- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 144 องครักษ์ชุดขาว
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 144 องครักษ์ชุดขาว
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 144 องครักษ์ชุดขาว
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 144 องครักษ์ชุดขาว
“ท่านผู้อาวุโส เห็นแก่หน้าข้าเถิด ลงโทษสถานเบาหน่อยก็พอ คนหนุ่มย่อมพลาดพลั้งกันได้บ้าง ให้ฉูเยว่ไปขอขมาฉูเซียนเสีย เรื่องก็จบเพียงนี้” ฉูหยางเอ่ยขึ้นกับผู้อาวุโสได้อย่างเหมาะจังหวะ
ฉูเยว่เห็นอาจารย์ของตนเปิดปาก ก็รีบพยักหน้า แล้ววิ่งไปตรงหน้าฉูเซียน ก้มหน้าก้มตาขอโทษไม่หยุด แถมยังด่าฉูเจียอย่างรุนแรง โยนความผิดทั้งหมดไปให้ฉูเจียแต่ผู้เดียว
ฉูเซียนมองฉูเยว่ที่ทำหน้าสำนึกผิด นับแต่ไหนแต่ไรฉูเยว่ล้วนวางท่าหยิ่งผยองสูงส่ง นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่าเจ้าหมอนี่จะยอมก้มหัวขอโทษต่อหน้านาง
ฉูมู่ทำเรื่องใดมักชอบถอนรากถอนโคน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในภายหน้า ทว่าที่นี่คือตระกูลฉูสาขาหลัก หลายเรื่องจำต้องทำตามกฎของตระกูลฉูสาขาหลัก ฉูมู่ก็รู้ดีว่ามีฉูหยางอยู่ เรื่องนี้ย่อมไม่มีทางทำให้ฉูเยว่บาดเจ็บถึงแก่นแท้ได้จริง จึงเลือกบทลงโทษที่เบาที่สุด
แม้จะเป็นโทษเบาที่สุด แต่หนึ่งปีเต็มไม่อาจได้รับทรัพยากรและรางวัลจากตระกูล สำหรับฉูเยว่นับเป็นการกระแทกอย่างหนักหน่วง เกรงว่าไม่นานเขาจะถูกศิษย์ตระกูลฉูรุ่นหลังที่ไล่ตามขึ้นมา แซงหน้าและเขี่ยออกจากแถวหน้าของยอดฝีมือชั้นสูง
ศึกเดิมพันกับฉูเยว่ครั้งนี้ราวกับพายุลูกหนึ่ง หลังการต่อสู้จบลงก็แพร่สะพัดไปทั่วตระกูลฉูสาขาหลักอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะนั้นยอดฝีมือหนุ่มสาวมากมายต่างสืบถามว่า คนที่โค่นฉูเยว่ได้แท้จริงเป็นผู้ใด แม้แต่คนของตระกูลฉูสาขาหลักที่มีอำนาจอยู่บ้าง ก็ยังเริ่มคาดเดาเงียบๆ ว่าเฒ่าถูกำลังเล่นเกมอันใด ถึงกับไปหายอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาสองคน
ฉูมู่ยังคงรักษาความลึกลับของตนไว้ ในการต่อสู้ถัดมา เขายังเอาชนะตัวเต็งที่มีพลังพอจะคว้าอันดับสามได้อีกด้วย ศึกครั้งนั้นฉูมู่มิได้ใช้โมเซี่ยลงสนามอย่างแท้จริง ยังคงเป็นเย่ชิงจือที่สำแดงฝีมืออย่างงดงามตระการตา ทำให้ผู้คนไม่เพียงมองฉูมู่ด้วยสายตาใหม่ หากยังเกิดความใคร่รู้และความคิดนานัปการต่อสตรีงามผู้นี้อย่างรุนแรง
ความจริงแล้ว การประลองภายในตระกูลของตระกูลฉูสาขาหลักครั้งนี้ถูกปั่นป่วนจนเสียรูปไปสิ้น บรรดายอดฝีมือที่เดิมทีล้วนมีสิทธิ์ติดเจ็ดอันดับแรกกลับถูกเขี่ยตกรอบ ขณะที่ในสามทีมซึ่งถูกมองว่ามีหวังคว้าสามอันดับสูงสุด กลับมีถึงสองทีมพ่ายแพ้ และผู้ที่โค่นสองทีมตัวเต็งนั้นก็คือฉูมู่กับเย่ชิงจือ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาขององค์หญิงน้อย
ไม่นาน จุดสนใจของการประลองภายในตระกูลก็กลายเป็นศึกชิงสามอันดับแรกอันวิจิตรตระการ ตระกูลฉูสาขาหลักในแดนตะวันตกนับเป็นผู้นำเหนือผู้ใด การดวลสูงสุดภายในตระกูลฉูสาขาหลัก ย่อมหมายถึงศึกที่แข็งแกร่งที่สุดของคนรุ่นเยาว์แห่งแดนตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อสามอันดับแรกครั้งนี้ได้แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนแล้ว!
ฝ่ายขององค์หญิงน้อยแห่งวังฝันร้ายย่อมเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง เส้นทางแทบไร้อุปสรรคก็ฝ่ามาถึงสามอันดับแรกได้อย่างสง่างาม ส่วนฉูเคอกับฉูเตี่ยน สองยอดฝีมือรุ่นเก๋าของตระกูลฉูสาขาหลักนั้น ย่อมเป็นผู้ท้าชิงอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าในปีนี้มีองค์หญิงน้อยเข้ามาแทรก จะคว้าตำแหน่งผู้แข็งแกร่งที่สุดได้หรือไม่ กลับยากจะกล่าว
สำหรับม้ามืดที่โผล่มาอย่างประหลาเช่นฉูมู่กับเย่ชิงจือ แม้ทุกคนจะเดากันไม่หยุดถึงตัวตนที่แท้จริงของทั้งสอง แต่เมื่อเทียบกับสองขั้วอำนาจอันแข็งกร้าวอย่างฉูเคอและองค์หญิงน้อยแล้ว รัศมีของพวกเขาย่อมอ่อนกว่าอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนจึงมิได้มองว่าจะไปได้ไกลนัก
ทว่าเพียงฉูมู่กับเย่ชิงจือฝ่ามาถึงสามอันดับแรกได้ ก็ทำให้คนทั้งตระกูลฉูสาขาหลักสะท้านไปแล้ว เพราะนี่คือทีมที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะโผล่มาอย่างไร้ที่มา
ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย ทีมขององค์หญิงน้อยจะต้องปะทะกับทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลฉูสาขาหลักก่อน การต่อสู้นี้กล่าวได้ว่าเป็นศึกชี้ชะตาระหว่าง ผู้แข็งแกร่งที่สุด กับ รองผู้แข็งแกร่งที่สุด เมื่อการต่อสู้ถูกจัดขึ้นบนสมรภูมิยอดเขาที่สูงที่สุดของภูเขาฉูซาน ก็มีผู้คนมารวมตัวกันนับไม่ถ้วน ต่างตื่นเต้นเร้าใจ เฝ้ารอการมาถึงของศึกครั้งนี้อย่างสุดกำลัง
ฉูมู่กับเย่ชิงจือก็เข้าร่วมชมการประลองเช่นกัน เวลานี้ทั้งสองนั่งอยู่ในที่นั่งของฝ่ายผู้อาวุโส จากตรงนี้มองเห็นสมรภูมิยอดเขาอันกว้างใหญ่ของภูเขาฉูซานได้อย่างชัดเจน แม้จะดูแออัดอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะการต่อสู้จัดขึ้นภายในภูเขาฉูซาน ผู้มาชมส่วนใหญ่จึงเป็นลูกหลานตระกูลฉู ทว่าศึกครั้งนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ สมาชิกตระกูลฉูแทบทั้งหมดต่างมาร่วมงาน
ที่นั่งประธานของสองประมุขตระกูลนั้น ต้อนรับองค์หญิงน้อยแห่งวังฝันร้ายซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งหลักเช่นกัน เบื้องล่างลงมาคือผู้อาวุโสทั้งสี่ และศิษย์จากฝ่ายผู้อาวุโสทั้งสี่คน ยกเว้นฝ่ายของเฒ่าถู ศิษย์ของผู้อาวุโสอีกสามคนล้วนถูกเบียดออกจากสามอันดับแรกไปแล้ว กำลังแย่งชิงอันดับอื่นกันอยู่
ถัดลงมาคือเหล่าอาจารย์ของตระกูลและสมาชิกแกนกลางผู้มีชื่อเสียง มีฐานะและอำนาจในตระกูลฉู สุดท้ายจึงเป็นเหล่าลูกหลานรุ่นเยาว์ในตระกูลที่มีคุณสมบัติพอจะเข้ามาชมในสนามได้
“ผู้นั้นก็คือองค์หญิงน้อยแห่งวังฝันร้ายกระมัง?” เย่ชิงจือนั่งอยู่ข้างฉูมู่ พลางชี้ไปยังสตรีผู้สูงศักดิ์บนที่นั่งสูงแล้วเอ่ย
สายตาฉูมู่ไล่ตามไปพอดี เห็นดวงตางดงามจับใจขององค์หญิงจิ่นโรว ดวงตาคู่นั้นดุจทะเลสาบอันสงบนิ่ง มีเพียงบางคราวเท่านั้นที่ระลอกอารมณ์จะไหวสะท้อนขึ้นมาเล็กน้อย
องค์หญิงจิ่นโรวยังคงปิดบังใบหน้าด้วยผ้าคลุม รักษาความลึกลับที่ไม่มีผู้ใดได้ยลโฉมอย่างแท้จริง ครั้งที่ฉูมู่เคยจับองค์หญิงจิ่นโรวเป็นตัวประกัน เขาเพียงเห็นเค้าโครงด้านข้างคร่าวๆ ความงามนั้นราวพลังบางอย่างที่บุกลึกถึงก้นบึ้งจิตใจ ทำให้ผู้คนถูกดึงวิญญาณไปฝันหาไม่รู้จบ
แววตาของนางแฝงความซับซ้อนปนฉงนอยู่หลายส่วน ครั้นสบตากัน ฉูมู่กลับรีบถอนสายตาอย่างรวดเร็ว ความจริงองค์หญิงจิ่นโรวก็สังเกตเห็นฉูมู่ที่ปลอมเป็นฉูเฉินมานานแล้ว จะว่าไปหลังศึกที่เขาต่อสู้กับฉูเยว่ องค์หญิงจิ่นโรวก็เดาได้ว่าฉูมู่มาถึงแล้ว
“องค์หญิงจิ่นโรว ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านเตรียมพร้อมแล้วหรือ?” ฉูเลี่ยหมิง ประมุขตระกูลฉูสาขาหลักเอ่ยถาม
องค์หญิงจิ่นโรวจึงค่อยดึงสายตากลับมา ก่อนพยักหน้าเบาๆ
ข้างกายนาง ชายผู้สวมอาภรณ์ขาวดุจหิมะค้อมคำนับต่อองค์หญิงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปยังสมรภูมิยอดเขา
“องค์หญิงจิ่นโรว ผู้ใต้บังคับบัญชาท่านผู้นี้มั่นใจยิ่งนัก หรือคิดจะลงเพียงคนเดียวอีกหรือ?” ฉูเลี่ยหมิงเห็นว่าฝ่ายองค์หญิงมีเพียงคนเดียวเดินลงสนาม จึงเผยรอยยิ้มอย่างสนใจ
“อืม” องค์หญิงจิ่นโรวพยักหน้า
เดี่ยว! ยังเป็นเดี่ยวสู้คู่!
องครักษ์ข้างกายองค์หญิงจิ่นโรวผู้นี้ ในศึกที่ต้องเผชิญยอดฝีมือชั้นสูงสุดแห่งแดนตะวันตกอย่างฉูเคอและฉูเตี่ยน กลับยังลงสนามเพียงลำพัง คิดจะหนึ่งสู้สอง!
“นี่มันเรื่องอันใดกัน?” เห็นฝ่ายองค์หญิงส่งออกศึกเพียงองครักษ์ใกล้ชิดคนเดียว ฉูมู่ก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
“นายน้อย ช่วงหลายวันมานี้ท่านตั้งใจบ่มเพาะ ไม่ได้ติดตามศึกของผู้อื่น ความจริงตลอดการต่อสู้ของฝ่ายองค์หญิง ล้วนเป็นเจ้าหนุ่มผู้นี้ที่หนึ่งสู้สอง เอาชนะยอดฝีมือชั้นนำของตระกูลฉูสาขาหลักมาแล้วมากมาย เดิมทีคิดว่าในศึกสุดท้ายนี้ ฝ่ายองค์หญิงจะส่งยอดฝีมืออีกคนลงสนาม ใครจะคิดว่าเจ้าหมอนี่กลับยังจะสู้ลำพัง ท้าชนฉูเคอกับฉูเตี่ยน ช่างอหังการถึงที่สุด!” เฒ่าถูรีบเอ่ย
ฉูมู่ขมวดคิ้ว ภายในตระกูลฉูสาขาหลักมียอดฝีมือไม่น้อย ใช้หนึ่งสู้สองจนทะลุเข้าสามอันดับแรกได้ ก็เพียงพอพิสูจน์ว่าองครักษ์ขององค์หญิงผู้นี้แข็งแกร่งเหนือคนทั่วไป และบัดนี้เจ้าคนผู้นี้ยังกล้าหนึ่งสู้สอง ปะทะกับทีมของฉูเคอที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลฉูสาขาหลัก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง
“รังแกกันเกินไปแล้ว! เจ้าหมอนี่ ต้องให้มันรู้เสียบ้างว่าเราร้ายกาจเพียงใด!” เห็นอีกฝ่ายส่งออกศึกเพียงคนเดียว ฉูเตี่ยนก็เผยความเดือดดาลเล็กน้อย
ท่าทีเช่นนี้ชัดเจนว่าเป็นการดูแคลนยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทั้งมวลของตระกูลฉูสาขาหลัก เปลี่ยนเป็นผู้ใดก็ยากจะกลืนความอัปยศนี้ลง!
“เจ้าพักเถอะ ข้าจะลงเอง” ฉูเคอในฐานะยอดฝีมือหนุ่มผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนตะวันตก จะทนรับความอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไร เขาบังคับให้ฉูเตี่ยนถอนตัวออกจากสนามรบ ตั้งใจจะประมือเดี่ยวกับองครักษ์ชุดขาวผู้นี้ แม้กระทั่งชื่อก็ยังไม่รู้!
องครักษ์ชุดขาวยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะสู้คนเดียวหรือสองคน เพียงลำพังเผชิญลมกรรโชกที่หวีดหวิวพัดลงมาจากภูเขาสูง รอคำสั่งของผู้ตัดสิน
“อัญเชิญอสูรวิญญาณ!”
ผู้ตัดสินตะโกนก้อง
ฉูเคอกับองครักษ์ชุดขาวแทบจะร่ายคาถาพร้อมกัน การประลองของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณนั้น ความเร็วในการอัญเชิญอสูรวิญญาณคือห่วงสำคัญยิ่ง หากมั่นใจว่าคุณสมบัติของอสูรวิญญาณตนสามารถเกื้อหนุนกันได้ดี ผู้ที่อัญเชิญก่อนย่อมชิงความได้เปรียบในศึกได้
ความเร็วของฉูเคอช้ากว่าองครักษ์ชุดขาวอยู่เล็กน้อย เพลิงวิญญาณทมิฬสีฟ้าบนร่างองครักษ์ชุดขาวลุกวาบขึ้นอย่างประหลาด ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีฟ้าหม่นก็ไหววูบตามแรงลมกรรโชกไม่หยุด!
วงเวทเพลิงวิญญาณทมิฬเผาไหม้บนพื้น ยิ่งทวีความรุนแรง ในเปลวไฟที่ส่ายไหวไม่หยุดนั้น มองเห็นเงาร่างชั่วร้ายค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากเพลิง แผ่กลิ่นอายมืดดำและพลังอัปมงคลเข้มข้น จนทำให้อุณหภูมิทั้งในและนอกสนามรบลดฮวบ วิญญาณของผู้คนยังอดสั่นสะท้านไม่ได้
“อสูรฝันร้ายสีฟ้าเสริมแกร่งระดับเจ็ดขั้นหก…” ฉูมู่ขมวดคิ้วทันที
อสูรฝันร้ายสีฟ้าขององครักษ์ชุดขาวตัวนี้ชัดเจนว่าได้รับการเสริมแกร่งมาหลายชั้น เพลิงวิญญาณทมิฬอันน่าหวาดผวาทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความเย็นเยียบลึกถึงวิญญาณ อสูรวิญญาณเช่นนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้าคู่ต่อสู้แบบฉูเยว่ ก็ยังทำได้ถึงขั้น หนึ่งต้านสาม!
“ไม่แปลกที่กล้าท้าทายยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลฉูสาขาหลักด้วยกำลังเพียงคนเดียว แค่อสูรฝันร้ายสีฟ้าตัวนี้ก็ทำให้ยอดฝีมือของตระกูลฉูปวดหัวได้แล้ว” เย่ชิงจือเองก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
อสูรฝันร้ายสีฟ้าเดิมทีก็เป็นสายพันธุ์ผู้บัญชาการที่สามารถเทียบเคียงราชันอยู่แล้ว ในระดับเดียวกันแทบหาคู่ต่อสู้ได้ยาก ยิ่งผ่านการเสริมแกร่งหลากหลาย ยิ่งแทบจะเหยียบย่ำดูแคลนคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันทั้งหมดได้ ขณะนี้อสูรวิญญาณหลักที่องครักษ์ชุดขาวอัญเชิญออกมา เพียงตัวเดียวก็พอจะกดข่มอสูรวิญญาณของคนหนุ่มทั้งสนามได้แล้ว!
อสูรวิญญาณตัวแรกที่ฉูเคออัญเชิญออกมาคือ แรดเขาทองคำ ระดับเจ็ดขั้นห้า แรดเขาทองคำตัวนี้ก็ผ่านการเสริมแกร่งเช่นกัน เขาของมันแข็งแกร่งกว่าแรดเขาทองคำระดับเจ็ดทั่วไปมาก พลังป้องกันมีโอกาสเข้าใกล้ระดับแปด
ทว่าในด้านแรงกดดัน แรดเขาทองคำยังคงด้อยกว่าอสูรฝันร้ายสีฟ้าสายพันธุ์ผู้บัญชาการระดับเจ็ดขั้นหกอยู่ดี!
คาถาถูกขับขานขึ้นอีกครั้ง องครักษ์ชุดขาวใช้อัญเชิญคู่ แขนที่กางออกปรากฏวงเวทเจิดจ้าสองสายแทบพร้อมกัน แยกเป็นลวดลายสีทึบหนึ่งสาย และลวดลายเพลิงร้อนแรงอีกหนึ่งสาย
กลิ่นคาวเลือดของสัตว์อสูรกวาดซัดราวพายุ ลมพัดทรายปลิวหินกระเด็น แรงกดดันอันเย็นเยียบพุ่งทะยานจากวงเวทสายสัตว์ป่า หมาป่าตัวหนึ่งซึ่งทั่วร่างปกคลุมด้วยขนสีดำปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน!
กรงเล็บสีเลือดอันดุร้ายฝังลึกลงในพื้นดิน เขี้ยวอันน่าสะพรึงถูกเผยออกสู่ลมอย่างไม่ปิดบัง!
หมาป่าทมิฬกระหายเลือดระดับเจ็ดขั้นสี่!
หมาป่าทมิฬกระหายเลือดคือเผ่าย่อยของหมาป่าทมิฬ ลักษณะเด่นที่สุดคือไม่ว่าจะได้ฆ่าหรือไม่ กรงเล็บก็ยังเป็นสีแดงฉานราวชุ่มเลือดอยู่เสมอ การปรากฏตัวของมันทำให้ผู้คนทั้งในและนอกสนามถูกกดข่มอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอสูรวิญญาณที่องครักษ์ชุดขาวอัญเชิญก่อนหน้านี้…แท้จริงแล้วล้วนไม่ใช่อสูรวิญญาณหลักของเขาเลย!