- หน้าแรก
- ข้ามิใช่เพียงแค่เทพกระบี่
- บทที่ 23 ซ้อนแผนลวง
บทที่ 23 ซ้อนแผนลวง
บทที่ 23 ซ้อนแผนลวง
เป็นไปตามคาด หลังจากจิ้งจอกเฒ่าซูอวี๋หมิงได้หวนกลับมากุมอำนาจอีกครา ในคืนนั้นเอง เขาก็รีบร้อนส่งสุนัขรับใช้คนสนิทออกไปติดต่อกับคนของหอมารทมิฬอย่างเร่งด่วน
ท่ามกลางความมืดมิด ภายนอกกำแพงรอบด้าน มีผู้คนซุ่มซ่อนเฝ้ารออยู่นานแล้ว ทันทีที่สุนัขรับใช้ผู้นั้นปีนข้ามกำแพงออกมา ก็ถูกค้นพบในทันที
"มันออกมาแล้ว!"
"ลุย!"
"ระวังอย่าพลั้งมือตีให้ตายเสียล่ะ!"
สุนัขรับใช้ผู้นั้นยังมิทันได้ตั้งตัว ก็ถูกรุมทุบตีอย่างหนักจนมึนงงไปหมด ในยามที่เขาอ้าปากหมายจะร้องขอความช่วยเหลือ ก็ถูกคนพุ่งเข้ามาอุดปากไว้ในทันที ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ ท้ายที่สุดจู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หลังคอ แล้วสติสัมปชัญญะก็ดับวูบไป
ซูเหลยล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อของสุนัขรับใช้ที่สลบไศล โดยมิได้เปิดออกดู เขาก็เก็บมันเข้าไว้ในอกเสื้อตน จากนั้นก็ยื่นมือออกไปอังที่นาสิกของอีกฝ่ายเพื่อตรวจสอบลมหายใจ ก่อนจะหันไปสั่งการผู้ติดตาม "มัดมันไว้ สกัดจุด แล้วนำตัวกลับไปรีดเค้นความลับ!"
ผู้ติดตามรับคำสั่ง หลังจากจัดการมัดและสกัดจุดอย่างรวดเร็ว ก็แบกร่างนั้นอันตรธานหายไปในความมืดมิดของยามราตรี
ภายในห้องพัก ซูโหยวเจี่ยนรับจดหมายที่ซูเหลยส่งมาให้ หลังจากเปิดอ่านจนจบ ในนัยน์ตาก็ลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่ยากจะสะกดกลั้น แค้นแทบจะพุ่งตัวออกไปตวัดกระบี่ฟาดฟันซูอวี๋หมิงให้ขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในทันที
เขาตบจดหมายลงบนโต๊ะอย่างแรง รังสีอำมหิตอันรุนแรงแผ่ซ่านออกจากร่างของซูโหยวเจี่ยน ทำให้ซูเหลยที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับสั่นสะท้านด้วยความเหน็บหนาว เอื้อนเอ่ยถามด้วยความกังขา "ท่านลุงรอง ในจดหมายเขียนว่ากระไรหรือขอรับ?"
"ฮึ่ม ช่างเป็นซูอวี๋หมิงที่ประเสริฐนัก เจ้าลองอ่านดูเอาเองเถิด!"
ซูเหลยหยิบจดหมายขึ้นมาทอดทัศนา ยิ่งอ่านเนื้อหาบนนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนก เขานึกไม่ถึงเลยว่าจิ้งจอกเฒ่าซูอวี๋หมิงจะอำมหิตและชั่วร้ายถึงเพียงนี้ มิเพียงจะยกกิจการทั้งหมดในเมืองหนานชงให้แก่หอมารทมิฬ ทว่ายังตั้งใจจะนำสินค้าล้ำค่าบางส่วนที่ซุกซ่อนอยู่ในฐานที่มั่นของซานจวงหมื่นกระบี่ไปประเคนให้แก่ประมุขหอมารทมิฬอีกด้วย
เพียงแค่นี้ก็ยังนับว่าไม่เท่าไหร่ ความเหี้ยมโหดที่แท้จริงของจิ้งจอกเฒ่า คือการขอให้หอมารทมิฬช่วยกำจัดคนสกุลซูที่ไม่ลงรอยกับเขาให้สิ้นซาก เพื่อการนี้ เขาถึงกับร่างรายชื่อยาวเหยียดแนบท้ายจดหมายไว้ โดยมีชื่อของซูเหลยเป็นอันดับแรก
"จิ้งจอกเฒ่าวอนหาที่ตาย!"
ซูเหลยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หมายจะชักกระบี่บุกไปปลิดชีพซูอวี๋หมิงในทันที ทว่าถูกซูโหยวเจี่ยนยื่นหัตถ์ออกมาขวางไว้เสียก่อน
"เจ้าอย่าเพิ่งวู่วาม เพียงจดหมายฉบับนี้ยังไม่เพียงพอที่จะมัดตัวเขาได้อย่างดิ้นไม่หลุด เจ้าจงไปรีดเค้นความลับจากสุนัขรับใช้ของมันให้จงดี บีบเอาหลักฐานความผิดของซูอวี๋หมิงออกมาให้ได้มากที่สุด รอจนถึงวันพรุ่งนี้ พวกเราจะกระชากหน้ากากที่แท้จริงของมันออกมาต่อหน้าคนในตระกูล ทำให้มันต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงย่อยยับ ถึงตอนนั้นค่อยปลิดชีพมันก็ยังไม่สาย"
ซูโหยวเจี่ยนเห็นใบหน้าของซูเหลยยังคงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม จึงเอื้อนเอ่ยอธิบาย เขาคิดว่าซูเหลยยังคงเยาว์วัยเกินไป แม้จะมีความมุ่งมั่น ทว่าการจะต่อกรกับจิ้งจอกเฒ่าอย่างซูอวี๋หมิงนั้นยังนับว่าอ่อนหัดนัก
การจะอาศัยเพียงจดหมายฉบับเดียวมามัดตัวซูอวี๋หมิงให้ดิ้นไม่หลุดนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เขาสามารถหาข้ออ้างใดๆ ก็ได้มาปัดป้อง เช่น ยืนกรานว่าจดหมายฉบับนี้มีผู้ปลอมแปลงขึ้นมา ก็สามารถหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้อย่างง่ายดาย ท้ายที่สุดแล้ว ซูอวี๋หมิงก็ได้สร้างอิทธิพลอยู่ในเมืองหนานชงมานานหลายปี บารมีของเขาในหมู่คนตระกูลสาขารองในเมืองนั้นยิ่งใหญ่เกินไป
ซานจวงหมื่นกระบี่เป็นขุมกำลังแบบครอบครัว การจะเอาผิดผู้อาวุโสในตระกูลผู้หนึ่ง หากไร้ซึ่งหลักฐานที่เพียงพอ การบุ่มบ่ามลงมือย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควร นี่ก็คือข้อเสียของขุมกำลังแบบครอบครัว เว้นเสียแต่ว่าท่านประมุขจะออกหน้าด้วยตนเอง จึงจะสามารถสยบข้อครหาของผู้คนได้
อย่างน้อยที่สุด ซูโหยวเจี่ยนผู้นี้ก็ไม่อาจกระทำได้
หลังจากรอให้ซูเหลยถอยออกไป ซูโหยวเจี่ยนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่ายังคงไม่ปลอดภัยนัก จึงตัดสินใจที่จะวางยาแรงยิ่งขึ้น เขาจึงลงมือเลียนแบบลายมือของซูอวี๋หมิงบนโต๊ะหนังสือภายในห้อง และเขียนจดหมายขึ้นมาใหม่อีกฉบับ
ด้วยตบะบารมีระดับปรมาจารย์ขั้นก่อกำเนิดของเขา การเลียนแบบลายมือของบุคคลผู้หนึ่งอย่างง่ายๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่สบายมาก หลังจากเขียนจดหมายเสร็จสิ้น ซูโหยวเจี่ยนก็นำจดหมายที่พับเรียบร้อยแล้ว แฝงกายเร้นลับออกจากฐานที่มั่นไปอย่างเงียบเชียบ
ภายใต้ความมืดมิดของยามราตรี ร่างของเขาวูบไหวราวกับภูตผี ลัดเลาะผ่านถนนสองสามสาย มาถึงหน้าสาขาย่อยของหอมารทมิฬประจำทิศใต้ของเมือง การลอบติดต่อระหว่างซูอวี๋หมิงและหอมารทมิฬ ล้วนกระทำผ่านสาขาย่อยทิศใต้แห่งนี้
เหตุใดจึงมั่นใจถึงเพียงนี้? เป็นเพราะซูเหลยถูกทำร้ายจนบาดเจ็บโดยฝีมือของหัวหน้าสาขาย่อยแห่งนี้นั่นเอง และผู้ที่คอยก่อกวนทำลายกิจการของซานจวงหมื่นกระบี่มาโดยตลอดก็คือสาขาย่อยแห่งนี้
ระยะทางระหว่างทั้งสองแห่งก็อยู่ใกล้กัน เมื่อวิเคราะห์จากทิศทางที่สุนัขรับใช้ผู้นั้นปีนข้ามกำแพงมา หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ผู้ที่ซูอวี๋หมิงต้องการติดต่อด้วยก็คือหัวหน้าสาขาย่อยแห่งนี้นี่เอง และเป้าหมายในการมาเยือนของเขาในครานี้ ก็เพื่อส่งมอบจดหมายที่จงใจปลอมแปลงขึ้นมาให้แก่หอมารทมิฬ
การคุ้มกันภายนอกสาขาย่อยของหอมารทมิฬนั้นมิได้เข้มงวดนัก หน้าประตูมีเพียงศิษย์ของสาขาย่อยยืนเฝ้าอยู่เพียงสองคน ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่หอมารทมิฬผูกขาดอำนาจในเมืองหนานชง ศิษย์ยามทั้งสองจึงมีท่าทีเกียจคร้านอย่างยิ่ง เอาแต่ยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่ที่หน้าประตู
เมื่อเห็นดังนั้น ซูโหยวเจี่ยนก็ล้วงจดหมายออกมาจากอกเสื้อ แฝงพลังปราณลับเข้าไปในจดหมาย แล้วซัดออกไปดุจอาวุธลับ พุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของสาขาย่อย ปักฉึกเข้าที่เสาประตูอย่างแม่นยำ
"ศัตรูบุก!"
"ผู้ใดกัน? จงปรากฏตัวออกมา!"
ความเปลี่ยนแปลงอันกะทันหันนี้ ทำให้ศิษย์ยามทั้งสองของหอมารทมิฬสะดุ้งสุดตัว รีบชักดาบและกระบี่ออกมาตั้งรับด้วยความตระหนก ปากก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เพียงอึดใจเดียว ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนก็พุ่งพรวดออกมาจากสาขาย่อยของหอมารทมิฬ กระจายกำลังค้นหาไปทั่วบริเวณ
น่าเสียดายที่ความพยายามของพวกมันถูกกำหนดมาให้สูญเปล่า หลังจากซัดจดหมายออกไป ซูโหยวเจี่ยนก็กลืนหายไปในความมืดมิดของยามราตรีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
หัวหน้าสาขาย่อยของหอมารทมิฬนามว่า หยวนหง เดิมทีกำลังนอนกกกอดอนุภรรยาคนใหม่หลับใหลอยู่ภายในห้อง เมื่อได้ยินเสียงรายงานของลูกน้อง ก็รีบร้อนสวมอาภรณ์ คว้าดาบเล่มโตพุ่งพรวดออกมา
"หืม? ไหนบอกว่าศัตรูบุกไงล่ะ? แล้วศัตรูอยู่ที่ใดกัน?"
หยวนหงคว้าคอเสื้อศิษย์ที่มารายงานข่าวศัตรูบุก พลางแผดเสียงถามอย่างดุดัน ลองคิดดูสิ เดิมทีเขากำลังร่วมรักอย่างมีความสุขอยู่ภายในห้อง กลับต้องมาถูกขัดจังหวะอย่างกะทันหัน ตกใจจนแทบจะหดหายไปหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรีบร้อนวิ่งออกมา กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของศัตรู นี่มันหลอกลวงเขาชัดๆ เขาจึงระบายความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดลงบนหัวของศิษย์ผู้นั้นทันที
โชคยังดีที่มีศิษย์อีกคนเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้ทันท่วงที ศิษย์อีกคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาโค้งกายรายงานหยวนหงว่า "ท่านหัวหน้า พวกเราพบจดหมายฉบับหนึ่งปักอยู่ที่เสาประตูขอรับ"
โอ้~!
เมื่อได้ยินคำรายงานของลูกน้อง หยวนหงก็โยนศิษย์ผู้โชคร้ายคนนั้นทิ้งไป ก้าวอาดๆ เข้าไปที่เสาประตู และก็พบว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งปักอยู่บนนั้นจริงๆ
ด้วยความระแวดระวัง หยวนหงจึงมิได้ลงมือดึงจดหมายด้วยตนเอง ทว่าสั่งให้ศิษย์ผู้นั้นเป็นผู้ไปดึงออกมา หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีกลไกอันตรายใดซ่อนอยู่ จึงค่อยรับมาเปิดอ่าน
"มารดามันเถอะ ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากจิ้งจอกเฒ่าซูอวี๋หมิงนี่เอง ทำเอาบิดาตกใจแทบแย่!"
หลังจากอ่านจบ หยวนหงก็เก็บจดหมายไว้ในอกเสื้อ สบถด่าออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็ไล่ศิษย์เหล่านั้นให้ถอยไป ก่อนจะเดินทอดน่องกลับไปที่ห้องของตนอย่างเชื่องช้า......
กล่าวถึงซูอวี๋หมิง หลังจากส่งสุนัขรับใช้คนสนิทไปส่งข่าวแล้ว เขาก็เฝ้ารอคอยข่าวคราวอยู่ภายในห้องตลอดเวลา ทว่ารอแล้วรอเล่า ก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของสุนัขรับใช้ผู้นั้น จวบจนกระทั่งไก่ใกล้จะขัน สุนัขรับใช้ก็ยังไม่กลับมา ภายในใจจึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ความกระวนกระวายพลันก่อตัวขึ้น
โชคยังดีที่เขาก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน หลังจากตื่นตระหนกอยู่ชั่วครู่ ก็สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นและวิธีรับมืออย่างถี่ถ้วน รอจนกระทั่งรุ่งสาง จึงค่อยก้าวเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย มุ่งหน้าไปยังโถงหารือ
ทว่าทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่โถงหารือ เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ นอกเหนือจากเขาแล้ว ผู้คนอื่นๆ คล้ายกับว่าได้มารวมตัวกันก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บนที่นั่งประธานในโถง กลับมีบุคคลที่คุ้นเคยผู้หนึ่งนั่งตระหง่านอยู่ กำลังทอดสายตาอันเย็นชาจับจ้องมาที่เขา
"เป็นเจ้า! ซูโหยวเจี่ยน!"