบหาจุดที่เรือไม้เหล็กอับปางให้เจอโดยเร็ว หากพบศพของคนขับเรือ เราอาจจะได้กระดูกของแพทย์อาคมตัวจริงมาครองก็ได้"

จากลวดลายสัตว์อสูรที่นำมาปะติดปะต่อกันบนเศษซากเรือไม้เหล็ก ก็พอจะดูออกว่าเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์แห่งต้าฮวงที่มีชื่อว่า 'หลิงอวี๋'

และเผ่าเดียวที่ใช้รูปหลิงอวี๋เป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า ก็คือเผ่าชั้นสูงหลิงอวี๋เท่านั้น

ทว่าเผ่าชั้นสูงหลิงอวี๋อยู่ห่างจากที่นี่ไกลเกินหมื่นลี้ ต่อให้เรือไม้เหล็กของเผ่าหลิงอวี๋จะอับปาง โอกาสที่เศษซากจะลอยตามน้ำป่ามาไกลถึงภูเขาแถบนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เว้นเสียแต่ว่า จะมีเรือไม้เหล็กของเผ่าหลิงอวี๋ลำหนึ่ง มาอับปางอยู่ในละแวกนี้พอดี

"วางใจเถอะ ข้าส่งคนออกไปค้นหาแล้ว หากมีแพทย์อาคมของเผ่าชั้นสูงหลิงอวี๋มาตายอยู่แถวนี้จริงๆ และบนตัวเขามีวิชาอาคมติดมาด้วยล่ะก็ ยังไงก็ต้องตกเป็นของพวกเราแน่นอน ในละแวกนี้ นอกจากเผ่าซั่งหวงของเราแล้ว ใครหน้าไหนจะมีคุณสมบัติครอบครองวิชาอาคมได้อีกล่ะ!"

ดวงตากลมโตของหวงอวิ๋นเปล่งประกายเจิดจ้า ความแตกต่างระหว่างเผ่าชั้นสูงกับเผ่าชั้นต่ำ ไม่ได้อยู่ที่วรยุทธ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิชาอาคมด้วย

เผ่าซั่งหวงก่อตั้งมานานกว่าห้าร้อยปี การได้รับสืบทอดวิชาอาคม คือปณิธานอันสูงสุดของแพทย์อาคมและหัวหน้าเผ่าทุกรุ่น

……

ณ เผ่าจื้อเหยียน

ภายในถ้ำ เสิ่นช่านนอนหลับตาอยู่บนเตียงหิน

【เจ้าทุ่มเทอายุขัยอีกสามสิบปี คัดลอกภาพลวดลายสัตว์อสูรซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตใจจดจ่อประสานเป็นหนึ่งเดียว ในที่สุดก็สามารถจับสัมผัสถึงความพลิ้วไหวราวกับฝูงปลาแหวกว่ายได้】

【ความพลิ้วไหวนี้หลอมรวมเข้ากับอักขระตัวแรกที่เจ้าทำความเข้าใจได้ก่อนหน้านี้อย่างกลมกลืน ราวกับเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กัน】

【ห้าสิบปีต่อมา ด้วยความพลิ้วไหวที่เป็นดั่งแสงนำทาง อักขระตัวที่สองก็ถูกเจ้าเขียนออกมาได้อย่างราบรื่น】

【เมื่ออักขระสองตัวประสานกัน ก็ราวกับผิวน้ำที่ถูกสายลมพัดจนเกิดระลอกคลื่น เกลียวคลื่นม้วนตัว แสงสะท้อนวิบวับ】

เสิ่นช่านลืมตาขึ้น ความคิดโลดแล่น

【อายุขัย: 1011】

การจำลองวิชาอาคมนี่มันยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน ใช้เวลาไปกว่าสามร้อยปีแล้ว

แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า อักขระอาคม หรือที่เรียกว่า 'อักขระคาถา' สองตัว ได้ฝังแน่นอยู่ในหัวของเขาเป็นที่เรียบร้อย

ในเมื่อวิธีนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผล ก็ถึงเวลาเทหมดหน้าตักแล้ว

"กระถางสามขา จัดมาเลยหนึ่งพันปี"

ภายในกระถางสามขาเซ่นไหว้ ร่างเงานั่งขัดสมาธิ เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดอันลึกล้ำ

【เจ้าคนดื้อด้าน เจ้าเริ่มดื้ออีกแล้วนะ】

【เจ้าทุ่มเทอายุขัยหนึ่งพันปี หวังจะจำลองวิชาอาคมบงการวารีให้สมบูรณ์】

【เจ้าครอบครองอักขระอาคมแล้วสองตัว และเข้าใจถึงความลึกล้ำของสายน้ำที่ซ่อนอยู่ในนั้นบ้างแล้ว เจ้าจึงอาศัยความเข้าใจนี้เป็นรากฐานในการจำลองต่อไป】

【กระบวนการทั้งหมดนั้นน่าเบื่อและซับซ้อน แต่เจ้าก็มีเป้าหมายที่แน่วแน่ ยามใดที่จิตใจว้าวุ่น เจ้าก็จะหันมาคัดลอกภาพลวดลายสัตว์อสูร】

【ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น อักขระตัวที่สาม ตัวที่สี่... ค่อยๆ ถูกเจ้าจำลองออกมาทีละตัว】

【เมื่อจำนวนอักขระอาคมเพิ่มมากขึ้น แสงแห่งสายน้ำที่เจ้าสัมผัสได้ก็ยิ่งสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ】

……

【อักขระอาคมตัวที่เก้าถูกเจ้าจำลองออกมาได้สำเร็จ เมื่ออักขระทั้งเก้าตัวเรียงร้อยต่อกัน การเปลี่ยนแปลงก็บังเกิดขึ้น ท่ามกลางระลอกคลื่นที่พลิ้วไหว อักขระทั้งเก้าตัวก็เคลื่อนไหวและประกอบเข้าด้วยกันเองอย่างน่าอัศจรรย์】

【หลังจากประกอบเสร็จสิ้น อักขระทั้งเก้าตัวก็เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว ลางๆ ว่าเบื้องหน้าเจ้า ปรากฏร่างของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ประหลาดตัวหนึ่งที่มีใบหน้าเป็นคน ลำตัวเป็นปลา และมีสี่ขา】

【แวบแรกที่เห็น เจ้าก็รู้สึกได้ทันทีว่าสัตว์อสูรสุดพิสดารตัวนี้ มันดูโปร่งแสงเหลือเกิน มีแต่โครงร่างกะโหลก แต่ข้างในกลวงโบ๋】

【และแล้วเจ้าก็ตระหนักได้ทันทีว่า ภาพลวดลายสัตว์อสูรที่เจ้าเห็นบนเศษซากเรือไม้เหล็กนั้น มันก็เหมือนกับส่วนลำตัวของสัตว์อสูรประหลาดตรงหน้านี้นี่เอง เพียงแต่สัตว์อสูรประหลาดตัวนี้ ยังไม่มีเกล็ดงอกออกมา】

【ขอแสดงความยินดีด้วย ใช้เวลาไป 573 ปี เจ้าสามารถบรรลุวิชาบงการวารีเผ่าหลิงอวี๋ได้สำเร็จ】

……

ภายในถ้ำ เสิ่นช่านยื่นมือล้วงลงไปในไหดินเผาที่ใช้สำหรับดื่มน้ำ

น้ำในไหก่อตัวเป็นสายน้ำ ไหลวนพันรอบข้อมือของเขา

เมื่อเขายกมือขึ้น สายน้ำที่พันรอบข้อมือก็เลื้อยขึ้นไปบนไหล่ราวกับงูใสตัวน้อย แล้วเริ่มไหลวนเวียนไปตามร่างกาย

การบังคับสายน้ำเป็นเพียงทักษะเบื้องต้นเท่านั้น วิชาอาคมยังมีความพลิกแพลงซ่อนอยู่อีกมากมาย การเรียงลำดับอักขระอาคมที่แตกต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ที่ต่างกันออกไป นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากการจำลองตลอดหลายร้อยปี

ใช้เวลาสามร้อยกว่าปีเพื่อทำความเข้าใจอักขระอาคมหนึ่งตัว และอีกห้าร้อยเจ็ดสิบปีเพื่อทำความเข้าใจวิชาอาคมหนึ่งวิชา รวมแล้วเขาต้องสูญเสียอายุขัยไปเกือบพันปี

แต่เสิ่นช่านกลับรู้สึกว่ามันคุ้มค่าทุกวินาที

ที่ตอนนี้มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่ามันง่าย ก็เป็นเพราะเขาบรรลุแล้วต่างหาก

เขาสังหรณ์ใจว่า วิชาบงการวารีเผ่าหลิงอวี๋ที่ว่านี้น่าจะเป็นระบบวิชาที่กว้างขวางและลึกล้ำมาก สิ่งที่เขาค้นพบตอนนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น

ที่เขาเพิ่งจำลองออกมาได้ เป็นเพียงวิชาอาคมเบื้องต้น อักขระเผ่าหลิงอวี๋ไม่ได้มีแค่เก้าตัวแน่ๆ ดูจากภาพร่างสัตว์อสูรหลิงอวี๋ที่ดูโปร่งแสงนั่นก็พอจะเดาออก

ไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรหลิงอวี๋มันโปร่งแสงหรอกนะ แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาจำลองออกมาได้ในตอนนี้ มันประกอบขึ้นมาเป็นได้แค่ภาพร่างเลือนๆ ของมันเท่านั้นเอง

"เผ่าหลิงอวี๋... เป็นของเผ่าชั้นสูงจริงๆ ด้วย แฮะ ลอยมาไกลขนาดนี้ยังไม่พัง ของเผ่าชั้นสูงนี่มันทนทานจริงๆ"

ความคิดของเสิ่นช่านวกกลับมาที่เศษซากเรือไม้เหล็กอีกครั้ง

ของจากเผ่าชั้นสูงหลิงอวี๋นี่เอง มิน่าล่ะ เผ่าซั่งหวงถึงได้บุกมาข่มขู่ถึงที่ตั้งสองครั้งสองครา ตอนนี้เขายิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่า เผ่าซั่งหวงคงได้ชิ้นส่วนเรือไม้เหล็กไปเยอะกว่านี้แน่ๆ

ยิ่งมีเศษซากมากเท่าไหร่ ลวดลายสัตว์อสูรบนนั้นก็จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น ถ้าเขามีลวดลายที่สมบูรณ์กว่านี้ การทำความเข้าใจก็คงไม่ต้องผลาญอายุขัยไปมากมายขนาดนี้หรอก

บางทีในเผ่าซั่งหวงก็อาจจะมีคนกำลังทำความเข้าใจวิชาอาคมบนนั้นอยู่เหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่าจะมีพรสวรรค์เทียบเท่าอัจฉริยะอย่างเขาได้หรือเปล่านะ

หลังจากดึงสติกลับมา เขาก็เดินออกไปนอกถ้ำ

ฟ้าใกล้จะสางแล้ว ต้องไปทำความสะอาดศาลให้บรรพชนเสียหน่อย เสร็จแล้วก็ต้องไปเดินตรวจตราคนในเผ่าต่อ

ตราบใดที่โรคระบาดยังไม่หายไป เขาก็จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด

ไม่รู้ว่าหัวหน้าเผ่าจะสั่งให้กักตัวคนไปอีกนานแค่ไหน

"หัวหน้าเผ่านี่ก็เจ้าเล่ห์ใช่ย่อยเลยนะ"

เสิ่นช่านบ่นพึมพำเบาๆ เดินออกจากถ้ำศาลบรรพชน ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า

ถึงปากจะบ่น แต่ในใจเขากลับรู้สึกยินดี

ตั้งแต่เรื่องเก็บซากเรือไม้เหล็ก ซ่อนเลือดสัตว์อสูร ไปจนถึงเรื่องสั่งกักตัวคนในเผ่า ล้วนแสดงให้เห็นว่าหัวหน้าเผ่ามีการเตรียมการเพื่อป้องกันสายตาสอดรู้สอดเห็นจากคนนอกล่วงหน้าไว้แล้ว

การตัดสินใจเฉียบขาดและมีชั้นเชิงสุดๆ

……

ช่วงเที่ยงวัน ขณะที่เสิ่นช่านเพิ่งเดินออกมาจากถ้ำเขตกักตัว สายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังเดินมุ่งหน้ามายังเขตเผ่า

พอเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นหั่วซาน

เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้เห็นหน้าท่านอาหั่วซานมาเป็นเดือนแล้ว

ในฐานะว่าที่นักรบระดับชีพจรสวรรค์ของเผ่า และเป็นหัวหน้าหน่วยล่าสัตว์ที่เก่งกาจเป็นรองแค่หั่วถัง น้ำลดไปตั้งเดือนกว่าแล้ว กลับไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นในเผ่าเลย

หมอนี่หายหัวไปทำอะไรมาเนี่ย?

พอแหงนหน้าขึ้นไปมองดูยอดเขา ก็เห็นหั่วถังยังคงยืนทำตัวเป็นหินชมจันทร์อยู่ที่เดิม

"มีลับลมคมในแหงๆ"

เสิ่นช่านพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่ศาลบรรพชน คว้าชามข้าวเที่ยงที่หั่วเสียนเตรียมไว้ให้ขึ้นมาโซ้ยอย่างหิวโหย

กินเสร็จก็กลับไปที่ถ้ำปีกตะวันตกเพื่อฝึกหมัดวัวขุยต่อ

……

"เจ้าจะบอกว่าเผ่าอื่นๆ ในละแวกนี้ โชคดีกันหมด ไม่มีเผ่าไหนโดนฝูงแมลงพาหะโจมตีหนักๆ เลยงั้นรึ?"

ภายในถ้ำ หั่วถังมองดูหั่วซานที่เพิ่งกลับมาด้วยสภาพมอมแมม สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บใจ สิ้นหวัง และโกรธเคือง... อารมณ์หลากหลายผสมปนเปกันไปหมด

ตำรับยารักษาโรคระบาด ช่วยรักษากำลังรบของเผ่าไว้ได้โดยไม่สูญเสียไปแม้แต่น้อย

ซ้ำยังมีนักรบระดับเบิกภูผาเพิ่มขึ้นมาแบบเปิดเผยสามคน และแบบลับๆ อีกหกคน

นี่มันเท่ากับว่านักรบระดับเบิกภูผาของเผ่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะ

เขาอุตส่าห์ลับมีดรอไว้ตั้งนานแล้ว เฮ้อ... ทำไมถึงไม่มีของฟรีหล่นมาให้เก็บเลยวะเนี่ย

หั่วถังยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองอยู่นาน กว่าจะตั้งสติกลับมาได้

จบบทที่ บทที่ 18 เผ่าหลิงอวี๋ วิชาบงการวารี

คัดลอกลิงก์แล้ว