- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนบรรพกาล จุติระบบเซ่นไหว้บูชาเทพ
- บทที่ 11 ระดับของเผ่า บรรพชนแตกร้าวอีกแล้ว
บทที่ 11 ระดับของเผ่า บรรพชนแตกร้าวอีกแล้ว
บทที่ 11 ระดับของเผ่า บรรพชนแตกร้าวอีกแล้ว
บทที่ 11 ระดับของเผ่า บรรพชนแตกร้าวอีกแล้ว
หากบอกว่าเผ่าซั่งหวงคืออันธพาลขาใหญ่ในละแวกนี้ ที่ทำให้เผ่าจื้อเหยียนต้องหวาดหวั่นอยู่บ้าง
เผ่าหลิงอวี๋ก็คงเป็นเผ่าที่เคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่เคยเห็นตัว เพราะพวกเขาขี้เกียจแม้แต่จะเฉียดกรายมาแถวนี้เลยด้วยซ้ำ
แผนที่แผ่นนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งเผ่า
ที่บอกว่าเผ่าหลิงอวี๋อยู่ห่างออกไปหมื่นลี้นั้น ความจริงแล้วเป็นการเดาสุ่มทั้งนั้นแหละ
ไกลแค่ไหนไม่มีใครรู้หรอก รู้แค่ว่ามีเผ่าที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานแบบนี้ดำรงอยู่ และเวลาเรียกขานก็ต้องยกย่องให้เป็น 'เผ่าชั้นสูง' เสมอ
ผ่านไปพักใหญ่ เสิ่นช่านถึงได้กระจ่างแจ้งแก่ใจ ที่แท้พวกระดับท็อปของเผ่าในตอนนี้ ก็อาศัยการเดาสุ่มเอาทั้งนั้นแหละ
แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่ได้เดา นั่นก็คือเผ่ามีการแบ่งระดับชั้นจริงๆ
เผ่าจื้อเหยียนและเผ่าซั่งหวง ล้วนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 'เผ่าชั้นต่ำแห่งต้าฮวง' เหมือนกัน
ไม่มีวิชาอาคม ไม่มีวิชาบ่มเพาะ ไม่มีของวิเศษประจำเผ่า เป็นแค่เผ่าป่าเถื่อนเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
เหนือกว่าเผ่าชั้นต่ำ ก็ดูเหมือนจะเป็นเผ่าชั้นสูง ถัดขึ้นไปอีกก็มีการแบ่งเป็นโหวและป๋อ ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับระดับวรยุทธ์ที่สูงขึ้นไปอีก
แต่ทางเผ่าเองก็ไม่ได้มีบันทึกหรือการสืบทอดข้อมูลที่ละเอียดไปกว่านี้
วันๆ เอาแต่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในต้าฮวง แค่มีชีวิตรอดไปวันๆ ก็บุญแล้ว เรื่องจะพัฒนาให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก คงได้แต่ฝันเอาเท่านั้นแหละ
ไม่เห็นหรือไงว่าหัวหน้าเผ่าหั่วถังเหนื่อยล้าขนาดไหนแล้ว
ภัยพิบัติในต้าฮวงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เผ่าพันธุ์มนุษย์ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก แต่ทำไมถึงยังมีการแบ่งแยกชนชั้นของเผ่าอีก เรื่องนี้เสิ่นช่านพอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง
เผ่าป่าเถื่อนอย่างจื้อเหยียนอาจจะอ่อนแอ แต่เผ่าที่แข็งแกร่งก็มีนี่นา
เขาอาจจะกินข้าวคลุกน้ำตาในเผ่าจื้อเหยียน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่คนในเผ่าอื่นจะได้กินหรูอยู่สบายหรอกนะ
ในเมื่อมีเผ่าที่แข็งแกร่ง แน่นอนว่าต้องมีการพัฒนาระบบชนชั้นผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อรักษาอำนาจและบารมีของเผ่าที่แข็งแกร่งเอาไว้
ต่อให้บรรพบุรุษในเผ่าที่แข็งแกร่งจะไม่แยแส แต่ก็ทนพวกคนรุ่นหลังที่อยากจะสถาปนาตำแหน่งเกียรติยศเพื่อยกระดับฐานะของตัวเองไม่ได้หรอก
ต้าฮวงแม้จะดูป่าเถื่อนล้าหลัง แต่เรื่องพิธีกรรมและของวิเศษประจำเผ่ากลับเป็นรูปเป็นร่างมาตั้งนานแล้ว
ทั้งสามคนสุมหัวปรึกษากันในศาลบรรพชนอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนท้องฟ้าใกล้จะสางแล้ว
"เอาเจ้านี่ไปซ่อนไว้ในศาลบรรพชนก่อน"
ไม้เหล็กระดับสามถือเป็นของดี หากสามารถนำมาสร้างเป็นอาวุธไม้เหล็ก แล้วแจกจ่ายให้นักรบในเผ่า ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ติดก็ตรงที่ฝีมือช่างของเผ่านี่แหละ การจะสร้างอาวุธขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
วินาทีนี้เอง เสิ่นช่านถึงเพิ่งรู้ว่าสุดปลายถ้ำ หลังกองดินหินที่ถล่มลงมาด้านหลังแท่นบูชา ยังมีโพรงลึกลงไปอีก
หั่วซานไม่ได้เรียกคนในเผ่าคนอื่นมาช่วย เขาลงมือขุดดินหินด้วยตัวเองเสียงดังตึงตัง ขุดลึกลงไปถึงห้าจั้งกว่า ถึงจะเผยให้เห็นโพรงขนาดเล็ก
"อาช่าน เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด คนในเผ่าเราช่างเจรจานัก ขืนมีคนได้ยินเข้า คงได้รู้กันไปทั้งเผ่าแน่"
หลังจากปิดปากถ้ำจนสนิท เสิ่นช่านก็ได้รับคำเตือนจากหั่วเสียน
นี่มันแทบจะชี้หน้าด่าว่าคนในเผ่าเป็นพวกปากสว่างอยู่แล้ว
"ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจขอรับ"
เสิ่นช่านไม่ได้สงสัยใคร่รู้ว่าในโพรงนั้นซ่อนอะไรไว้ ศาลบรรพชนก็คือถิ่นของเขา วันหน้ายังไงก็ต้องได้เห็นอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มสว่าง ทุกคนก็แยกย้ายกันไป
เสิ่นช่านเริ่มทำความสะอาดศาลบรรพชน และถือโอกาสกวาดเศษดินเศษหินที่เหลือจากการขนย้ายก่อนหน้านี้กลับไปไว้ที่เดิมด้วย
ทำเสร็จแล้ว ก็เดินมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ปากถ้ำ
ฝนตกหนักแบบนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าเสบียงสำรองของเผ่าจะทนได้นานแค่ไหน
ขนาดเรือระดับสามยังพังยับเยิน เขารู้สึกว่าหัวหน้าเผ่าหั่วถังของตัวเอง คงไม่ได้อึดถึกทนเท่าไม้เหล็กหรอกมั้ง
"คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์"
สูดอากาศเสร็จ เสิ่นช่านก็เดินกลับเข้าไป วิกฤติที่สามารถทำลายเรือไม้เหล็กระดับสามได้ หากเกิดขึ้นจริง เผ่าจื้อเหยียนก็คงต้านทานไม่ไหวหรอก
ถ้าภัยพิบัติระดับนั้นมาเยือนจริงๆ เขาจะคิดหาทางหนีทีไล่ไปก็ไร้ประโยชน์
สู้เอาเวลามาดูว่าตำรับยาแพทย์อาคมป้องกันโรคระบาดตรงหน้านี้ จะจำลองออกมายังไงดีกว่า
ถ้าจำลองออกมาแล้วได้ผลดีเยี่ยม ช่วยให้เผ่าจื้อเหยียนรอดพ้นวิกฤติไปได้ ในขณะที่เผ่ารอบๆ โดนภัยพิบัติเล่นงาน เผ่าจื้อเหยียนก็อาจจะฉวยโอกาสกลืนกินและขยายอิทธิพลของตัวเองได้
ผ่านพ้นภัยพิบัติไปได้ ก็เติบโตขึ้นไปอีกขั้น
ฟังดูแหม่งๆ เสิ่นช่านเองก็รู้สึกแหม่งๆ เหมือนกัน
แต่โอกาสที่จะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นก็ใช่ว่าจะไม่มี
ตอนนี้อายุขัยที่ใช้ในการจำลองเหลืออยู่แค่สิบห้าปี ในน้ำป่าก็ไม่มีปลาประหลาดโผล่มาให้เห็น เขาเดินไปที่หน้าแท่นบูชา
"บรรพชนแสดงอิทธิฤทธิ์หน่อยเถอะ พวกท่านไม่อยากกินปลาเหรอ?"
"ถ้าอยากกิน ก็รีบแสดงอิทธิฤทธิ์เร็วๆ เข้า อย่าให้มีซากเรือหรือแขนขาขาดๆ โผล่มาอีกล่ะ ดูสิว่าหัวหน้าเผ่าตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้ว"
……
ห้าวันต่อมา
เสิ่นช่านมีพลังเทียบเท่าสามพละกำลังแห่งต้าฮวงแล้ว เลือดสัตว์อสูรในจอกก็ร่อยหรอจนเห็นก้นจอก เขาจึงเติมน้ำและผงกระดูกป่นลงไปคนให้เข้ากันใหม่
ดูๆ ไปแล้วก็แทบไม่ต่างจากของเดิมที่เหลืออยู่เลย
ยังไงซะก็เอาไว้ใช้ทากลองหินอยู่แล้ว บรรพชนไม่ชอบกินหรอก ถูไถไปก่อนก็แล้วกัน
กวาดถู กินข้าว ฝึกหมัด เรียนวิชาแพทย์อาคมที่ตกทอดมา นี่คือชีวิตประจำวันของเสิ่นช่าน
ช่วงหลายวันมานี้ เขาพบว่าหัวหน้าเผ่ามักจะออกไปข้างนอกบ่อยๆ เมื่อเทียบกับนักรบระดับเบิกภูผาแล้ว นักรบระดับชีพจรสวรรค์จะสามารถทะลวงจุดชีพจรสวรรค์ในร่างกาย เปลี่ยนพลังลมปราณให้กลายเป็นพลังเลือดเนื้อปกคลุมไปทั่วร่างได้
แค่ใช้วิชาตัวเบาวิ่งบนผิวน้ำแป๊บเดียว ก็สามารถพลิกตัวข้ามไปยังยอดเขาอีกลูกได้สบายๆ
สองวันต่อมา งูหลามลายพาดกลอนตัวหนึ่งก็ถูกลากเข้ามาในศาลบรรพชน
นี่คือสัตว์อสูรระดับหนึ่ง เสิ่นช่านเห็นแวบแรกก็ถึงกับอึ้งไปอีกรอบ
แม่ร่วง หูงูมันอยู่ตรงไหนฟะ!
ขอความช่วยเหลือด่วนๆ เลย
งูหลามลายพาดกลอนยาวหกจั้ง ลำตัวใหญ่เท่าถังน้ำ หั่วถังที่ออกไปข้างนอกเป็นคนลากมันกลับมา ในสภาพที่ถูกทุบตีจนร่อแร่ใกล้ตาย
【เจ้าพิธีช่วงชิงอายุขัยจากของเซ่นไหว้ งูหลามลายพาดกลอน สัตว์อสูรระดับหนึ่ง จำนวน 87 ปี】
……
ตกดึก เสิ่นช่านก็ได้กินซุปงู ทั้งน้ำซุปทั้งเนื้อทำเอาเขารู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว
นอกจากเนื้องูส่วนที่ใช้ทำพิธีเซ่นไหว้แล้ว ส่วนที่เหลือก็ถูกชำแหละและแจกจ่ายไปยังถ้ำต่างๆ ให้คนในเผ่าช่วยกันจัดการ
ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เป็นเสบียงสำรอง
……
【เจ้าพิธีช่วงชิงอายุขัยจาก เหยี่ยวเมฆา สัตว์อสูรระดับหนึ่ง จำนวน 57 ปี】
ภายในศาลบรรพชน เสิ่นช่านดึงมีดหลวนกลับมาจากลำคอของเหยี่ยวอสูรที่นอนซมหมดสภาพ
ต้องยกความดีความชอบให้หัวหน้าเผ่าจริงๆ ออกโรงทีไรก็ได้ของเป็นๆ กลับมาแทบทุกครั้ง
ภูเขารอบๆ เผ่า ถูกคนในเผ่ากวาดล้างไปตั้งแต่ช่วงเดือนแรกที่เกิดน้ำท่วมแล้ว สัตว์อสูรหลงฝูงที่หนีน้ำขึ้นมาบนเขาหลังจากนั้นก็ถูกจับเรียบ
ถ้าอยากได้เหยื่อ ก็ต้องออกไปหาให้ไกลจากเผ่ามากขึ้น
และคนเดียวในเผ่าที่มีความสามารถในการเดินทางไกลได้ ก็มีแค่หั่วถังเท่านั้น
คาดว่าคงเป็นเพราะตกใจกับซากเรือไม้เหล็กที่พบ หั่วถังถึงได้ยอมเสี่ยงออกไปข้างนอกบ่อยๆ แบบนี้
สัตว์อสูรพวกนี้ เขาคงจับติดมือกลับมาระหว่างที่ออกไปลาดตระเวนนั่นแหละ
【อายุขัย: 159】
เมื่อมองดูอายุขัยสัตว์อสูรที่สะสมไว้ เสิ่นช่านก็รู้สึกว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการจำลองตำรับยาป้องกันโรคระบาดเบื้องต้นของเผ่าแล้ว
จากการฝึกฝนเกือบสองเดือนที่ผ่านมา เขาไม่ใช่คนตาบอดเรื่องวิชาแพทย์อาคมอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เผ่าสืบทอดกันมา เขาล้วนท่องจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว
วิธีป้องกันโรคระบาดของเผ่าจื้อเหยียนมีสามวิธีด้วยกัน หนึ่งคือการเผาสมุนไพรแพทย์อาคม สองคือการให้คนแก่ ผู้หญิง และเด็กพกยาลูกกลอนติดตัว และที่สำคัญที่สุดคือการดื่มยาต้มอาคมรักษา
ส่วนการกำจัดแมลงพาหะนั้น หน้าที่หลักก็ตกเป็นของเหล่านักรบในเผ่า
……
【จำลองตำรับยาแพทย์อาคมป้องกันแมลงพาหะของเผ่าจื้อเหยียน】
【เจ้าทุ่มเทอายุขัยหนึ่งร้อยปีเพื่อจำลองตำรับยา หวังจะเลียนแบบความสำเร็จตอนที่จำลองหมัดวัวขุยในครั้งก่อน】
……
"ท่านอาจารย์ บรรพชนร้าวอีกแล้วขอรับ"
สองวันต่อมา เสิ่นช่านเลือกช่วงเช้าตรู่ที่หั่วเสียนกำลังหลับสนิท ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา
หั่วถังก็มาด้วย ใบหน้าของเขาฉายแววเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
แต่ป้ายวิญญาณที่ร้าวในครั้งนี้ ไม่ใช่ป้ายวิญญาณไร้อักษรที่เพิ่งซ่อมแซมไปก่อนหน้านี้หรอกนะ แต่เป็นป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเผ่าที่มีนามว่า 'ฮว่าน' ต่างหาก
หั่วเสียนประคองม้วนหนังสัตว์เก่าคร่ำคร่าที่ดึงออกมาจากป้ายวิญญาณที่แตกร้าวของบรรพบุรุษ 'ฮว่าน' ด้วยสองมือ
แน่นอนว่ามันต้องดูเก่าคร่ำคร่าอยู่แล้วล่ะ
ก็ม้วนหนังสัตว์แผ่นนี้ เสิ่นช่านจงใจไปรื้อหาส่วนที่ยังว่างเปล่ามาจากกองม้วนหนังสัตว์ที่หั่วเสียนเก็บสะสมไว้นี่นา
"หญ้าจั๋วเซิง ไม้โฮ่วผู่ จือหมู่ หวงฉิน... นี่มันตำรับยารักษาโรคระบาดนี่นา จำนวนและสัดส่วนของสมุนไพรแตกต่างไปจากเดิมนิดหน่อย"
หั่วเสียนตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก
หั่วถังถือป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ 'ฮว่าน' พลิกดูไปมา ฝนตกหนักติดต่อกันหลายเดือน อากาศก็ชื้นแฉะไปหมด
ป้ายวิญญาณทำจากไม้ ถ้าไม่ใช่เพราะหมั่นทำความสะอาดดูแลรักษาอยู่ทุกวัน ป่านนี้คงราขึ้นไปตั้งนานแล้ว
ป้ายวิญญาณไม้ต้องแห้งถึงจะปริแตก แล้วในสภาพอากาศชื้นแฉะแบบนี้ มันจะไปแตกร้าวบ่อยๆ ได้ยังไง?
หั่วถังเหลือบมองเสิ่นช่าน
เสิ่นช่านกำลังสำรวจป้ายวิญญาณอันอื่นๆ อยู่ ด้วยท่าทางเหมือนอยากจะยกมันลงมาตรวจสอบให้หมดทุกอัน
เมื่อเห็นดังนั้น หั่วถังก็ละสายตาไป
เขาวางป้ายวิญญาณกลับคืนไว้บนแท่นบูชา
ดูท่าบรรพชนจะแสดงอิทธิฤทธิ์จริงๆ ซะแล้วสิ