- หน้าแรก
- ข้ามิใช่เพียงแค่เทพกระบี่
- บทที่ 24 ประ... ปรมาจารย์!
บทที่ 24 ประ... ปรมาจารย์!
บทที่ 24 ประ... ปรมาจารย์!
"หึหึ เป็นข้าเอง! ซูอวี๋หมิง เจ้าคงคิดไม่ถึงล่ะสิ!"
ทอดทัศนาสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงของซูอวี๋หมิง ซูโหยวเจี่ยนแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย นัยน์ตากวาดมองกองเอกสารความผิดและหลักฐานของซูอวี๋หมิงบนโต๊ะแผ่วเบา ภายในใจได้พิพากษาโทษทัณฑ์ความตายให้แก่มันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซูอวี๋หมิงมิได้โต้ตอบ ทว่ากลับกวาดสายตามองผู้คนภายในโถง เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในแววตาของพวกเขาเหล่านั้น ล้วนเต็มไปด้วยความกังขา ความเคียดแค้น และความรังเกียจเดียดฉันท์ ทว่ากลับไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงที่เคยมีต่อเขาในกาลก่อน
หัวใจของเขาพลันร่วงหล่นลงสู่ก้นเหว แม้จะรู้ตัวดีว่าวันนี้คงยากที่จะรอดพ้นไปได้ ทว่าเขาก็ยังฝืนแสร้งทำเป็นสงบนิ่งและแผดเสียงหัวเราะลั่น "ฮ่าฮ่า นึกไม่ถึงเลยว่าซานจวงจะส่งหลานโหยวเจี่ยนมาช่วยเหลือ เมื่อมีหลานโหยวเจี่ยนอยู่ที่นี่ ย่อมต้องสามารถบีบบังคับให้หอมารทมิฬยอมรามือได้อย่างแน่นอน!"
เมื่อเห็นซูอวี๋หมิงยังคงแสร้งทำเป็นโง่เขลา ซูเหลยที่ยืนอยู่เคียงข้างซูโหยวเจี่ยนก็สุดจะทานทน แผดเสียงตวาดกร้าว "ซูอวี๋หมิง ไอ้จิ้งจอกเฒ่าทรยศซานจวง เจ้ายิ่งคิดจะแสร้งทำไปถึงเมื่อใด วันนี้คือวันตายของเจ้าแล้ว!"
ซูอวี๋หมิงปรายตามองซูเหลยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวพลางเหยียดหยิ้มอย่างดูแคลน จากนั้นก็ยังคงหันไปเอื้อนเอ่ยกับซูโหยวเจี่ยนว่า "ชายชราผู้นี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจรับใช้ซานจวงและสกุลซูมานานหลายสิบปี เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายมาเป็นผู้ทรยศไปได้ ช่างน่าขันยิ่งนัก"
จากนั้นก็กวาดสายตามองฝูงชนด้วยท่าทีเจ็บปวดรวดร้าวพลางกล่าวความว่า "ลองคิดดูสิ ชายชราผู้นี้เข้ามาดูแลกิจการของซานจวงในเมืองหนานชงตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ล้วนทุ่มเททำงานอย่างหนัก ไม่เคยกล้าเกียจคร้านแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้ก็อายุปาเข้าไปเจ็ดสิบหกแล้ว ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าบั้นปลายชีวิตจะต้องมาถูกคนถ่อยใส่ร้ายป้ายสีจนต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ ช่างน่าสลดใจยิ่งนัก!"
ภายใต้การแสดงอันสมบทบาทของซูอวี๋หมิง ผู้คนภายในโถงก็อดมิได้ที่จะรู้สึกเวทนาสงสาร แท้จริงแล้วผู้คนส่วนใหญ่ก็มิอยากจะเชื่อว่าชายชราผู้เป็นที่เคารพรักอย่างเขาจะกล้าทรยศต่อซานจวง ดังนั้นแม้จะได้เห็นหลักฐานความผิดเหล่านั้นแล้ว ภายในใจก็ยังอดมิได้ที่จะบังเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครา
"ฮึ่ม พอได้แล้ว!"
เมื่อเห็นว่าซูอวี๋หมิงกำลังจะเรียกคะแนนสงสารได้สำเร็จ ซูโหยวเจี่ยนก็แค่นเสียงเย็นชา หยัดกายลุกขึ้นพลางกล่าวก้อง "ซูอวี๋หมิง ต่อให้เจ้าจะตลบตะแลงเก่งปานใด มันก็ไร้ประโยชน์ นำตัวคนออกมา"
ตึง ตึง ตึง!
สิ้นคำสั่งของซูโหยวเจี่ยน ก็มีชายฉกรรจ์สองคนลากร่างของผู้ที่ใบหน้าบอบช้ำจนดูไม่ได้ ร่างกายโชกไปด้วยหยาดโลหิต ออกมาจากด้านหลังโถง ทันทีที่คนผู้นั้นปรากฏตัว ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาคุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอนกับพื้น "ได้โปรดเถอะ ปล่อยข้าไปเถิด สิ่งที่ข้ารู้ ข้าก็บอกไปหมดแล้ว สิ่งอื่นใด ข้าไม่รู้จริงๆ!"
"ซูซาน ขอเพียงเจ้ายอมเปิดปากเล่าความจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ารู้มาให้หมด ข้าจะลดโทษให้เจ้า ทว่าหากเจ้ากล้าปิดบังแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะตีเจ้าให้ตายตรงนี้แหละ!"
เมื่อเห็นซูซานถูกคุมตัวออกมา แม้ภายในใจจะคาดเดาไว้แล้ว ทว่าสีหน้าของซูอวี๋หมิงก็อดมิได้ที่จะดำคล้ำลง ซูซานผู้นี้คือบุตรบุญธรรมที่เขารับมาเลี้ยงดู ในยามปกติมีความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง เรื่องราวลับลมคมในมากมาย ล้วนถูกมอบหมายให้มันเป็นผู้จัดการ หากมันถูกบีบบังคับให้เปิดโปงความจริงทั้งหมดต่อหน้าธารกำนัล เขาก็คงยากที่จะหาข้อแก้ตัวได้
ทว่า...
"อ๊าก!"
ในวินาทีที่ซูซานกำลังจะอ้าปากเอื้อนเอ่ย จู่ๆ นัยน์ตาของเขาก็เบิกโพลง รูม่านตาขยายกว้าง โลหิตไหลทะลักออกจากริมฝีปาก และสิ้นใจตายในทันที ซูอวี๋หมิงสมแล้วที่คู่ควรกับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม เขารีบโผตัวเข้าไปกอดศพ หยาดน้ำตาแห่งชายชราไหลอาบสองแก้ม พร่ำพรรณนาด้วยความโศกเศร้าแสนสาหัส "ลูกพ่อ ล้วนเป็นเพราะพ่อที่ทำร้ายเจ้า จึงทำให้เจ้าต้องมาจบชีวิตลงอย่างอนาถเช่นนี้..."
ความเปลี่ยนแปลงอันกะทันหันนี้ ทำให้ผู้คนภายในโถงตื่นตระหนกสุดขีด ซูโหยวเจี่ยนรีบพุ่งทะยานเข้าไปที่ศพของซูซาน ยื่นมือออกไปตรวจสอบชั่วครู่ จากนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่อย่างถึงที่สุด ทอดสายตาจับจ้องซูอวี๋หมิงอย่างเดือดดาลพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "เจ้าช่างอำมหิตนัก!"
ทว่าซูอวี๋หมิงกลับทำราวกับไม่ได้ยิน ยังคงร่ำไห้โฮอย่างน่าเวทนา ความโศกเศร้าที่กึ่งจริงกึ่งเท็จนั้น ทำให้ผู้คนเริ่มชายตามองด้วยความสงสัย มีบางคนที่ทนไม่ไหว ก้าวเข้าไปตรวจสอบศพอย่างละเอียด จึงพบว่าแท้จริงแล้วซูซานได้ระเบิดขั้วหัวใจปลิดชีพตนเองไปแล้ว
การตายอย่างกะทันหันของซูซาน ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความพิลึกพิลั่นมากยิ่งขึ้น เมื่อพยานปากเอกอย่างซูซานได้ดับสูญไป หลักฐานก่อนหน้านี้ก็สูญเสียน้ำหนักไปกว่าครึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้การแสดงละครฉากโตของซูอวี๋หมิง ผู้คนก็อดมิได้ที่จะเริ่มตั้งข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือของหลักฐานเหล่านั้น เพราะจากสภาพของซูซานในยามที่ถูกคุมตัวออกมา มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกทรมานให้ยอมรับสารภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องที่ซูเหลยและซูอวี๋หมิงไม่ลงรอยกันอย่างลับๆ นั้น ผู้คนต่างก็ล่วงรู้ดี หากซูเหลยอาศัยฐานะที่เป็นคนของสายหลัก ผนวกกับการเข้าข้างของซูโหยวเจี่ยน จงใจใส่ร้ายป้ายสีซูอวี๋หมิง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนภายในโถงจึงไม่รู้แล้วว่าควรจะเชื่อถือคำพูดของผู้ใดดี ในทางกลับกัน แม้ซูอวี๋หมิงจะกำลังร่ำไห้จนน้ำตาอาบแก้ม ทว่าภายในใจกลับลอบกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างผู้ชนะ
โชคดีที่เขาได้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า หลายปีก่อนเขาได้ฝัง 'กู่ทลายใจแม่ลูก' ไว้ในร่างกายของซูซาน เมื่อครู่นี้เขากระตุ้นกู่แม่ในร่างกายของตน ทำให้กู่ลูกในร่างกายของซูซานระเบิดทำลายขั้วหัวใจของมันจนแหลกเหลว สร้างภาพลวงตาประหนึ่งว่าซูซานทนรับความอัปยศไม่ไหวจึงตัดสินใจระเบิดขั้วหัวใจตนเอง หลอกลวงสายตาผู้คนได้อย่างแนบเนียน
เมื่อได้สดับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชน สีหน้าของซูเหลยก็แปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่อย่างยิ่ง ภายในใจรู้สึกท้อแท้อยู่บ้าง เขานึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะประเมินความเจ้าเล่ห์เพทุบายของจิ้งจอกเฒ่าซูอวี๋หมิงต่ำไปถึงเพียงนี้
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ กระทั่งซูโหยวเจี่ยนเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจ โชคยังดีที่เขามิได้ไร้ซึ่งแผนสำรอง เขาทอดสายตาจับจ้องการเสแสร้งเล่นละครของซูอวี๋หมิงอย่างเงียบๆ ภายในใจก็ลอบคำนวณเวลาว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว
และแล้ว เสียงพลุสัญญาณก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา และหลังจากนั้นไม่นาน
ภายนอกโถงก็พลันบังเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง กลุ่มคนในชุดคลุมลายหัวกะโหลกของหอมารทมิฬ ภายใต้การนำของหัวหน้าสาขาย่อยหยวนหง ก็พุ่งพรวดเข้ามา ทันทีที่หยวนหงก้าวเท้าเข้าสู่ฐานที่มั่น เขาก็แผดเสียงหัวเราะอย่างดุดัน "ฮ่าฮ่า พี่อวี๋หมิง น้องชายผู้นี้มาตามนัดแล้ว ยังไม่รีบออกมาต้อนรับอีก!"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกขานของหยวนหง ซูอวี๋หมิงก็แทบจะสำลักอากาศตาย ลอบสบถด่าในใจว่าไอ้สวะนี่มาทำไมเอาป่านนี้ ซ้ำยังมาก็มาเถอะ จะมาแหกปากตะโกนหาบิดามันทำไม
คราวนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะหาข้อแก้ตัวอย่างไรดี ลองมองดูสายตาของผู้คนภายในโถงสิ มันช่างคมกริบประหนึ่งใบมีด หากมีเพียงแค่นี้ เขาก็ยังพอจะหาข้ออ้างแถไถไปได้ ทว่าใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่หยวนหงนำคนบุกเข้ามาและเห็นสภาพการณ์ภายในโถง มันก็โพล่งคำพูดอันน่าตื่นตะลึงออกมาอีกประโยค "พี่ใหญ่ นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น ในจดหมายท่านบอกว่าได้วางยาพิษควบคุมทุกคนไว้หมดแล้วมิใช่หรือ?"
สิ้นคำของหยวนหง ซูอวี๋หมิงก็โกรธจัดจนกระอักโลหิตออกมาคำโต แค้นแทบจะแผดเสียงตะโกนออกไปว่า "ชายชราผู้นี้ไม่เคยพูดเช่นนั้นเลยโว้ย!"
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้หยวนหงจะโง่เขลาเพียงใด ก็ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เขารีบยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ลูกน้องระวังตัว จากนั้นก็ทอดสายตามองบุคคลแปลกหน้าที่ยืนตระหง่านอยู่กลางโถง พลางตวาดถามเสียงกร้าว "เจ้าเป็นใคร?"
ซูโหยวเจี่ยนมิได้ตอบคำถาม ทว่ากลับหมุนตัวมาและเอื้อนเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "เจ้าใช่หรือไม่ที่ทำร้ายซูเหลยจนบาดเจ็บ ซ้ำยังสั่งให้ลูกน้องมาสังหารศิษย์สกุลซูของข้า?"
หยวนหงเองก็ใช่ว่าจะยอมคน เขายกดาบเล่มโตขึ้นพาดบ่า พลางแค่นเสียงตอบกลับ "เหอะ บิดาเป็นคนทำเองแหละ แล้วเจ้าจะทำไมวะ?"
"สังหารเจ้าไง!"
"ฮ่าฮ่า สังหารข้าเรอะ! เจ้ามีปัญญาหรือไง?"
แม้หยวนหงจะปากเก่ง ทว่าก็มิได้โง่เขลา เพียงปราดตามองก็รู้ว่าซูโหยวเจี่ยนหาใช่ผู้ที่ตอแยได้ง่ายๆ ด้วยความคิดที่ว่าชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ เขาจึงรีบแผดเสียงสั่งการลูกน้องในทันที "ใครคิดจะสังหารบิดา บิดาจะสังหารมันก่อน พี่น้องทั้งหลาย ลุยมันเลย!"
กล่าวจบ เขาก็ใช้วิชาตัวเบาถอยร่นไปหลบอยู่เบื้องหลังอย่างชาญฉลาด ทว่าการห้ำหั่นของปรมาจารย์ มีหรือที่จำนวนคนจะสามารถขัดขวางได้ ซูโหยวเจี่ยนแม้มิได้ชักกระบี่ ทว่าเพียงแค่อาศัยปราณกระบี่ ชั่วพริบตาก็ปลิดชีพศิษย์ของหอมารทมิฬที่พุ่งกระโจนเข้ามาได้จนหมดสิ้น ศิษย์ของหอมารทมิฬคนอื่นๆ หวาดกลัวจนจับดาบไม่อยู่ พากันถอยกรูดอย่างลนลาน และผลักไสหยวนหงให้ไปยืนอยู่ด้านหน้าแทน
"ประ... ปรมาจารย์!"