- หน้าแรก
- วิถีเซียนจ้าวอสูร เมื่อระบบเปลี่ยนสัตว์ป่าเป็นสัตว์เทวะบรรพกาล
- ตอนที่ 56 จุดอ่อน! ยอดคนผู้แปลกประหลาด!
ตอนที่ 56 จุดอ่อน! ยอดคนผู้แปลกประหลาด!
ตอนที่ 56 จุดอ่อน! ยอดคนผู้แปลกประหลาด!
กู้หย่วนจ่อปลายกระบี่ไปที่จมูกคอของพ่อบ้านอู๋
“ไอ้แก่ มาถึงขั้นนี้แล้ว แกยังมีอะไรจะสั่งเสียอีกไหม?”
“หึ... ดี! ดีมาก!”
พ่อบ้านอู๋ดิ้นรนอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง เมื่อมองดูคมกระบี่อันเย็นเยียบที่อยู่ตรงหน้า ความสิ้นหวังก็ถาโถมเข้าเกาะกุมจิตใจ เขากัดฟันกรอด จ้องมองกู้หย่วนด้วยความเคียดแค้น
“ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ! ไม่คิดเลยว่าเพียงเพราะความผิดพลาดในการตัดสินใจแค่ครั้งเดียวในวันนั้น จะเป็นการเพาะภัยพิบัติครั้งใหญ่ให้กับตัวเองแบบนี้!”
ด้วยความที่เป็นคนหัวไว เขาจึงปะติดปะต่อเรื่องราวและเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อสองเดือนก่อน ตอนที่กู้หย่วนถูกหมาดุร้ายกัดจนบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นกู้หย่วนต้องยังไม่ได้เริ่มฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน
แต่มาบัดนี้ กู้หย่วนกลับมีฝีมือรุดหน้าไปไกล แถมยังมีพลังในการควบคุมสัตว์อสูรได้อีกต่างหาก
เห็นได้ชัดว่า ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมานี้ กู้หย่วนจะต้องบังเอิญไปพบพานวาสนาหรือปาฏิหาริย์อะไรบางอย่างเข้าแน่ๆ
ในวินาทีนี้ เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เสียใจจนแทบกระอักเลือด!
ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่เด็กบ้านนอกคอกนาต่ำต้อยคนหนึ่ง จะสามารถพลิกชะตาชีวิต และครอบครองพลังฝีมือรวมถึงลูกไม้แพรวพราวได้ถึงเพียงนี้ ภายในเวลาสั้นๆ แค่สองเดือน
ถ้ารู้อย่างนี้ ตอนนั้นเขาน่าจะให้ความสำคัญกับไอ้เด็กนี่ แล้วสั่งฆ่าปิดปากตัดรากถอนโคนมันซะตั้งแต่แรก เรื่องบ้าๆ พวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น!
แต่น่าเสียดาย ที่บนโลกใบนี้ไม่มีคำว่า “ถ้ารู้อย่างนี้”!
ในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว จะมานั่งเสียใจตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้ว
มือที่ถือกระบี่ของกู้หย่วนนิ่งสนิท ปลายกระบี่อันคมกริบจดจ่ออยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน มันกดทับลงบนผิวหนังบริเวณลำคอจนเกิดเป็นรอยเลือดสายเล็กๆ เขาพูดเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม
“แกน่าจะรู้สถานการณ์ของตัวเองดีนะ แต่ถ้าแกยอมตอบคำถามข้าสักสองสามข้อ ข้าจะสงเคราะห์ให้แกตายสบายๆ”
การจะปล่อยตาแก่นี่ไปน่ะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถึงพูดไปมันก็ไม่เชื่อหรอก แต่การจะสงเคราะห์ให้มันตายแบบไม่ทรมาน กู้หย่วนก็ไม่ได้ติดขัดอะไร
พ่อบ้านอู๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าตัวเองคงหนีไม่พ้นความตายแน่ๆ จึงตัดสินใจทำตัวเป็นหมูตายไม่กลัวน้ำร้อน (สำนวนจีนหมายถึง คนที่สิ้นหวังจนไม่เกรงกลัวอะไรอีกแล้ว) แค่นเสียงหัวเราะเยาะว่า
“จะฆ่าก็ฆ่าสิ ข้าทำงานรับใช้จวนสกุลเฉียนมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย นายท่านกับฮูหยินก็ดีต่อข้ามาโดยตลอด เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวตายจนยอมทรยศจวนสกุลเฉียนงั้นรึ?”
เมื่อเห็นไอ้แก่นี่ปากแข็ง กู้หย่วนก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แกอาจจะไม่กลัวตายจริงๆ แต่หลังจากที่แกตายไปแล้วล่ะ ลูกหลานของแกล่ะ? พวกเขาก็ไม่กลัวตายเหมือนกันงั้นรึ?!”
“...”
พ่อบ้านอู๋ถึงกับเงียบกริบไปในทันที
ใช่ เขาไม่กลัวตายก็จริง แต่เขายังมีลูกชาย ยังมีหลานชาย ซึ่งคนเหล่านั้นคือจุดอ่อนของเขา
หากเขาไปยั่วโมโหกู้หย่วนเข้า แล้วอีกฝ่ายเกิดเปลี่ยนใจ คิดจะฆ่าล้างโคตรเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมล่ะก็ ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว
“ก็ได้...”
เนิ่นนานผ่านไป พ่อบ้านอู๋ก็เค้นเสียงแหบพร่าออกมา
“ข้าจะบอกเรื่องบางอย่างให้เจ้าฟังก็ได้ แต่เจ้าต้องสาบานมา ว่าความแค้นนี้จะไม่ลามไปถึงครอบครัวของข้า ห้ามไปแตะต้องลูกเมียของข้าเด็ดขาด เพราะพวกเขาก็แค่คนบริสุทธิ์”
บริสุทธิ์งั้นรึ... กู้หย่วนแอบหัวเราะเยาะในใจ เขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้เลยสักนิด
จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของพ่อบ้านอู๋ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกับเขาเป็นการส่วนตัว
แต่เรื่องพรรค์นี้มันไม่ได้คำนวณกันแบบนั้นหรอกนะ
ดูอย่างวันนี้เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ในฐานะที่เป็นสุนัขรับใช้ของจวนสกุลเฉียน พ่อบ้านอู๋คงทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าและงานสกปรกมาไม่น้อยแน่ๆ
ในเมื่อลูกหลานและคนในครอบครัวของเขา ได้เสวยสุขจากผลประโยชน์และเงินทองที่พ่อบ้านอู๋กอบโกยมาให้ พวกเขาก็ไม่มีทางเรียกตัวเองว่าคนบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มปากหรอก!
ภายใต้กฎแห่งกรรม เมื่อใดที่พ่อบ้านอู๋ไปก่อเรื่องหรือสร้างศัตรูเอาไว้ แล้วผลกรรมนั้นมันย้อนกลับมาส่งผลกระทบถึงพวกเขา มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ในเมื่อตัดสินใจก้าวเข้าสู่ยุทธภพ ก็ต้องมีความตระหนักรู้และเตรียมใจรับมือกับเรื่องแบบนี้เอาไว้ให้ดี
ขนาดในกฎหมายของราชวงศ์ทางโลก หากมีคนทำผิดกฎหมายร้ายแรง ยังต้องถูกลงโทษลากยาวไปถึงเครือญาติเลย เผลอๆ บางคดียังโดนประหารเจ็ดชั่วโคตรหรือเก้าชั่วโคตรด้วยซ้ำ!
แล้วนับประสาอะไรกับความแค้นส่วนตัวล่ะ?
ส่วนไอ้คำกล่าวที่ว่าความแค้นไม่ลามไปถึงครอบครัวน่ะ ฟังดูดีก็จริง แต่บนโลกนี้มันมีคนที่ไม่รักษาสัจจะตั้งเยอะแยะ ถ้ามัวแต่โลกสวยเชื่อคำพูดพวกนี้ มีหวังตายไปแบบไม่รู้ตัวแหงๆ
แม้แต่กู้หย่วนเอง ตอนนี้เขาก็กำลังคิดหาทางพาท่านพ่อท่านแม่ย้ายมาอยู่ในตัวเมืองเป่ยเหลียงอยู่เลย เพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องวุ่นวายอะไรไปกระทบกระทั่งถึงพวกท่าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้ยินจากปากของเซี่ยซิ่วเสวี่ยว่าช่วงนี้มณฑลฉินโจวไม่ค่อยสงบสุขนัก และมีเหตุร้ายเกิดขึ้นหลายแห่ง ความคิดนี้ของเขาก็ยิ่งเด่นชัดและเร่งด่วนมากยิ่งขึ้น
“ตกลง ข้ารับปากว่าจะไม่ไปหาเรื่องพวกมัน แต่ถ้าพวกมันรนหาที่ตายเอง อันนั้นก็โทษข้าไม่ได้นะ”
กู้หย่วนให้คำมั่นสัญญา
พ่อบ้านอู๋อ้าปากค้าง คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ
กู้หย่วนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาชี้ปลายกระบี่ไปที่ร่างของชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันที่นอนตายอยู่ด้านหลัง
“คำถามแรก ไอ้นี่มันเป็นใคร?”
“รองหัวหน้าแก๊งชิงจู๋ จางเมิ่ง ข้าจ่ายเงินจ้างมันมาเองแหละ เมื่อก่อนมันก็เคยรับจ้างทำงานให้จวนสกุลเฉียนอยู่หลายครั้ง”
พ่อบ้านอู๋ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
ส่วนเรื่องที่ว่าทำงานอะไรนั้น ถึงพ่อบ้านอู๋ไม่พูด กู้หย่วนก็พอจะเดาออก มันก็คงหนีไม่พ้นพวกงานสกปรก งานฆ่าคนปิดปากอะไรเทือกนั้นแหละ
แก๊งชิงจู๋... กู้หย่วนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหัวหน้าพรรคคนที่สามของแก๊งชิงจู๋ ที่เขาเพิ่งจะเชือดทิ้งไปเมื่อคราวก่อน
แก๊งชิงจู๋นี่ ท่าทางจะมีดวงสมพงศ์กับข้าไม่เบาเลยแฮะ!
แต่น่าจะเป็นดวงชงซะมากกว่า
เล่นส่งหัวหน้าระดับสูงมาให้ข้าเชือดทิ้งติดๆ กันถึงสองคนแบบนี้
ถ้าไม่ใช่ดวงชง แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
กู้หย่วนถามคำถามที่สองต่อ
“ตอนนี้ในจวนสกุลเฉียน มียอดฝีมือระดับไหนซ่อนอยู่บ้าง?”
เมื่อเจอคำถามนี้ พ่อบ้านอู๋ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปากเล่า
“ด้วยระดับฝีมือของเจ้าในตอนนี้ สิ่งที่เจ้าต้องระวังก็คือ ผู้ฝึกยุทธ์สิบกว่าคน และผู้คุมกฎอีกสองคน”
“ผู้ฝึกยุทธ์สิบกว่าคนนั้น ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปดูแลกิจการต่างๆ ของสกุลเฉียนที่กระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ส่วนที่เหลือก็ทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันอยู่ในจวน ซึ่งฝีมือก็งั้นๆ ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากนัก”
“แต่ผู้คุมกฎทั้งสองคนนั้น ถือว่าเป็นตัวอันตรายเลยทีเดียว คนแรกชื่อ เฉียนเฟิ่งผิง เป็นคนในตระกูลเฉียน เชี่ยวชาญวิชาฝ่ามือ โดยเฉพาะฝ่ามือทลายศิลาของเขานั้นดุดันและแข็งแกร่งมาก ตอนนี้เขาได้บรรลุถึงขั้นขัดเกลากระดูกแล้ว ส่วนอีกคนชื่อ ชิ่งผิง เดิมทีเป็นผู้ฝึกยุทธ์พเนจร ว่ากันว่าเมื่อก่อนเคยเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์ที่ทำเรื่องเลวร้ายมานับไม่ถ้วน ก่อนจะถูกจวนสกุลเฉียนดึงตัวมาเป็นพวก เขาเชี่ยวชาญการใช้กรงเล็บเหล็กคู่ โดยเฉพาะการอาบยาพิษร้ายแรงที่กรงเล็บ แค่ถูกข่วนจนเลือดออกก็ตายสถานเดียว ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของเขาในจวนสกุลเฉียนนั้นเลื่องลือมาก”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“อีกอย่าง เฉียนอวิ๋นเจี๋ยเป็นเพียงคุณชายหกของตระกูลเฉียน แม้จะชอบทำตัวกร่างและวางอำนาจ แต่ในตระกูลเฉียน เขาไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหรอก”
“คนที่เจ้าควรระวังจริงๆ คือคุณชายสาม เฉียนอวิ๋นเฟิงต่างหาก ตอนที่เขายังเด็ก เคยมียอดคนผู้แปลกประหลาดท่านหนึ่งรับเขาเป็นศิษย์ ซึ่งยอดคนผู้นั้นมีระดับการฝึกฝนที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ถึงขั้นเชี่ยวชาญอิทธิฤทธิ์คาถาอาคม แม้ว่าท่านจะออกท่องยุทธภพ และไม่มีใครพบเห็นมานานหลายปีแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้สถานะของคุณชายอวิ๋นเฟิงในตระกูลเฉียนนั้น สูงส่งและพิเศษกว่าใครๆ”
“เฉียนอวิ๋นเฟิงงั้นรึ...”
กู้หย่วนทวนชื่อนี้ในใจเงียบๆ
ก่อนหน้านี้เขาเคยแอบสืบข้อมูลเกี่ยวกับจวนสกุลเฉียนมาบ้างแล้ว ซึ่งข้อมูลที่พ่อบ้านอู๋บอกมานั้น ก็ตรงกับข้อมูลที่เขาสืบมาได้แทบจะทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่เรื่องของเฉียนอวิ๋นเฟิงคนนี้นี่แหละ ที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่เคยมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับคนๆ นี้เลย
แต่ในเมื่ออาจารย์ของคุณชายคนนี้ เชี่ยวชาญถึงขั้นใช้อิทธิฤทธิ์คาถาอาคมได้ ก็แสดงว่าย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
กู้หย่วนในตอนนี้ไม่ใช่ไก่อ่อนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ยุทธภพอีกต่อไปแล้ว เขาพอจะมีความรู้เกี่ยวกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง
อิทธิฤทธิ์คาถาอาคมพวกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะสามารถใช้ได้ คนที่จะใช้มันได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเซียนเทียนขึ้นไป เผลอๆ ขั้นเซียนเทียนอาจจะยังฝืนๆ ไปด้วยซ้ำ
ต่อให้ยอดคนผู้นี้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหริน กู้หย่วนก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
“เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับยอดคนผู้นี้มาให้หมด”
กู้หย่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“คนผู้นี้ลึกลับมาก ต่อให้ข้าจะทำงานอยู่ในจวนสกุลเฉียนมานานหลายปี ก็เคยได้ยินแค่ข่าวลือที่จริงบ้างเท็จบ้างไม่กี่ประโยคเท่านั้น รู้แค่ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากรับคุณชายอวิ๋นเฟิงเป็นศิษย์แล้ว ยอดคนท่านนั้นก็ปลีกตัวจากไป ออกท่องยุทธภพไปทั่วสารทิศ ส่วนตอนนี้ท่านจะอยู่ที่ไหนนั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลย”
เมื่อเลือดในกายไหลออกไปไม่หยุด ใบหน้าของพ่อบ้านอู๋ก็ยิ่งซีดเซียวและไร้สีเลือดมากยิ่งขึ้น