- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 62 เพ้อฝันทะเยอทะยาน
บทที่ 62 เพ้อฝันทะเยอทะยาน
บทที่ 62 เพ้อฝันทะเยอทะยาน
เนื่องจากหลายคนมีรากปราณหลายธาตุ โดยทั่วไปมักจะเลือกฝึกฝนเพียงธาตุเดียว หรือสองธาตุ การที่สามารถบรรลุระดับฝึกลมปราณขั้นห้าได้ ก็แสดงว่ามีรากปราณสำหรับการฝึกฝนอยู่แล้ว ดังนั้นท่านเซียนจึงให้ความสนใจมากกว่า ว่าในความเป็นจริงแล้วเจ้าฝึกฝนธาตุใดเป็นหลัก
จางผิงอันตอบตามความเป็นจริง "จางผิงอัน ฝึกฝนพลังปราณธาตุทองและธาตุไม้ขอรับ"
เขาทำได้เพียงตอบเช่นนี้ ถึงอย่างไรตอนที่ทำนาอยู่ที่ยอดเขาหลิงกู่ คนของยอดเขาหลิงกู่ก็รู้กันหมดว่าเขาเป็นผู้มีสองธาตุทองและไม้
หากจู่ๆ ตัวเขาโผล่ธาตุไฟขึ้นมาอีก จะไม่เป็นที่น่าสงสัยหรอกหรือ
"อ้อ สองธาตุรึ ผู้ที่ฝึกฝนสองธาตุไปพร้อมๆ กันมีน้อยมาก และก็ยากกว่าปกติด้วย เจ้าอายุยังน้อย แต่สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นห้าได้ ก็ถือเป็นผู้ที่มีความมุมานะและมีพรสวรรค์ไม่เบา"
"ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"
จางผิงอันรีบตอบ "สิบเก้าปีแล้วขอรับ"
ความจริงเขายังไม่ถึงวันเกิดอายุครบสิบเก้าปีบริบูรณ์ น่าจะนับว่าสิบแปดปี แต่จะบอกว่าสิบเก้าปีก็ไม่ผิดอะไร ถึงอย่างไรฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป ก็ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่แล้ว
"เอ๊ะ? อายุแค่สิบเก้า ฝึกฝนสองธาตุ ระดับฝึกลมปราณขั้นห้ารึ? ไม่เลวเลยนี่" นักพรตเตี้ยที่อยู่ด้านข้างซึ่งไม่ค่อยได้พูดจา อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
"แล้วเจ้าเป็นศิษย์ของตระกูลใด มีจดหมายแนะนำหรือไม่ล่ะ?"
"หา? จดหมายแนะนำหรือขอรับ?" จางผิงอันชะงักไป แล้วกล่าวว่า "ท่านเซียน ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในเมืองต้าเหยา ไม่ใช่ศิษย์ตระกูลใด และยิ่งไม่มีจดหมายแนะนำขอรับ"
นักพรตทั้งสองถึงกับอึ้งไปเลยจริงๆ
ต้องรู้ไว้นะว่า การที่ไม่มีเบื้องหลัง ในสถานที่อย่างเมืองต้าเหยาแห่งนี้ หลายคนก็ไปได้แค่ระดับฝึกลมปราณขั้นสามเท่านั้นแหละ ขั้นสี่แทบจะหาได้ยากยิ่งราวกับขนหงส์เขากิเลน
แต่เด็กหนุ่มที่ดูซื่อๆ ตรงหน้านี้ กลับอาศัยความพยายามของตัวเอง ฝึกฝนจนบรรลุระดับฝึกลมปราณขั้นห้าได้ในวัยเพียงสิบเก้าปี นี่มันฝืนลิขิตสวรรค์ชัดๆ!
แววตาของนักพรตทั้งสองดูซับซ้อนยิ่งนัก สายตาที่มองจางผิงอันมีทั้งความเสียดายคนมีความสามารถ และความรู้สึกสลดใจ
"ในเมื่อไม่มีจดหมายแนะนำ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กรอกแบบฟอร์มใบนี้หน่อยเถอะ... จำเอาไว้ล่ะ ตรงความสามารถพิเศษน่ะสำคัญมาก เขียนความสามารถพิเศษของเจ้าลงไปให้หมด อย่าให้ตกหล่นเชียวล่ะ" นักพรตระดับสูงดันแบบฟอร์มใบหนึ่งไปตรงหน้าจางผิงอัน พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง
การไม่มีจดหมายแนะนำ อาศัยเพียงความสามารถอย่างเดียว ยากนักที่จะได้เข้าเป็นศิษย์สายนอก
เว้นเสียแต่ว่า เจ้าจะเป็นผู้มีรากปราณสวรรค์ อัจฉริยะระดับท็อปในการฝึกฝนเช่นนี้ ย่อมต้องได้รับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษอย่างแน่นอน หรือไม่ เจ้าก็ต้องมีความสามารถพิเศษบางอย่างที่คนอื่นไม่สามารถทดแทนได้...
การรับสมัครศิษย์สายนอก
รับเฉพาะพวกเด็กเส้น หรืออัจฉริยะระดับแนวหน้าเท่านั้น
จางผิงอันรับแบบฟอร์มมา กรอกข้อมูลพื้นฐานให้เรียบร้อยก่อนเป็นอันดับแรก ชื่อ เพศ อายุ ที่อยู่ สภาพจิตใจ นับถือเทพเจ้าชั่วร้ายหรือไม่ เป็นต้น ช่องสุดท้ายคือความพิเศษ
เขาหยุดชะงักตรงช่องความสามารถพิเศษ
จรดพู่กันเขียนเรื่องการทำนาลงไปก่อนเป็นอันดับแรก ฝีมือการทำนาของเขาต้องนับว่าเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน
จากนั้นก็ทยอยเขียนลงไป ตัดไม้ ทำอาหาร ทำความสะอาด รินน้ำชา ตัดแต่งป่าไผ่...
เขียนจนแน่นขนัดไปหมด
เขียนจนหมดแล้ว ก็ยังรู้สึกไม่หนำใจนัก ลอบคิดในใจว่า ข้านี่มันเป็นศิษย์รับใช้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์แบบจริงๆ ทำเป็นทุกอย่างเลย
สุดท้ายก็ลองคิดดูอีกที
แล้วก็เขียนเรื่องการหลอมโอสถเพิ่มเติมลงไปด้านท้าย
แม้ตัวเองจะไม่มีใบรับรองคุณสมบัติการหลอมโอสถ พวกเขาก็เลยไม่ยอมรับ แต่เขาก็หลอมโอสถเป็นจริงๆ นี่นา ทำไมจะไม่เขียนลงไปล่ะ...
หลังจากเขียนเสร็จ ก็ส่งให้
นักพรตสูงและนักพรตเตี้ยมองดูอยู่นาน สีหน้าดูตลกพิลึก
นักพรตเตี้ยถอนหายใจ "หากได้เข้าสำนัก เจ้าก็จะได้เป็นนายท่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาทำงานจับฉ่ายพวกนี้หรอก..."
นักพรตสูงก็ส่ายหน้ารัวๆ เขาหยิบพู่กันชาดออกมา ขีดฆ่าความสามารถพิเศษที่จางผิงอันเค้นสมองคิดแล้วเขียนลงไปด้านหน้าออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงแค่การหลอมโอสถเพียงอย่างเดียว
เอ่อ...
น่าเสียดายจัง!
"ไปเถอะ!" นักพรตสูงโบกมือ แล้วกล่าวว่า "เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประเมินผลจะทำการทดสอบและให้คะแนน สิบวันให้หลังจะประกาศผล จำเอาไว้นะ ช่วงสองสามวันนี้อย่าได้วิ่งเพ่นพ่านไปไหน ให้อยู่แต่ในที่พักของตัวเอง ดีไม่ดีผู้ตรวจสอบอาจจะไปหาเจ้าถึงที่เพื่อยืนยันระดับความสามารถของเจ้า หากพลาดไป ก็คงน่าเสียดายแย่"
เสียเวลามานานเกินไปแล้ว
คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังต่างก็รอจนหมดความอดทนตั้งนานแล้ว ทุกคนจ้องมองมาที่จางผิงอันด้วยสายตาดุร้าย
จางผิงอันรีบลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า "ขอรับ ท่านเซียน ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ"
"สิบวันให้หลัง พวกเราจะมาติดป้ายประกาศที่นี่ ถึงตอนนั้นเจ้าก็มาดูเอาเอง ก็จะรู้ว่าตัวเองได้รับคัดเลือกหรือไม่" นักพรตเตี้ยกล่าวเสริม
"ขอรับ!" จางผิงอันหันหลังเดินจากไป
เพิ่งจะเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก
เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า มีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาทำทีเป็นลูบผมของตัวเอง แล้วแอบชำเลืองมองอย่างแนบเนียน
ที่มุมหนึ่ง
มีนักพรตหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่ง กำลังจ้องมองมาที่เขาอยู่
ข้างกายเขามีเจ้าอ้วนใหญ่คนหนึ่ง กำลังก้มหน้าค้อมเอว กระซิบกระซาบบางอย่างที่ข้างหูของนักพรตหนุ่มชุดขาว สายตาก็เอาแต่เหลือบมองมาที่เขาอย่างต่อเนื่อง
จางผิงอันใจกระตุกวาบ เขารู้จักเจ้าอ้วนใหญ่คนนั้น นั่นคือเถ้าแก่ห้องหลอมโอสถ เขามาทำอะไรที่นี่?
แล้วชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครกัน วิชาตัวเบาล้ำเลิศนัก ระยะห่างแค่นี้ ตัวเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ถูกเขาสกัดกั้นเอาไว้ทั้งหมด
ก็เพราะตัวเขามีประสาทสัมผัสที่ไว ถึงได้รู้ว่ามีคนแอบมองตัวเองอยู่
ไม่กล้ารั้งอยู่ที่นี่นาน จึงรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ไปซื้อของใช้ประจำวัน หอบหิ้วถุงน้อยถุงใหญ่กลับบ้าน
ครั้งนี้ เขาไม่กล้าเข้าไปในหลุมหลบภัย เพราะกังวลว่าช่วงสองสามวันนี้จะมีคนมาหาที่บ้าน หากบังเอิญมีคนไปเจอหลุมหลบภัยเข้าคงไม่ดีแน่
เขาเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในห้องนอนของตัวเองอย่างว่าง่าย
เมื่อไม่มีโอสถรวบรวมปราณ ก็ไม่สามารถฝึกฝนพลังปราณได้
การฝึกฝนสัมผัสเทวะขั้นที่ห้า ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยสงบจิตสงบใจ ตั้งใจฝึกฝนสัมผัสเทวะอยู่ที่บ้านเพียงอย่างเดียว
เดิมทีคิดว่าช่วงสองสามวันนี้จะมีคนมาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน
เพื่อมาทดสอบระดับความสามารถ และทดสอบความสามารถพิเศษของเขา
แต่กลับผิดคาด
เวลาสิบวัน ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
การฝึกฝนสัมผัสเทวะขั้นที่ห้าของเขา เริ่มเห็นเค้าลางความสำเร็จแล้ว แต่กลับไม่มีใครมาหาเขาเลยแม้แต่คนเดียว
บรรลัยแล้ว!
ต้องไม่ได้รับคัดเลือกอย่างแน่นอน
ดีไม่ดีอาจจะถูกปัดตกตั้งแต่รอบแรกเลยด้วยซ้ำ ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พิสูจน์ฝีมือเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไม่มีจดหมายแนะนำ
หากคิดจะเข้าเป็นศิษย์สำนักเซียน ช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน
ช่างเถอะ เลิกเพ้อฝันได้แล้ว คิดหาทางไปหางานศิษย์รับใช้ทำใหม่ดีกว่า
แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในความคาดหมาย
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องไปดูที่โถงใหญ่ฝ่ายจัดการก่อน
ต่อให้ไม่ได้รับคัดเลือก ตัวเขาก็ต้องไปหางานทำที่นั่นอยู่ดี
วันนี้เป็นวันประกาศผลการคัดเลือก
เนื่องจากไม่มีใครมาหาเขาเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขั้นตอนการคัดเลือกนั้นเป็นอย่างไร หากแค่กรอกแบบฟอร์มใบเดียวแล้วจะได้รับคัดเลือกเลย เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ถึงอย่างไรก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว ทำใจให้สบาย แล้วเดินเข้าไปในโถงใหญ่ฝ่ายจัดการอย่างเนิบนาบ
ที่นี่ผู้คนเบียดเสียดกันจนไหล่กระทบไหล่ ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยผู้คน
ไม่เพียงแต่ผู้ที่เข้ารับการทดสอบจะร้อนใจเท่านั้น ข้างกายยังมีคนในครอบครัวอีกนับไม่ถ้วน หลายคน ล้วนแบกความหวังของทั้งครอบครัวมาสมัคร
แต่คนที่มาติดประกาศยังไม่มา ทุกคนจึงทำได้เพียงรอคอยผลลัพธ์ด้วยความกระวนกระวายใจ
หลายคนกำลังซุบซิบนินทากันอยู่ จางผิงอันเงี่ยหูฟัง แอบฟังว่าทุกคนกำลังคุยเรื่องอะไรกัน
"ไอ้หยา ผู้คุมสอบคนนั้นเข้มงวดจริงๆ ตรวจสอบประวัติข้าเสียละเอียดยิบ แม้แต่เรื่องที่ข้าฉี่รดที่นอนตอนสามขวบ เขายังขุดคุ้ยขึ้นมาได้เลย..."
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย การที่เขาตรวจสอบอย่างเข้มงวดถือเป็นเรื่องดี แสดงว่าเจ้าเป็นตัวเต็ง หากเขาไม่สนใจ ได้ยินมาว่าเขาไม่ไปทดสอบให้เสียเวลาหรอก!"
"ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการทดสอบทั้งนั้นแหละนะ หากไม่ผ่านการตรวจสอบแบบฟอร์ม ก็จะไม่มีการทดสอบใดๆ ทั้งสิ้น คนตั้งมากมายขนาดนั้น พวกท่านเซียนจะมีเวลาเยอะแยะขนาดนั้นเชียวรึ"
"หึหึ บางคนแม้แต่จดหมายแนะนำก็ยังไม่มี แถมตัวเองก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศดั่งรากปราณสวรรค์ ก็ยังกล้ามาสมัคร คิดว่าการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในคราวเดียวนั้น มันง่ายดายขนาดนั้นเลยรึ?"
"เพ้อฝันทะเยอทะยานไปเองทั้งนั้น!"
หลายคนพากันหัวเราะร่วน