เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 ไพ่ตายของอิโน

บทที่ 27 ไพ่ตายของอิโน

บทที่ 27 ไพ่ตายของอิโน


บทที่ 27 ไพ่ตายของอิโน

หลังจากคาบเรียนวิชาปรุงยาจบลง พ่อมดแม่มดน้อยบ้านกริฟฟินดอร์ก็พากันเผ่นแน่บออกจากห้องเรียนราวกับกำลังหนีตาย

"ดัมเบิลดอร์เลือกคนแบบนั้นมาเป็นอาจารย์ได้ยังไงกัน? ดูหน้าเขาสิ แฮร์รี่ ฉันไม่สงสัยเลยนะว่าถ้าในห้องเรียนมีแค่นายกับเขาอยู่สองต่อสองล่ะก็ เขาต้องทำร้ายนายแน่ๆ"

ตรงระเบียงทางเดิน รอนก็ยังคงสวมบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ (ที่เก่งแต่ปาก) วิพากษ์วิจารณ์สเนปด้วยน้ำเสียงที่มั่นอกมั่นใจเหมือนเช่นเคย

"ช่างมันเถอะน่า รอน!" แฮร์รี่โบกมือปัด รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทน

หลังจากโดนสับเละมาเป็นชั่วโมง ตอนนี้เขาแค่อยากจะหาที่เงียบๆ สงบสติอารมณ์ แล้วค่อยมาคิดดูว่าเขาไปทำอะไรให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองนักหนา

"การเอาอาจารย์มานินทาลับหลังแบบนี้ มันเสียมารยาทมากเลยนะ"

เสียงของเฮอร์ไมโอนี่ดังขึ้นจากข้างหลังพวกเขา

"ขอทางหน่อยค่ะ!"

คุณหนูเกรนเจอร์เชิดหน้าขึ้น และเดินเชิดหยิ่งผ่านพวกเขาทั้งสองคนไป

ก่อนที่เฮอร์ไมโอนี่จะเดินไปได้ไกล รอนก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าขุ่นเคืองว่า:

"ดูท่าทางเย่อหยิ่งของยัยนั่นสิ! ขนาดเนวิลล์ยังดูออกเลยว่าไอ้ค้างคาวแก่นั่นจงใจเล่นงานนาย จงใจเล่นงานกริฟฟินดอร์ แต่ยัยนั่นก็ยังอุตส่าห์เรียกไอ้ค้างคาวแก่นั่นว่า 'ศาสตราจารย์' อย่างเคารพนอบน้อมอีกนะ!"

"รอน! ไปเถอะ ไปหาแฮกริดกันดีกว่า เขาอยู่ที่กระท่อมหลังเล็กข้างนอกปราสาทน่ะ"

ตอนนี้แฮร์รี่แค่อยากจะหนีไปจากตรงนี้ให้พ้นๆ ไปอยู่ในที่ที่เขาสามารถผ่อนคลายได้บ้าง

"ก็เอาสิ! ยังไงบ่ายนี้ก็มีเรียนอีกไม่กี่คาบอยู่แล้ว"

รอนยักไหล่ ยอมรับข้อเสนอของแฮร์รี่

...

ในขณะเดียวกัน

หลังจากคลาสเรียนวิชาปรุงยาจบลง อิโนก็กลับมาที่หอพักของเขาเช่นกัน

พูดตามตรง เขารู้สึกว่าการมีมัลฟอยเป็นเพื่อนร่วมห้อง มันชักจะดีขึ้นเรื่อยๆ แฮะ

หมอนี่ไม่เพียงแต่จะมีบริการโทรปลุกตอนเช้าเท่านั้น แต่แม้กระทั่งตอนงีบหลับยามบ่าย มัลฟอยก็ยังอุตส่าห์เดินเข้ามาปลุกเขาโดยเฉพาะเลยทีเดียว

ที่สำคัญที่สุดก็คือ มัลฟอยเป็นพวกชีพจรลงเท้าของแท้! พูดภาษากชาวบ้านก็คือ 'พวกไม่ติดบ้าน' นั่นแหละ

บ่อยครั้งที่มัลฟอยจะหายหัวไปทั้งวัน มักจะออกไปตั้งแต่เช้าแล้วกลับมาอีกทีก็ตอนใกล้จะถึงเคอร์ฟิวโน่นเลย

ซึ่งนี่ก็ไม่เพียงแต่จะทำให้อิโนได้อภิสิทธิ์เหมือนอยู่หอพักห้องเดี่ยวเท่านั้น แต่มันยังทำให้เขามีอิสระในการฝึกเวทมนตร์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ถึงแม้ปราสาทจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่การจะหาสถานที่เงียบๆ เพื่อฝึกเวทมนตร์นั้น มันยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ

ถ้าเขาเลือกไปฝึกที่ระเบียงทางเดิน เขาก็ต้องคอยระวังฟิลช์ที่ผลุบๆ โผล่ๆ ราวกับผีสาง ถ้าเขาไปแอบฝึกในห้องเรียนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เขาก็ต้องคอยระวังพวกพ่อมดแม่มดน้อยคนอื่นๆ ที่พลังงานเหลือล้นอีก

สรุปสั้นๆ ก็คือ การจะหาสถานที่ที่ไม่มีใครมารบกวนในฮอกวอตส์นั้น มันเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ

บางทีคงมีแค่ห้องต้องประสงค์ในตำนานบนชั้นแปดเท่านั้นแหละ ที่เป็นสถานที่ที่ทั้งปลอดภัยและเป็นความลับ

...

"มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไปที่ห้องต้องประสงค์..."

อิโนมองดูหอพักที่ว่างเปล่าของเขา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกขอบคุณมัลฟอย และขอบคุณแฮร์รี่จากใจจริง...

อันที่จริง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากไปที่ห้องต้องประสงค์หรอกนะ แต่ปัจจัยภายนอกมันไม่อำนวยต่างหาก ดูเหมือนว่าความตื่นเต้นของพิธีคัดสรรจะจบลงไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง ตอนนี้แหละคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

ทั้งดัมเบิลดอร์ ทั้งควิร์เรลล์จอมตีสองหน้า ไม่มีใครรับมือได้ง่ายๆ เลยสักคน

และการที่สเนปตั้งคำถามผิดวิสัยเมื่อเช้านี้ พอมาคิดดูให้ดีแล้ว มันก็คงไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหรอก

"นี่พวกคุณกำลังเล่นเกมซ่อนแอบชักใยอยู่เบื้องหลังกันหมดเลยใช่ไหม... ทางที่ดีอย่ามายุ่งกับผมเลยจะดีกว่า"

เมื่อคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองในอนาคต อิโนก็อดไม่ได้ที่จะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าลับที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุม ซึ่งมีของล้ำค่าที่สุดที่เขาสะสมมาตลอดสองปีเก็บเอาไว้

แม้แต่ถุงเหรียญทองของจอห์นเฒ่า เขาก็เอาไปเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางขยายพื้นที่ก้นลึกนั่นแทน

...

"ดิฟฟินโด!"

เมื่อกลับมาถึงหอพัก หลังจากพักผ่อนได้ครู่หนึ่ง อิโนก็เริ่มฝึกฝนคาถาซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ของเขา

สิ้นเสียงร่ายคาถา ลำแสงสีขาวก็พุ่งออกมาจากไม้กายสิทธิ์ของเขา พุ่งตรงไปที่ถ้วยน้ำชาที่วางอยู่ห่างออกไปสองสามเมตร

วินาทีที่เวทมนตร์สัมผัสโดน ถ้วยน้ำชาก็แตกกระจายดังกึกก้อง

"เรปาโร!"

เศษกระเบื้องเคลือบหยุดชะงักนิ่งอยู่กลางอากาศในทันที จากนั้น ราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังที่มองไม่เห็น พวกมันก็ประกอบเข้าด้วยกันใหม่ และถ้วยน้ำชาใบใหม่เอี่ยมก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะอีกครั้ง

คาถาเสกให้นุ่ม คาถาตัด คาถารักษา คาถาจุดไฟ และแม้กระทั่งคาถาแช่แข็งและคาถาขยายขนาดที่เขาเพิ่งเรียนมาวันนี้...

ในช่วงเวลาต่อมา อิโนเอาแต่โจมตี ซ่อมแซม โจมตี และซ่อมแซมถ้วยน้ำชาใบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ถ้วยน้ำชาเซรามิกธรรมดาๆ ใบนั้น ก็ต้องทนรับการทรมานจากเวทมนตร์หลากสีสันนานาชนิด

...

อันที่จริง ก่อนเปิดเทอม ระหว่างที่เขาฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งในโลกแฟนตาซี อิโนก็ได้พัฒนานิสัยการร่ายคาถาโดยจิตใต้สำนึกขึ้นมาแล้ว

มันก็เหมือนกับคาวบอยตะวันตกในศตวรรษที่ 18 ที่พร้อมจะเหนี่ยวไกปืนตามสัญชาตญาณทันทีที่มือแตะโดนปืนนั่นแหละ

และคาวบอยเฒ่าที่มากประสบการณ์บางคน ก็ถึงขั้นสามารถเล็งปืนได้โดยไม่ต้องมองเป้าหมายด้วยซ้ำ ก้าวไปสู่จุดที่ว่า คิดจะยิงตรงไหน กระสุนก็พุ่งไปตรงนั้นจริงๆ

ในแง่หนึ่ง ทักษะการยิงปืนแบบนี้ มันก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกาย ไปสู่ความเป็นอุดมคติเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม... มันก็มีอยู่จริงนะ

ในหน้าประวัติศาสตร์ บิล มือปืนชักไวชื่อดังชาวอเมริกัน ในการต่อสู้เมื่อปี 1864 เขาสามารถสร้างวีรกรรมอันเหลือเชื่อด้วยการใช้ปืนลูกโม่เพียงสองกระบอก รับมือกับศัตรูถึง 100 คน และกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามจนราบคาบ โดยที่ตัวเขาเองไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยสักนิด

และตอนนี้อิโนก็กำลังเลียนแบบพวกคาวบอย เลียนแบบปฏิกิริยาตอบสนองอย่างมีเงื่อนไขของคาวบอยเหล่านั้นในการดวลปืน ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ตาจ้องเป้า มือจับไม้ ร่ายคาถาสัมฤทธิ์ผล' นั่นเอง

เขารู้ดีว่าเวทมนตร์ไม่ใช่เกมผลัดกันโจมตี และคู่ต่อสู้ของเขาก็คงไม่โง่ยืนรอรับการโจมตีจากเขาเฉยๆ หรอก

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความแม่นยำของคาถาจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ต่อให้เป็นคำสาปพิฆาตที่ทรงพลังแค่ไหน แต่ถ้าโจมตีไม่โดนเป้าหมาย มันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี

แน่นอนว่า นี่หมายถึงคาถาที่โจมตีเป้าหมายเดี่ยวเท่านั้นนะ

ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เหมือนตอนที่สุสานในปารีสขึ้นมาจริงๆล่ะก็ เมื่อต้องเผชิญกับเปลวเพลิงที่สูงตระหง่านจนแทบจะกลืนกินเมืองทั้งเมืองได้ขนาดนั้น ไอ้เรื่องความแม่นยำ หรือทักษะการหลบหลีกอะไรพวกนั้น มันก็ไร้ประโยชน์ทั้งนั้นแหละ

...

ในขณะเดียวกัน

อีกด้านหนึ่ง บนสนามหญ้านอกปราสาท

"แฮกริด เรามาเยี่ยมแล้วนะ!"

แฮร์รี่เดินเข้าไปเคาะประตูบ้านหิน จากนั้นเขากับรอนก็ได้ยินเสียงหมาเห่าและเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากข้างในห้อง

ไม่นาน ประตูก็เปิดออก และร่างอันใหญ่โตมโหฬารของแฮกริดก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคน

"แฮร์รี่ เธอมาแล้ว เข้ามาเร็วเข้า! ฉันเพิ่งอบเค้กหินเสร็จใหม่ๆ เมื่อเช้านี้พอดีเลย เดี๋ยวตอนกลับพวกเธอเอาไปกินเป็นของว่างด้วยนะ มันเป็นของอร่อยที่หาทานยากเชียวล่ะ..."

แฮกริดทักทายแฮร์รี่อย่างอบอุ่น ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะใช้มืออันใหญ่โตราวกับเบาะรองนั่ง ลูบหัวเขี้ยวปุกเพื่อปลอบโยนมันที่กำลังกระวนกระวายด้วย

นี่เป็นครั้งแรกที่แฮร์รี่ได้มาเยือนที่พักของแฮกริด หลังจากเดินเข้ามาในกระท่อมหลังเล็ก เขาก็อดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองไปรอบๆ

กระท่อมทั้งหลังมีอยู่แค่ห้องเดียวเท่านั้น การจัดวางข้าวของโดยรวมจึงดูค่อนข้างจะรกๆ ไปสักหน่อย แถมยังมีเนื้อตากแห้งและแฮมห้อยระโยงระยางอยู่ตรงหน้าต่างอีกเพียบ

ตรงกลางห้องมีเตาผิงขนาดใหญ่ บนเตามีกาน้ำชาที่กำลังเดือดปุดๆ และมีเตียงนอนที่ปะชุนมาอย่างดีตั้งชิดกำแพงอยู่ทั้งสองฝั่ง

"มา นั่งตรงไหนก็ได้ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!"

แฮกริดยกจานใส่เค้กหินมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็นำร่องนั่งลงไปก่อน

เก้าอี้ไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด ทำเอาแฮร์รี่ใจสั่นตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวว่าเก้าอี้จะรับน้ำหนักตัวอันมหาศาลของแฮกริดไม่ไหว

หลังจากนั่งลง แฮกริดเพิ่งจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของรอน เขาจึงเริ่มบ่นพึมพำเสียงเบา

"พวกผมแดงอีกแล้ว หวังว่าหมอนี่จะทำตัวดีกว่านี้หน่อยนะ..."

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แฮกริดคิดว่าเป็นการบ่นเสียงเบา รอนกลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ

ใบหน้าของรอนแดงก่ำขึ้นมาทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้ลุกขึ้นยืน แฮร์รี่ที่อยู่ข้างๆ ก็คว้าตัวเขาไว้แน่น

"แฮกริด! รอนก็เป็นเพื่อนของผมเหมือนกันนะครับ"

แฮร์รี่เอ่ยขึ้น

บางทีอาจจะสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของแฮร์รี่ แฮกริดจึงลูบหัวตัวเองแล้วอธิบายกับรอนว่า:

"โอเคๆ ฉันขอโทษก็แล้วกัน! หลักๆ ก็คือพี่ชายฝาแฝดของเธอนั่นแหละ ที่เอาแต่สร้างเรื่องปวดหัวอยู่เรื่อย พวกนั้นน่ะซนเกินไปจริงๆ..."

จบบทที่ บทที่ 27 ไพ่ตายของอิโน

คัดลอกลิงก์แล้ว