- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 68 ป้ายหยกประจำตัว
บทที่ 68 ป้ายหยกประจำตัว
บทที่ 68 ป้ายหยกประจำตัว
ทุกคนต่างก็ยังคงมีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เสวียนหยวนเองก็คิดไม่ถึง ว่าจางผิงอันจะให้คำตอบเช่นนี้ออกมา ทำให้เกิดความลังเลขึ้นมาทันที
"ถ้าอย่างนั้น... เจ้าสามารถชี้แนะให้คนอื่นลองหลอมโอสถสักเตาได้หรือไม่?"
"ได้ขอรับ!"
เสวียนหยวนชี้ไปยังคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านหลัง แล้วกล่าวว่า "ตู้หย่วน เจ้าก็เป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมโอสถ เจ้าลองใช้วิธีของจางผิงอัน หลอมโอสถดูสักรอบสิ!"
คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านหลัง เป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมโอสถวัยกลางคน เขาประสานมือคารวะ "ขอรับ!"
เสวียนหยวนหันกลับมามองจางผิงอันอีกครั้ง "เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ เจ้าสามารถให้คำชี้แนะได้ ข้าอยากจะรู้เหมือนกัน ว่าเจ้าจะมีความเฉียบคมมากแค่ไหน?"
จางผิงอันประสานมือคารวะ "ขอรับ!"
จางผิงอันหลีกทางให้ ตู้หย่วนเข้าไปยืนประจำที่ตรงกลาง รับช่วงต่อในการควบคุมเตาหลอมและไฟปราณเทียนหยวน
เห็นได้ชัดว่าเขารู้วิธีการหลอมโอสถของจางผิงอันมาตั้งนานแล้ว เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ เขาเริ่มทำการหลอมโอสถตามวิธีการของจางผิงอัน
มือของเขานิ่งมาก
แทบจะเหมือนกับจางผิงอันทุกประการ
จางผิงอันรู้สึกประหลาดใจ นี่คือยอดฝีมือของแท้เลยทีเดียว
เขามองดูตู้หย่วนหลอมโอสถ โดยไม่ปริปากพูดอะไร ทำเพียงแค่ยืนดูอยู่ด้านข้าง
ภายในเตาหลอมมีไอร้อนพวยพุ่ง
เมื่อเห็นว่าน้ำใกล้จะแห้งเหือดแล้ว ในขณะที่ตู้หย่วนกำลังจะลดไฟลงเพื่อเก็บรักษาน้ำเอาไว้ จู่ๆ จางผิงอันก็ส่งเสียงขึ้นมา "รออีกสามอึดใจ แล้วค่อยลดไฟ!"
ตู้หย่วนชะงักไป เพราะตอนที่จางผิงอันหลอมโอสถครั้งล่าสุด เขาไม่ได้รอให้ถึงสามอึดใจเลยนี่นา
แต่เขาก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
เขาทำตามคำแนะนำของจางผิงอัน ตั้งใจรอจนครบสามอึดใจอย่างเคร่งครัด
"เปิดเตา!"
เมื่อฝาเตาหลอมเปิดออก โอสถรวบรวมปราณก็พุ่งออกมา
ตู้หย่วนเก็บโอสถกลับมาได้ เขายืนอึ้งจนตาค้าง วิธีการนี้ ตัวเขาเคยลองมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จ ที่แท้ก็ขาดไปแค่สามอึดใจเท่านั้นงั้นรึ?
เขาลองตรวจสอบดู แม้คุณภาพจะสู้ของที่จางผิงอันเพิ่งหลอมออกมาไม่ได้ แต่ก็เป็นโอสถรวบรวมปราณของแท้แน่นอน
เขาส่ายหน้ารัวๆ ไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยจริงๆ ประสานมือชูโอสถขึ้นเหนือศีรษะ แล้วยื่นส่งให้เสวียนหยวนด้วยความเคารพ "ท่านลุง วิธีการนี้ สามารถหลอมโอสถออกมาได้จริงๆ เพียงแต่ว่า ผิดพลาดเพียงนิดเดียว ผลลัพธ์ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เกรงว่าคงจะนำไปเผยแพร่ต่อไม่ได้หรอกขอรับ!"
ทุกคนหันไปมองจางผิงอันเป็นตาเดียว
ภายในใจล้วนมีเครื่องหมายคำถาม
นี่... หรือว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะด้านการหลอมโอสถที่หาตัวจับยากในรอบหลายร้อยปี?
เสวียนหยวนถือโอสถที่ตู้หย่วนหลอมขึ้นมาเอาไว้ในมือ
ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
เดิมทีคิดอยากจะศึกษาตำรับโอสถอันแสนพิเศษนี้ แต่สุดท้ายข้อสรุปที่ได้ กลับกลายเป็นตัวจางผิงอันเองต่างหากที่พิเศษ
เขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
จางผิงอันรีบประสานมือคารวะ แล้วกล่าวว่า "ท่านลุง ตอนนี้จางผิงอันเป็นผู้บำเพ็ญเพียรของยอดเขาอวี้จูของพวกท่านแล้ว ข้าจะตั้งใจศึกษาการหลอมโอสถอย่างแน่นอน จะช่วยส่งเสริมการหลอมโอสถให้รุ่งเรือง และทำประโยชน์ให้แก่ยอดเขาอวี้จูขอรับ!"
เสวียนหยวนแค่นเสียงเย็น
ไอ้หนูนี่ช่างพูดจาฉะฉานเสียจริง นี่มันหมายความว่าจะให้ข้าคอยสนับสนุนทะนุถนอมเขางั้นรึ?
เขาลองครุ่นคิดดู
ในที่สุดเสวียนหยวนก็ตัดสินใจได้ "ดี ดีมาก ยอดเขาอวี้จูของพวกเรา ได้กำเนิดอัจฉริยะด้านการหลอมโอสถขึ้นมาอีกคนหนึ่งแล้ว จางผิงอัน ตอนที่เจ้าอยู่สายนอก จงตั้งใจศึกษาการหลอมโอสถให้ดี ข้าจะให้พวกเขาจัดหาวัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถให้เจ้าฟรีๆ"
จางผิงอันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เขาประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณท่านลุงขอรับ!"
เสวียนหยวนโบกมือ "เจ้าอย่าเพิ่งรีบขอบใจข้าเลย ข้าขอพูดดักไว้ก่อน ความอดทนของข้ามีจำกัด หากเจ้าสามารถทำผลงานออกมาได้ ทางสำนักก็ยินดีที่จะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่ แต่หากเจ้ามีแค่ตำรับโอสถขนานนี้เพียงขนานเดียว หลังจากนั้นก็ทำตัวกลมกลืนหายไปกับฝูงชนเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องขอโทษด้วย ข้าไม่อาจยอมรับได้เด็ดขาด เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
แรงกดดันของเสวียนหยวนนั้นรุนแรงเกินไป จางผิงอันจำต้องฝืนทนประสานมือรับคำ "ขอรับ! ศิษย์จะพยายามอย่างเต็มที่"
เสวียนหยวนแค่นเสียงเย็น "ข้าไม่ต้องการความพยายามของเจ้า ข้าต้องการแค่ผลงานของเจ้าเท่านั้น ไปได้แล้ว"
จูเก๋ออวิ๋นเทียนทำความเคารพเสวียนหยวน
แล้วหันกลับมากล่าวกับจางผิงอัน "ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าลงเขา"
"ขอรับ!"
จางผิงอันเดินตามหลังจูเก๋ออวิ๋นเทียน เดินลงเขาไปตามเส้นทางเดิม
เมื่อเดินพ้นออกจากตำหนักอวี้ชิง จางผิงอันก็ไม่อาจควบคุมการเต้นของหัวใจตัวเองได้อีกต่อไป มันเต้นรัวโครมครามอย่างรุนแรง
จูเก๋ออวิ๋นเทียนยิ้ม "เจ้า... ตื่นเต้นขนาดนั้นเลยรึ?"
จางผิงอันกล่าวอย่างเก้อเขิน "กลิ่นอายของท่านลุงเสวียนหยวนน่าสะพรึงกลัวเกินไป ช่างน่ากลัวจริงๆ ข้าไม่ปิดบังศิษย์พี่หรอกนะ เมื่อครู่ข้าแทบจะควบคุมการขับถ่ายของตัวเองไม่อยู่แล้วด้วยซ้ำ"
จูเก๋ออวิ๋นเทียนเห็นว่าจางผิงอันพูดจาหยาบกระด้าง เนื่องจากเขาเคยสืบประวัติของจางผิงอันมาแล้ว จึงรู้ว่าจางผิงอันเป็นเพียงเด็กบ้านนอก เขาจึงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่น
ความสงสัยที่เคยมีอยู่ ก็มลายหายไปจนสิ้น
"ไปกันเถอะ ท่านอาจารย์เปิดโอกาสให้เจ้าแล้ว ข้าเองก็จะให้การสนับสนุนเจ้าในการศึกษาการหลอมโอสถอย่างเต็มที่ ทางที่ดีเจ้าควรรีบทำผลงานออกมาให้เห็นโดยเร็ว ทรัพยากรภายในสำนัก ไม่เคยมีใครได้มาเปล่าๆหรอกนะ เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
จูเก๋ออวิ๋นเทียนมีใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ความเย็นชาที่แฝงอยู่ในแววตานั้น กลับไม่อาจปิดบังเอาไว้ได้เลย
"ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว!"
จูเก๋ออวิ๋นเทียนมาส่งแค่หน้าประตูตำหนักอวี้ชิงเท่านั้น จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไป
จางผิงอันเดินไปตามเส้นทางบนภูเขาเพียงลำพัง กลับมาที่ลานชุมนุมเซียน ซึ่งก็คือลานกิจกรรมของศิษย์สายนอก
เนื่องจากใช้เวลาไปกับการหลอมโอสถถึงสองเตา จึงกินเวลาไปค่อนข้างนาน เวลาผ่านไปกว่าค่อนวันแล้ว
เมื่อกลับมาถึงหอถ่ายทอดวิชา ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองยามพลบค่ำ กู้อี้ ศิษย์สายนอกที่เพิ่งมาใหม่ด้วยกัน กลับไปพักผ่อนแล้ว เหลือเพียงท่านเซียนอวี๋ ที่ยังคงรอคอยการกลับมาของจางผิงอันอยู่
ท่านเซียนผู้นี้ ก็มีความรับผิดชอบดีนะเนี่ย
จางผิงอันอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ
"กลับมาจากตำหนักอวี้ชิงแล้วรึ ทำไมไปนานขนาดนี้ล่ะ?" ท่านเซียนอวี๋มองจางผิงอันด้วยความสงสัย
"อ้อ ข้าไปหลอมโอสถมาหนึ่งเตา ก็เลยเสียเวลาไปเยอะเลยขอรับ" จางผิงอันยิ้มอธิบาย
ท่านเซียนอวี๋ถึงกับกระจ่างแจ้งในใจ "ไอ้หนู มองไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะด้านการหลอมโอสถ มิน่าล่ะใต้เท้าเสวียนหยวนถึงอยากจะพบเจ้าด้วยตัวเอง มีความสามารถถึงเพียงนี้ พ่อหนุ่ม อนาคตของเจ้าต้องก้าวไกลอย่างแน่นอน พยายามเข้าล่ะ!"
จางผิงอันยิ้มขื่น
ลอบคิดในใจว่า เมื่อครู่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็แค่เปลี่ยนจากโทษประหารมาเป็นรอลงอาญา ต้องรีบทำผลงานออกมาให้ได้โดยเร็ว ยังไม่รู้เลยว่าจะไปรายงานกับเสวียนหยวนยังไงดี!
"ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปที่หอบรรพชน!"
"หอบรรพชนรึ?"
ท่านเซียนอวี๋ยิ้ม "ถูกต้องแล้ว ต้องผ่านด่านหอบรรพชนไปให้ได้ก่อน เจ้าถึงจะถือว่าเป็นศิษย์ของเจินอู่อย่างแท้จริง"
จางผิงอันเดินตามหลังท่านเซียนอวี๋ จนมาถึงตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง บนป้ายอักษรเขียนคำว่า หอบรรพชน เอาไว้ ที่นี่คือจุดที่สูงที่สุดของลานชุมนุมเซียนทั้งหมด
เมื่อเดินเข้าไปในตำหนักใหญ่ ด้านในมีรูปปั้นตั้งอยู่หนึ่งองค์
มองปราดเดียวก็รู้ว่า รูปปั้นนี้คือเซียนกระบี่ ในมือถือกระบี่เซียน ท่าทางดูสง่างามน่าเกรงขาม เพียงแค่มองแวบเดียว จางผิงอันก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาอย่างหมดหัวใจ
นี่สิ ถึงจะเรียกว่าเทพเซียนที่แท้จริง!
ต่อให้รูปปั้นนี้ จะสะท้อนความสง่างามของท่านผู้นั้นออกมาได้เพียงหนึ่งในหมื่น แต่ก็ยังมีกลิ่นอายที่สูงส่งและน่าเกรงขามกว่าพวกเซียนในยุคปัจจุบันมากนัก
"มาโขกศีรษะคำนับท่านปรมาจารย์สิ นี่คือท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่เจินอู่ของพวกเรา มีฉายาทางธรรมว่าอวี้ซวี เมื่อหนึ่งแสนสองหมื่นปีก่อน ท่านถือกระบี่เพียงเล่มเดียว ก็สามารถไร้เทียมทานไปทั่วทั้งใต้หล้า ก่อตั้งสำนักกระบี่เจินอู่ของพวกเราขึ้นมา และยึดครองเทือกเขาเจินอู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพลังปราณหนาแน่นที่สุดในทวีปซวิ่นแห่งนี้ ภายหลังท่านก็ทะลวงมิติจากไป ไม่มีใครรู้ว่าท่านไปที่ใด"
จางผิงอันพอได้ยินว่าเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก เขาก็รีบจุดธูปสามดอก แล้วโขกศีรษะคำนับสามครั้งอย่างนอบน้อม
"เอาล่ะ มานี่สิ"
เมื่อจางผิงอันโขกศีรษะคำนับเสร็จ ท่านเซียนอวี๋ก็พาเขาไปที่ด้านหลังของตำหนักใหญ่ ด้านหลังมีแท่นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ด้านบนมีป้ายหยกขาวสารพัดชนิดวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
ป้ายแต่ละอัน ล้วนมีชื่อคนสลักอยู่
ป้ายบางอันอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่บางอันก็มีรอยแตกร้าว
ไม่รู้ทำไม พอเดินมาถึงที่นี่ จางผิงอันก็ผ่อนลมหายใจให้เบาลง กลัวว่าจะไปรบกวนความเงียบสงบของที่นี่เข้า
ท่านเซียนอวี๋หยิบป้ายหยกอันใหม่เอี่ยมออกมา แล้วยื่นส่งให้จางผิงอัน "เจ้าหยดเลือดลงไปสองสามหยดสิ"
จางผิงอันชะงักไป "นี่คือ..."
ท่านเซียนอวี๋ชี้ไปที่ป้ายหยกเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า "ในนี้ ป้ายหยกแต่ละอัน ล้วนเป็นของศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้าทั้งสิ้น ของสิ่งนี้เรียกว่า ป้ายหยกประจำตัว!"
"คนอยู่ป้ายอยู่ คนตายป้ายแตก!"