เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 หมัดวัวขุยระดับสูง

บทที่ 7 หมัดวัวขุยระดับสูง

บทที่ 7 หมัดวัวขุยระดับสูง


บทที่ 7 หมัดวัวขุยระดับสูง

【ปีที่ 16 เจ้าเริ่มเปรียบเทียบสมุนไพรใหม่อีกครั้ง และพบว่าหากนำหญ้าเฮยคูออกไป ผลลัพธ์ในการปรับสมดุลจะดีขึ้นเล็กน้อย】

……

【ปีที่ 33 เจ้าลดสมุนไพรจากสิบเอ็ดชนิดเหลือแปดชนิด คนในเผ่านำไปใช้ ร่างระเบิด】

【…ร่างระเบิด】

……

【ปีที่ 79 จำนวนสมุนไพรในตำรับยาลดลงเหลือเจ็ดชนิด】

【ปีที่ 80 เลือดสัตว์อสูรที่ปรับสมดุลด้วยตำรับยาที่ปรับปรุงเหลือเจ็ดชนิด คนในเผ่าสามคนนำไปใช้ ล้วนเลื่อนขั้นสู่ระดับเบิกภูผาได้สำเร็จ】

【ปีที่ 85 มีคนในเผ่าอีกสามคนมาทดลอง สองคนเลื่อนขั้นสำเร็จ อีกคนล้มเหลว】

【สิบกว่าปีหลังจากนั้น ไม่ว่าเจ้าจะปรับเปลี่ยนสัดส่วนอย่างไรก็ไม่เกิดผลใดๆ อีก เจ้าตระหนักรู้และเข้าใจแล้วว่าตัวเองมันก็แค่พวกมั่วซั่ว รากฐานวิชาแพทย์อาคมตื้นเขินนัก ราวกับวิมานในอากาศ หรือการสร้างเจดีย์บนกองทราย ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงต้องเริ่มเรียนรู้จากพื้นฐานอยู่ดี】

……

"อาช่าน"

ตอนที่เสิ่นช่านลืมตาขึ้น ก็เห็นหั่วเสียนกำลังมองเขาอยู่

"ป่วยหรือเปล่า ทำไมถึงดูอ่อนล้าขนาดนี้?"

หั่วเสียนพูดพลางล้วงเอายาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากไหดินเผาบนชั้นไม้

มันมีขนาดใหญ่เท่ากำปั้นเด็กทารก

ดำปี๋ พื้นผิวขรุขระ แถมที่สำคัญคือมันไม่กลมเอาซะเลย

"เอ้า กินซะ"

กลิ่นคาวฉุนกึกโชยมาจากยาลูกกลอน ทำเอาเสิ่นช่านตาสว่างวาบขึ้นมาทันที ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงนึกไปถึงความทรงจำตอนที่เคยกินยาลูกกลอนพวกนี้ขึ้นมาได้

"ท่านอาจารย์ ข้าไม่เป็นไรขอรับ สงสัยคงจะเหนื่อยจากการฝึกหมัดนิดหน่อย"

เขาไม่ได้บอกว่าจะไม่กิน แต่รับยาลูกกลอนมาแล้วยัดใส่ไว้ในอกเสื้อ

วิชาแพทย์อาคมต้องได้รับการปรับปรุงด่วนๆ ยาลูกกลอนนี่ให้เขาไปเกิดเป็นหมายังดีกว่าให้กลับมากินมันอีก

"ท่านอาจารย์ ที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการเอง ขอรับ"

เสิ่นช่านพูดพลางทำท่าจะไปยกไหดินเผา เตรียมจะแอบลดปริมาณยาสมุนไพรลงอย่างเงียบๆ

แต่หั่วเสียนกลับหยิบยาไปกองหนึ่งแล้วเทลงบนรางบดยาหิน ปริมาณสมุนไพรไม่ได้ลดลงเลย ท้ายที่สุดแล้วหั่วเสียนก็ยังไม่กล้าปรับเปลี่ยนอยู่ดี

เมื่อสมุนไพรกองแรกถูกบดจนเป็นผง เสิ่นช่านก็รีบพูดขึ้น "ท่านอาจารย์ เรื่องบดยาแบบนี้ ข้าทำได้ ขอรับ"

หั่วเสียนพยักหน้า ตักผงยาใส่ภาชนะแล้วเดินออกจากถ้ำปีกซ้ายไป

เสิ่นช่านชะเง้อมองออกไปด้านนอกแวบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มคัดแยกสมุนไพรออก

โชคดีที่ช่วงเวลาเกือบร้อยปีในการจำลองฝึกฝน ทำให้เขาฝึกฝนทักษะความคล่องแคล่วมาได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางทำเรื่องนี้ให้เสร็จอย่างรวดเร็วได้แน่

เขานำสมุนไพรที่หยิบออกมา จัดแยกประเภทแล้วเก็บกลับเข้าที่เดิม

ตอนนี้เขายังไม่มีวิธีอธิบายเรื่องนี้ คงต้องปิดบังเอาไว้ก่อนชั่วคราว

ก่อนที่หั่วเสียนจะเอ่ยปาก เขาก็เทผงยาที่บดเสร็จแล้วลงไปในรางเลือดทั้งสองราง และใช้กระบองทองแดงคนให้เข้ากัน

ตอนที่หั่วเสียนเดินมาดู ผงยากับเลือดสัตว์อสูรก็ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว มองไม่ออกเลยว่าเขาแอบลดทอนวัตถุดิบลงไป

ตอนที่กำลังคน เลือดสัตว์อสูรดูราวกับกำลังเดือดพล่าน

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม มันถึงค่อยๆ กลับสู่สภาวะที่ค่อนข้างสงบนิ่ง

เลือดสัตว์อสูรที่ถูกรีดออกมาจากร่าง ทิ้งไว้สักพักก็มีส่วนช่วยขจัดกลิ่นอายความบ้าคลั่งได้เช่นกัน แต่ยิ่งทิ้งไว้นาน ประสิทธิภาพของมันกลับจะลดลง

เพื่อรักษาประสิทธิภาพเอาไว้ เผ่าจื้อเหยียนจึงมักจะทิ้งไว้เพียงคืนเดียวเท่านั้น

หลังจากคนเสร็จ เสิ่นช่านก็พบว่าท่านอาจารย์หั่วเสียนกลับมาที่ถ้ำปีกซ้าย และกำลังถือม้วนหนังสัตว์จมอยู่ในความคิดอีกแล้ว

ขนบนม้วนหนังสัตว์ถูกจับจนหลุดร่วงไปหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะถูกเปิดอ่านบ่อยครั้งจนเกินไป

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หั่วเสียนก็เริ่มลงมือเขียน ดูเหมือนจะมีความคิดใหม่ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

ม้วนหนังสัตว์นี้เป็นการนำมาเย็บต่อกัน เมื่อกางออกจนหมดก็ยาวถึงหนึ่งจั้ง

ตัวอักษรที่เขียนอัดแน่นบวกกับภาพประกอบ ปรากฏว่าทั้งหมดล้วนเป็นบันทึกการปรับปรุงตำรับยาแพทย์อาคมสำหรับการปรับสมดุลทั้งสิ้น

ตั้งแต่ต้นม้วนมาจนถึงส่วนที่หั่วเสียนกำลังเขียนอยู่ มีการบันทึกข้อสันนิษฐานในการปรับปรุงไว้ถึงสิบสามแบบ

หั่วเสียนหยิบม้วนหนังสัตว์ลงมาจากชั้นไม้ด้านหลังอีกสองม้วน ซึ่งก็เป็นบันทึกการปรับปรุงตำรับยาลดทอนความบ้าคลั่งเช่นเดียวกัน

เพียงแต่ลายมือแตกต่างกัน น่าจะเป็นผู้ดูแลศาลบรรพชนรุ่นก่อนๆ ของเผ่าเป็นคนเขียนไว้

ตำรับยาที่ปรับปรุงเหล่านี้ ล้วนหยุดอยู่แค่บนหน้ากระดาษ

การปรับปรุงทุกครั้งล้วนเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

"ไม่กล้าเปลี่ยนจริงๆ"

หั่วเสียนถอนหายใจออกมา

"เมื่อสองร้อยปีก่อน เผ่าปี้ซานมีแพทย์อาคมคนหนึ่ง ได้ปรับปรุงตำรับยาลดความบ้าคลั่งของเผ่า ทำให้การจัดพิธีเลื่อนขั้นสู่ระดับเบิกภูผาของเผ่าล้มเหลวติดต่อกันถึงสองครั้ง"

"เดิมทีในฐานะเผ่าที่มีนักรบระดับชีพจรสวรรค์ เรื่องนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นหายนะร้ายแรงอะไร แต่บนผืนแผ่นดินที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เผ่าปี้ซานกลับขาดโชคไปสักหน่อย"

"นักรบระดับเบิกภูผาของเผ่าร่วงหล่นลงทีละคนๆ และไม่มีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ทัน ท้ายที่สุดก็ส่งผลให้ทั้งเผ่าต้องล่มสลายกระจัดกระจายไปในที่สุด"

ในดินแดนต้าฮวงที่ไม่มีการอธิบายอัตราความสำเร็จที่ชัดเจน การจะรู้ได้ว่าวิธีที่ปรับปรุงนั้นใช้ได้ผลหรือไม่ จำเป็นต้องผ่านการทดลองหลายต่อหลายครั้งถึงจะตัดสินได้

ประจวบเหมาะกับเลือดสัตว์อสูรเองก็ไม่ได้หามาง่ายๆ แต่ละครั้งต้องใช้เวลาสะสมอยู่นาน หากการทดลองเกิดข้อผิดพลาดขึ้นหลายครั้ง ก็จะส่งผลกระทบไปยาวนานนับสิบปี

หากเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปเจอกับภัยพิบัติเข้าอีก สำหรับเผ่าแล้ว นั่นก็คือหายนะถึงขั้นล่มสลายเลยทีเดียว

ตำรับยาในตอนนี้ถึงแม้ประสิทธิภาพจะแย่ไปหน่อย แต่มันก็ช่วยรักษาการสืบทอดของเผ่าให้มั่นคงมาได้ถึงสามร้อยปี

ก็เหมือนกับครั้งนี้ที่เสิ่นช่านแอบปรับปรุงตำรับยาอย่างเงียบๆ คนในเผ่าจะทะลวงระดับได้สำเร็จหรือไม่ ความจริงแล้วยังเกี่ยวพันไปถึงการขัดเกลาร่างกายด้วยหมัดวัวขุย และถึงขั้นต้องพึ่งพาโชคด้วยส่วนหนึ่ง

ภายใต้ปัจจัยที่เอื้ออำนวยทั้งจังหวะเวลา สถานที่ และตัวบุคคล ก็ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่าจะมีโอกาสสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เผ่าจื้อเหยียนกำลังเผชิญกับภัยพิบัติ และความยากลำบากที่อาจมีสัตว์อสูรทรงพลังปรากฏตัวขึ้น

หั่วเสียนค้นหาของบนชั้นไม้ ก่อนจะหยิบม้วนหนังสัตว์ขนร่วงกรูดออกมาอีกม้วนหนึ่ง

"บรรพบุรุษบันทึกไว้ว่า หลังภัยพิบัติครั้งใหญ่ มักจะเกิดโรคระบาดตามมา แมลงพาหะจะออกอาละวาด พายุฝนตกหนักติดต่อกันมาหลายวันขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตจมน้ำตายไปเท่าไหร่แล้ว พวกมันจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงพาหะนำโรค"

ไม่นานนัก ตรงหน้าเสิ่นช่านก็มีม้วนหนังสัตว์กองซ้อนกันอยู่เจ็ดแปดม้วน

แต่หั่วเสียนก็ยังคงรื้อค้นบนชั้นไม้ต่อไป ดูเหมือนเขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ ยัดเยียดความรู้ทุกอย่างเข้าไปในหัวของเสิ่นช่านรวดเดียวเลย

เรื่องนี้ทำเอาเขารู้สึกมึนงงไปเลย ก่อนทะลุมิติมาก็ต้องทำโอที พอมาอยู่ที่นี่ก็ยังต้องมาทำโอทีอีก แบบนี้มันให้ความรู้สึกเหมือนทะลุมิติมาฟรีๆ ชะมัด

"ค่อยๆ ดูไป วิชาแพทย์อาคมต้องใช้เวลาถึงจะเริ่มเข้าใจพื้นฐาน"

เสิ่นช่านไม่ได้อยากปูพื้นฐานอะไรทั้งนั้น เขาแค่อยากจะใช้โปรแกรมโกง สภาพแวดล้อมในต้าฮวงแบบนี้ ถ้าไม่ใช่พวกมีสูตรโกงติดตัวคงรับมือไม่ไหวหรอก

ถ้าคนในเผ่าทุกคนเป็นนักรบระดับชีพจรสวรรค์กันหมดก็คงจะดี จะได้ออกไปแทงสัตว์อสูรระดับสามได้ทุกวัน แล้วผู้ดูแลศาลอย่างเขาจะไม่ฟินตายเลยหรือไง

ถึงแม้หั่วเสียนจะอยากยัดเยียดความรู้ด้านแพทย์อาคมทั้งหมดเข้าไปในหัวของเสิ่นช่านรวดเดียว แต่สุดท้ายก็ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง

ในช่วงครึ่งหลังของคืน เขาก็ไล่ให้เสิ่นช่านกลับไปพักผ่อน

เมื่อกลับมาถึงถ้ำปีกขวาตะวันตก เสิ่นช่านก็รู้สึกคึกคักตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย อดใจไม่ไหวที่จะเริ่มจำลองการฝึกฝนอีกครั้ง

สภาพแวดล้อมห่วยแตกแบบนี้ ไม่มีสัมผัสถึงความปลอดภัยเลยสักนิด ยังไงก็ต้องรีบกลายเป็นนักรบให้เร็วที่สุด

【อายุขัย: 272】

การช่วงชิงอายุขัยของปลาเหอลัว และการจำลองตำรับยาแพทย์อาคมลดทอนระดับสอง ใช้เวลาไป 98 ปี

ตอนที่ทำการจำลอง เสิ่นช่านไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องทำ

"จำลองหมัดวัวขุยต่อ"

"จัดมาเลยสองร้อยปี"

สิ้นความคิด ร่างเงาภายในกระถางสามขาก็ปรากฏขึ้น เริ่มต้นด้วยกระบวนท่าวัวขุยพุ่งชน

【เจ้าทุ่มเทอายุขัยสองร้อยปีเพื่อฝึกฝนหมัดวัวขุย】

【หมูที่อยู่มาได้สองร้อยปีก็ยังพอมีสติปัญญาขึ้นมาบ้าง เจ้าก้มหน้าก้มตาฝึกหมัดมา 40 ปี หมูชนต้นไม้ เจ้าชนหมู ในที่สุดเจ้าก็บรรลุเคล็ดวิชาขึ้นมานิดหน่อย และสามารถควบคุมกระบวนท่าที่สามของหมัดวัวขุยได้โดยไม่ตั้งใจ】

【คุณภาพของหมัดวัวขุยยกระดับขึ้นเป็นระดับกลาง ในระหว่างการฝึกหมัด สามารถดึงพลังจากเส้นเอ็น กระดูก และกล้ามเนื้อทั่วร่างได้ถึงหกส่วน】

【เจ้ายังคงไม่พอใจกับหมัดวัวขุยระดับกลางที่ก้าวหน้าขึ้นมา การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทำให้เจ้าธาตุไฟเข้าแทรก】

【เจ้าเสียสติไปแล้ว วันๆ เอาแต่ร้อง 'มอออ' ไม่หยุด】

【หนึ่งปีต่อมา ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเป็นปกติ และเลิกร้องเป็นวัวแล้ว】

【ปีที่ 108 ขณะที่เจ้ากำลังฝึกหมัด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังคล้ายกระดูกลั่นดังมาจากภายในร่างกาย ถึงแม้มันจะแผ่วเบามาก แต่เจ้าก็สามารถจับสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างเฉียบคม และตั้งชื่อให้มันว่า เสียงอัสนีวัวขุย】

【เจ้ามุ่งเน้นไปที่เสียงอัสนีนี้อย่างไม่ลดละ และค่อยๆ ควบคุมมันได้ ในที่สุดคุณภาพหมัดวัวขุยของเจ้าก็ยกระดับขึ้นเป็นระดับสูง】

【เมื่อฝึกฝน สามารถดึงพลังจากเส้นเอ็น กระดูก และเลือดเนื้อทั่วร่างกายได้มากกว่าแปดส่วนขึ้นไปพร้อมๆ กัน】

【เจ้าสัมผัสได้เลือนรางว่าเสียงอัสนีนี้ยังมีความลึกล้ำที่ยิ่งใหญ่กว่าซ่อนอยู่ แต่เจ้าเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว การจำลองครั้งนี้สิ้นสุดลง ใช้เวลาจำลองไปทั้งหมด 117 ปี คืนอายุขัยที่เหลือกลับมา อายุขัยคงเหลือทั้งหมด 155 ปี】

บนเตียงหิน ความรู้สึกแรกของเสิ่นช่านตอนที่ลืมตาขึ้นมาไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่เป็น "มอออ"

เขาถึงกับต้องรีบเอามือปิดปากทันที ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงจ้องมองเพดานถ้ำอยู่นาน ในใจได้แต่ตั้งคำถามว่า 'ข้าเป็นใคร ข้ามาทำอะไรที่นี่' อยู่พักใหญ่ กว่าจะดึงสติกลับมาได้

ปวดหัวชะมัด

เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบยาลูกกลอนกลิ่นคาวดินออกมาโหม่งเข้าปากแล้วเคี้ยวๆ

ยาลูกกลอนฝีมือท่านอาจารย์หั่วเสียน ถึงรสชาติมันจะแย่ไปหน่อย แต่ก็น่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างแหละน่า

ยังไงซะ หลังจากนอนแผ่หราอยู่นาน เสิ่นช่านก็รู้สึกว่าหัวไม่ค่อยปวดเท่าไหร่แล้ว ความอ่อนล้าทางจิตใจก็ฟื้นฟูขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

"หมัดวัวขุยระดับสูง!"

"ฮี่ๆ... โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง..."

เสิ่นช่านนอนแผ่อยู่บนเตียงหินโดยไม่ได้ลุกขึ้นมา การยกระดับคุณภาพของเคล็ดวิชา ไม่สามารถเปลี่ยนมาเป็นความแข็งแกร่งของเขาได้โดยตรงทันทีหรอกนะ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะผู้ดูแลศาลบรรพชนแอบขโมยกินได้นี่นา

ถึงเผ่าจื้อเหยียนจะไม่ได้เป็นเผ่าใหญ่โตอะไร แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้บรรพชนต้องอดอยาก

ถ้าบรรพชนได้กินหนึ่งคำ เขาก็ได้กินเป็นกะละมัง

"พรุ่งนี้มีคนในเผ่าจะลงแช่เลือดสัตว์อสูร เพลงหมัดนี้..."

จบบทที่ บทที่ 7 หมัดวัวขุยระดับสูง

คัดลอกลิงก์แล้ว