- หน้าแรก
- บาร์ดแห่งฮอกวอตส์ ผู้ใช้เสียงเพลงควบคุมเวทมนตร์
- บทที่ 15 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
บทที่ 15 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
บทที่ 15 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
บทที่ 15 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
เมื่อเดินออกมาจากกริงกอตส์พร้อมกับเงินก้อนโตเกือบห้าร้อยเกลเลียน อิโนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน้ามืดตาลายไปเล็กน้อย
ถึงแม้เงินจะซื้อของจำเป็นสำหรับจิตวิญญาณไม่ได้ แต่ความมั่งคั่งก็มักจะนำมาซึ่งความพึงพอใจทางใจเสมอ
พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ครอบครองเหรียญทองจำนวนมหาศาลขนาดนี้ตั้งแต่หลุดเข้ามาในโลกแฟนตาซี และมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ
ต้องเข้าใจว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา โชคดีที่สุดของเขาก็คือการได้เหรียญเงินกลับมาแค่ไม่กี่เหรียญ ซึ่งมันก็อยู่ในขอบเขตของกฎที่สมเหตุสมผล
"ฉันต้องไปสั่งตัดเสื้อคลุมเนื้อดีๆ ซื้อหมึกเป็นขวดๆ ซื้อสัตว์เลี้ยง แล้วก็..."
ในตอนนี้ อิโนมีความคิดอยู่แค่อย่างเดียว: นั่นคือการผลาญเงินช้อปปิ้งให้หนำใจ
การที่สามารถหาเงินได้และใช้เงินเป็น คือเคล็ดลับของการมีความสุขเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
...
สองชั่วโมงต่อมา
ด้านนอกร้านหม้อใหญ่รั่ว มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนถือกระเป๋าเดินทางสไตล์วินเทจสีน้ำตาลอยู่
"การมีเงินนี่มันรู้สึกดีจริงๆ แฮะ..."
อิโนเดินทอดน่องไปตามถนนในลอนดอน พลางนึกถึงประสบการณ์เมื่อครู่นี้ การช้อปปิ้งอย่างบ้าคลั่งทำให้เขารู้สึกฟินจนหยุดยิ้มไม่ได้
หลังจากผลาญเงินไปเกือบ 200 เกลเลียน เขาไม่เพียงแต่จะซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่ๆ ตามรายการที่ระบุไว้ในจดหมายตอบรับครบทุกอย่างเท่านั้น แต่เขายังเจียดเงินอีก 10 เกลเลียน เพื่อไปซื้อเครื่องดนตรีที่เขาใฝ่ฝันอยากจะได้มานาน: แอคคอร์เดียนที่ถูกร่ายคาถาให้สามารถเรียนรู้และเล่นเพลงได้เอง
ในฐานะนักกวี การไม่มีเครื่องดนตรีคู่ใจ มันจะทำให้เขาดูไม่เป็นมืออาชีพและถูกคนอื่นดูแคลนเอาได้ง่ายๆ
แน่นอนว่า ของจุกจิกพวกนี้รวมๆ กันแล้วราคาไม่เกิน 50 เกลเลียนหรอก ของที่มีมูลค่ามากที่สุดจริงๆ ก็คือกระเป๋าหนังวินเทจที่เขาถืออยู่ในมือนี่ต่างหาก
นี่คือกระเป๋าถือขยายพื้นที่ที่ได้รับการร่ายคาถาร่องรอยเวทมนตร์ ซึ่งผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องของกระทรวงเวทมนตร์มาแล้ว ถึงแม้พื้นที่จะขยายเพิ่มขึ้นมาแค่สองเท่าของขนาดตัวมันเอง แต่มันก็มีราคาสูงถึง 150 เกลเลียนเลยทีเดียว
"ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มูลค่าของขั้นตอนและการอนุมัติ ก็มักจะสูงกว่าตัวสินค้าเองเสมอสินะ..."
อิโนก้มมองกระเป๋าในมือ ถึงแม้จะรู้สึกเหมือนโดนต้มตุ๋น แต่นี่ก็เป็นวิธีเดียวที่ทำได้ในตอนนี้
อุปกรณ์ขยายพื้นที่แบบนี้ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับนักเดินทางพเนจรอย่างเขา มันไม่เพียงแต่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่มันยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาที่เขาต้องเดินทางไปโลกแฟนตาซีในอนาคตอีกด้วย
ยามเย็น
อิโนกลับมาที่ตอม่อสะพานอีกครั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเอาหนังสือที่ซื้อมาก่อนหน้านี้มาเก็บไว้ที่นี่ เขาคงไม่เสียเวลาเดินมาหรอก ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากกาน้ำอะลูมิเนียมที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ของอย่างอื่นในที่พักเก่าของเขา ก็ล้วนแต่เป็น 'ของขวัญ' ชิ้นโตจากย่านคนรวยทั้งนั้นแหละ
เมื่อกลับมาถึงที่พัก หลังจากจัดการเก็บของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างลวกๆ ในที่สุดเขาก็สามารถกลับไปที่ร้านหม้อใหญ่รั่วได้ก่อนฟ้าจะมืด
สิ่งแรกที่อิโนทำเมื่อกลับมาถึงร้านหม้อใหญ่รั่ว ก็คือการไปขอเปิดห้องพักเป็นเวลาสองเดือนกับทอม แอบบอตต์ เจ้าของร้าน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาไม่คิดจะเปลี่ยนที่อยู่ก่อนเปิดเทอมหรอก
ในเมื่อเขาไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องทนลำบากไปนอนใต้สะพานอีก ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครโง่หรอกนะ
...
เวลาเปรียบเสมือนนาฬิกาไขลาน บางครั้งก็เดินเร็วมาก บางครั้งก็เดินช้ามาก มีทั้งความเร่งรีบและความผ่อนคลายสลับกันไปมาเสมอ
สองเดือนผ่านไปในชั่วพริบตา
วันที่ 1 กันยายน 1991
ในตอนเช้าตรู่ อิโนเก็บข้าวของทุกอย่างลงในกระเป๋าขยายพื้นที่ร่องรอยเวทมนตร์ของเขา และมองดูห้องที่เขาอาศัยอยู่มาตลอดสองเดือนเป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากบอกลาในใจเงียบๆ เขาก็ปิดประตู เดินลงไปข้างล่างเพื่อบอกลาทอมเฒ่า จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สถานีคิงส์ครอส
หลังจากจ่ายค่าแท็กซี่ไป 7 ปอนด์ เขาก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางอย่างสวัสดิภาพ
สถานีคิงส์ครอส ซึ่งเปิดใช้งานในปี 1852 ในฐานะสถานีรถไฟขนาดใหญ่ใจกลางกรุงลอนดอน จึงมีผู้คนสัญจรไปมาในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก
อิโนไม่ได้สนใจหรอกว่าที่นี่จะคึกคักหรือเปล่า สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้ก็คือ เขาจะหาทางเข้าชานชาลาที่ 9 เศษ 3 ส่วน 4 เจอได้อย่างไรมากกว่า
พูดตามตรงนะ ในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมขนาดใหญ่ในเมืองระดับนานาชาติ มันไม่ได้เหมือนกับที่เห็นในหนังหรอกนะ... ที่ฉายภาพกว้างๆ ให้เห็นเสาหินที่เปิดไฟสว่างจ้า ซึ่งใครที่ไม่ตาบอดก็ต้องมองเห็นแน่นอน
ในความเป็นจริง สถานีคิงส์ครอสนั้นกินพื้นที่กว้างขวางมาก
เขาต้องเดินวนหาอยู่นานเกือบสิบนาที กว่าจะหาชานชาลาที่ 9 เจอ
แน่นอนว่าในระหว่างนั้น เขาก็ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยหลายคน อย่างเช่น เฮอร์ไมโอนี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พ่อแม่ของเธอด้วยท่าทีอึกอัก หรือเด็กชายสวมแว่นตากรอบดำคนหนึ่งที่กำลังอุ้มนกเค้าแมวหิมะสีขาวบริสุทธิ์
อย่างไรก็ตาม เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นคนพวกนั้นเลย พวกเขาไม่ได้เดินบนเส้นทางเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวและสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นให้กับตัวเอง
ในที่สุด หลังจากเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ เขาก็มาถึงชานชาลาที่ 9 หลังจากที่ได้เห็นพ่อมดแม่มดน้อยหลายคนหายวับเข้าไปหลังเสาหินกับตา อิโนก็ไม่รอช้า พุ่งตัวทะลุกำแพงเข้าไปทันที
ชานชาลาที่ 9 เศษ 3 ส่วน 4
ชานชาลาที่มีสถาปัตยกรรมแบบยุคกลาง รถจักรไอน้ำรุ่นเก่า และตู้โดยสารสีแดงดำที่ดูหลุดลอก ซึ่งให้ความรู้สึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน
"ความรู้สึกนี้... มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน"
ความรู้สึกเบาหวิวชั่วขณะตอนที่เขาทะลุผ่านชานชาลาเข้ามา ทำให้เขานึกถึงความรู้สึกตอนที่หลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซี มันเป็นความรู้สึกเบาหวิวที่คลุมเครือแบบนี้แหละ
แต่เขาไม่มีเวลาให้คิดมากนัก เพราะเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็พุ่งเข้ามากระทบหูเขาทันที
เสียงเครื่องยนต์ไอน้ำของรถไฟที่กำลังเผาไหม้ เสียงผู้ปกครองที่กำลังสั่งเสียลูกหลาน เสียงหยอกล้อของพ่อมดแม่มดน้อย หรือแม้กระทั่งเสียงร้องของสัตว์เลี้ยงสารพัดชนิดที่ฟังไม่รู้เรื่อง
เมื่อเสียงทั้งหมดนี้มารวมกัน อิโนก็เกิดความรู้สึกอยากจะหันหลังกลับและเดินหนีไปซะเดี๋ยวนี้เลย
พูดถึงเสียงรบกวน ถ้ามันดังมาจากไกลๆ ค่อยๆ ใกล้เข้ามา มันก็พอรับได้ เพราะยังมีเวลาให้ปรับตัวและทำใจให้ชิน แต่การที่จู่ๆ เสียงพวกนี้ก็ดังทะลักเข้ามาพร้อมกัน มันยากที่จะรับไหวจริงๆ
"ไว้ฉันต้องไปเรียนคาถาปิดเสียงซะแล้ว ไม่คิดเลยว่าลอนดอนก็มีตลาดนัดช่วงเทศกาลสงกรานต์กะเขาด้วย..."
อิโนไม่รอช้า รีบหิ้วกระเป๋าเดินทางแล้วเดินตรงไปที่รถไฟ เขาจำได้ว่ารถไฟขบวนนี้มีห้องโดยสารเป็นห้องๆ การรีบขึ้นไปจองที่แล้วปิดประตู น่าจะช่วยให้ได้ความเงียบสงบมาบ้าง
...
เมื่อขึ้นมาบนรถไฟ
ระหว่างทาง เขาเมินเฉยต่อรุ่นพี่ผู้หญิงหลายคนที่พยายามจะเข้ามาทักทาย
เขารู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่โลกของมักเกิ้ล เด็กผู้หญิงมักเกิ้ลก็แค่ร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่คนเดียวตอนอกหัก
แต่ที่ฮอกวอตส์ รุ่นพี่ผู้หญิงเป็นพวกที่แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดแค่ ยาเสน่ห์ คาถาพัลวันใจ และแม้กระทั่งคาถาสะกดใจ...
ที่สำคัญที่สุดก็คือ สายตาของรุ่นพี่ผู้หญิงพวกนั้นทำเอาอิโนรู้สึกกลัวนิดๆ มันไม่ใช่แค่ความชอบหรือความชื่นชมธรรมดาๆ แต่มันเป็นความรู้สึกเอ็นดูและอยากครอบครอง เหมือนเวลาที่ผู้หญิงเห็นสัตว์เลี้ยงขนปุยมากกว่า...
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ยิ่งไม่อยากจะเดินเตร็ดเตร่อยู่บนรถไฟอีกต่อไป เขาเดินหาห้องโดยสารที่ว่างๆ อย่างไม่ใส่ใจ และรีบเดินเข้าไปทันที
'ปัง~' ประตูห้องโดยสารปิดลง
บางทีอาจจะเป็นเพราะเวทมนตร์ ถึงแม้จะเป็นแค่ประตูไม้ที่ไม่ได้หนาอะไรมาก แต่พอปิดลง ห้องโดยสารเล็กๆ แห่งนี้ก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที
พื้นที่ปิดทึบขนาดเล็ก มักจะให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้คนเสมอ ก็เหมือนกับที่เด็กๆ มักจะชอบมุดเข้าไปเล่นในกล่องกระดาษนั่นแหละ
ยกเว้นพวกที่เป็นโรคกลัวที่แคบน่ะนะ
"ขอบคุณประเทศอังกฤษ ขอบคุณประเพณีและธรรมเนียมที่เคร่งครัด..."
ภายในห้องโดยสาร อิโนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้สึกโชคดีอยู่บ้าง
โชคดีนะที่นี่คือฮอกวอตส์ ถ้าเป็นฝรั่งเศสหรือโบซ์บาตงล่ะก็ ป่านนี้กระเป๋าของเขาคงเต็มไปด้วยจดหมายรักสีชมพูฟรุ้งฟริ้งไปแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุโรปทั้งหมด มีเพียงอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีเท่านั้น ที่เด็กผู้หญิงจะสงวนท่าทีมากกว่านิดหน่อย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่การสงวนท่าทีแบบผิวเผินก็เถอะ