- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 99 อ่างทมิฬภูตพราย
บทที่ 99 อ่างทมิฬภูตพราย
บทที่ 99 อ่างทมิฬภูตพราย
เฒ่าเหยากุ่ยตบกล้องยาสูบลงบนร่าง ทันใดนั้นอ่างทมิฬภูตพรายขนาดเท่าฝ่ามือก็ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นเรือประหลาดลำหนึ่ง จากนั้นเหอผิงและคนที่เหลือจึงพากันขึ้นไปบนเรือ
การที่ชือซินจื่อไปตามหาคนผู้นี้มา มันก็เพราะคำนึงว่าทะเลสาบไม่หวนคืนนั้นยากแก่การข้ามผ่าน จำต้องอาศัยวิชาของสำนักภูตครวญเท่านั้นจึงจะข้ามไปได้อย่างราบรื่น
ที่น่ากล่าวถึงคือ เฒ่าเหยากุ่ยผู้เคร่งขรึมพูดน้อยมาโดยตลอด ก่อนที่ทุกคนจะขึ้นเรือ ชายชราก็ได้เอ่ยเตือนขึ้นมาประโยคหนึ่ง
…อ่างทมิฬภูตพรายของเขาสามารถใช้อานุภาพของปราณวิญญาณและปราณหยินอำพรางปราณหยางของคนเป็นได้ ทว่าวิชาปิดบังลิขิตสวรรค์เช่นนี้ย่อมมีขีดจำกัด หากตลอดทางไม่พบเจอเรื่องยุ่งยากใดๆ ก็แล้วไป แต่หากบังเอิญไปเจอเหตุการณ์อะไรเข้า เกรงว่า ‘เรืออ่างดำ’ นี้คงจะไม่อาจคุ้มครองทุกคนได้
“หากถึงขั้นนั้นจริงๆ คงต้องขอให้พวกเจ้าหาทางข้ามทะเลสาบไม่หวนคืนนี้เอาเอง” เฒ่าเหยากุ่ยจำต้องย้ำเตือนอีกครั้ง
“ข้าเองก็พูดเปิดอกไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ พวกเจ้าจะหาว่าข้าเฒ่าเหยากุ่ยเป็นคนไม่จริงใจ ไม่ยอมชี้แจงให้ชัดเจน”
เขายังส่งสายตาไปยังชือซินจื่อที่อยู่อีกด้านหนึ่งด้วย
“คำพูดนี้มีเหตุผล”
ชือซินจื่อรีบกล่าวสนับสนุน
“ข้าก็ขอบอกกับพวกเจ้าสักหน่อย หากผ่านทะเลสาบไม่หวนคืนและป่ากระดูกขาวไปได้ หนทางข้างหน้าก็จะราบรื่น อย่างน้อยจนกว่าจะถึงหน้าประตูถ้ำเซียนวารี ความปลอดภัยนั้นรับรองได้ ความยากลำบากเพียงอย่างเดียวคือการผ่านด่านทั้งสองนี้…”
“พึงรู้ไว้ว่าป่ากระดูกขาวและน้ำในทะเลสาบไม่หวนคืนล้วนมีปัญหา ห้ามตกลงไปในน้ำเด็ดขาด หากอ่างดำนี้เสียหาย ขอให้พวกเจ้าหาหนทางข้ามน้ำไปเอง”
จากนั้นเขาก็ได้อธิบายเพิ่มเติม
เบื้องหน้านี้ เวิ้งน้ำประหลาดมีนามว่าทะเลสาบไม่หวนคืน นี่เป็นข้อมูลที่ชือซินจื่อได้รู้มาจากศิลาจารึกโบราณที่ตั้งอยู่หน้าถ้ำ หลังจากที่เขาเคยผ่านที่นี่และไปถึงฝั่งตรงข้ามมาแล้ว
ในทะเลสาบไม่หวนคืนนั้นเต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจ พรายน้ำ และปีศาจวารีที่ดุร้ายจำนวนมหาศาล ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่ยอดคนแห่งตำหนักมารสามกำเนิดผู้สร้างสถานที่แห่งนี้เลี้ยงเอาไว้ ในจำนวนนั้นมีพวกสัตว์เกล็ดประหลาดที่รับมือได้ยากยิ่ง หากพลัดตกลงไปในน้ำ ก็ยากนักที่จะดิ้นรนหลุดพ้นออกมาได้
ชือซินจื่อยังเตือนอีกว่า แม้จะพบเจออันตรายใดๆ ก็พยายามอย่าไปพัวพันต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ เพราะสัตว์ปีศาจ พรายน้ำ และปีศาจวารีที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลสาบไม่หวนคืนมีจำนวนมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ดึงดูดสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายยิ่งกว่าที่ซ่อนตัวอยู่ก้นทะเลสาบออกมา
“กล่าวคือห้ามสัมผัสน้ำ แต่การเดินทางกลางอากาศนั้นไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?”
อู๋เหมยจื่อเอ่ยถาม
“ถูกต้อง หากเหาะเหินเดินอากาศย่อมไม่เป็นไร เพียงแต่ต้องระวังฝูงอีกาโครงกระดูกในป่ากระดูกขาวให้ดี เจ้าสัตว์เดรัจฉานพวกนั้นน่ารำคาญยิ่งนัก…”
ดูเหมือนจะหวนนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ คิ้วของชือซินจื่อจึงขมวดเข้าหากันแน่น
“ในป่ากระดูกขาวเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงอีกาโครงกระดูกจำนวนมาก วิหควิญญาณเหล่านั้นหวงถิ่นฐานอย่างยิ่ง นอกเหนือจากนั้น ชุดห่อศพสีแดงที่แขวนอยู่บนกิ่งของต้นไม้กระดูกยักษ์ก็มีความประหลาดพิกล หากคิดจะบินข้ามไปก็ต้องระมัดระวังให้มากเพื่อไม่ให้เกิดเรื่อง!”
‘อีกาโครงกระดูก...?’
เหอผิงไม่ได้เอ่ยปาก ที่นี่ถือว่าเขามี ‘ระดับอาวุโส’ น้อยที่สุด แม้ตบะและการบำเพ็ญเพียรจะไม่ด้อยกว่าใคร แต่ประสบการณ์ในการเข้าร่วมสำรวจโบราณสถานถ้ำบำเพ็ญเพียรลึกซึ้งเช่นนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกของเขาจริงๆ ในด้านนี้เขาถือเป็น ‘มือใหม่’ อย่างแท้จริง
เขามีความมั่นใจ แต่ไม่ใช่คนหลงตัวเองจนโอหัง หากตนเองที่ขาดประสบการณ์ในการสำรวจโบราณสถานกระทำการส่งเดช มันก็มีโอกาสสูงที่จะถูกพวก ‘จิ้งจอกเฒ่า’ อย่างชือซินจื่อและเฒ่าเหยากุ่ยวางแผนเล่นงานเอาได้
ด้วยเหตุนี้ ตลอดทางเหอผิงจึงทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างยิ่ง
‘ตามที่ชือซินจื่อกล่าวมา การจะเข้าไปในถ้ำนั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงของทุกคนร่วมมือกัน คงยังไม่ถึงขั้นวางแผนชั่วร้ายอะไรในตอนนี้... แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ควรระวังตัวไว้ให้มากเป็นการดีที่สุด!’
เขายืนอยู่บนอ่างดำ จ้องมองบึงน้ำกว้างไกลนับสิบลี้ น้ำที่นี่เจือสีเหลืองจางๆ ดูคล้ายกับธารเหลืองมลทินในตำนานอยู่บ้าง
‘ธารเหลืองยากจะบริสุทธิ์ ทว่าเวิ้งน้ำแห่งนี้ไม่น่าใช่ธารเหลืองในความหมายที่แท้จริง’ เขาครุ่นคิดถึงตำนานที่เล่าขานกันมาแต่โบราณในโลกใบนี้ ทราบว่าน้ำธารเหลืองนั้นถือเป็นสิ่งโสโครกของเก้าสวรรค์สิบแผ่นดิน ไหลผ่านรอยแยกเก้าแห่งที่เชื่อมต่อสู่พื้นพิภพ ผ่านหุบเหวโหย่วฉยง ตกลงสู่ส่วนลึกของอาณาจักรห้วงเหวลึกใต้พิภพจนก่อตัวขึ้น น้ำธารเหลืองยังมีชื่อเรียกว่า ‘วารีจม’ ขึ้นชื่อเรื่อง ‘แม้แต่ขนห่านก็ยังไม่ลอย’ หากเป็นน้ำธารเหลืองของจริง อ่างทมิฬภูตพรายนี้คงข้ามไปไม่ได้
“พวกท่านดูนั่นสิ นั่นมันอะไรกัน!?”
ทันใดนั้น สตรีชุดแดงที่ถูกยายเฒ่าเหมียวฮวาพามาด้วยก็ร้องอุทานขึ้นมา ทุกคนมองตามทิศที่นางชี้ก็เห็นสิ่งหนึ่งลอยขึ้นมาบนผิวน้ำที่ขุ่นเหลืองและสงบนิ่ง
“...ศพงั้นรึ?”
หนึ่งในศิษย์แฝดสามของเฒ่าเหยากุ่ยตาดีมาก เขาจึงเอ่ยปากขึ้นทันที
“ศพ?”
สตรีชุดแดงยกมือปิดปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
นางถูกยายเฒ่าเหมียวฮวาพามา แต่กิริยาวาจาแสดงออกชัดเจนว่าเป็นเพียงปุถุชนที่ไม่รู้วิชา ซึ่งทำให้ทุกคนต่างพากันสงสัยในสถานะของนาง
“เป็นศพจริงๆ”
คนชุดเหลืองผู้นี้สายตาเฉียบแหลม แทบจะเทียบได้กับนกอินทรี เขาเห็นชัดเจนว่าบนผิวน้ำมีศีรษะหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
“ศพตั้ง?”
คนชุดเหลืองชะงัก ตาเบิกโพลง
เขาดูออกแล้วว่านั่นไม่ใช่คนซ่อนตัวอยู่ในน้ำ แต่เป็นศพที่ยืนตัวตรงทื่ออยู่ในน้ำ ร่างกายส่วนใหญ่อยู่ใต้น้ำ โผล่ขึ้นมาแค่ครึ่งหัว เส้นผมยังแผ่สยายอยู่บนผิวน้ำ
หัวคนนี้ไม่รู้ว่าแช่อยู่ในน้ำมานานเท่าไรแล้ว ใบหน้าหมองคล้ำ บวมอืด ดวงตาปิดสนิท ผมยาวรุงรังราวกับสาหร่าย
สถานการณ์เช่นนี้ผิดปกติอย่างยิ่ง พึงรู้ว่าศพทั่วไปที่แช่น้ำ ส่วนใหญ่มักจะลอยโดยแขนขาแนบไปกับลำตัว จะมีที่ไหนที่ยืนตรงดิ่งอยู่ในน้ำ มีเพียงเส้นผมลอยบนผิวน้ำ แล้วโผล่หัวขึ้นมาเป็นครั้งคราวเช่นนี้...
“เป็นไปไม่ได้ สถานที่แบบนี้จะมีศพได้อย่างไร?”
รอยย่นหว่างคิ้วของยายเฒ่าเหมียวฮวาราวกับถูกแกะสลักไว้จนเป็นรูปตัว ‘川’ เปลือกตาที่หนาเตอะราวกับรอยพับของนางกระตุกถี่ๆ หลายครั้ง
“ข้าคิดว่าเจ้าสิ่งนี้ดูไม่ชอบมาพากล…”
“...น่าสนใจ!”
อู๋เหมยจื่อเบิกเนตรปฐพี นัยน์ตาฉายแสงเทพสีเหลืองอ่อนสองสาย ยืดหดไม่แน่นอน เขาใช้อานุภาพแสงจากดวงตาส่องไปยังร่างศพนั้น
“เจ้าสิ่งนี้ข้าไม่รู้จัก... เพียงแต่ ข้าเคยได้ยินมาว่าในคัมภีร์เต๋าโบราณมีบันทึกไว้ ในบึงลึกทะเลสาบประหลาด จะมี ‘ปีศาจหนูวารี’ ชนิดหนึ่ง มันสามารถแปลงกายได้ หากมีศพคนตายลอยอยู่ริมน้ำ ผู้ที่พบเห็นหากลงไปช่วยดึงขึ้นมาก็จะจมน้ำตาย เป็นปีศาจที่มุ่งทำร้ายผู้คน”
“เฮอะๆ อู๋เหมยจื่อเจ้าดูผิดแล้ว นี่ไม่ใช่ปีศาจอะไรหรอก พึงรู้ไว้ว่าภูตผีปีศาจที่ทำร้ายคน ย่อมต้องมีกลิ่นอายปีศาจปะปนอยู่ไม่มากก็น้อย แต่เจ้าสิ่งนี้มีเพียงกลิ่นอายซากศพ ไม่มีกลิ่นอายปีศาจ นี่คือศพตั้ง”
เฒ่าเหยากุ่ยหัวเราะหึหึ
“จากมณฑลจงหวนทางตะวันตกมุ่งสู่ตะวันออก ไหลผ่านแม่น้ำหงเหอตอนล่างในเขตมณฑลตงหลี มีกลุ่มคนที่ยึดอาชีพกู้ศพอยู่ พวกเขามีกฎอยู่ว่า หากเจอศพตั้งในน้ำแบบนี้จะไม่กู้ขึ้นมาเด็ดขาด และชาวประมงท้องถิ่นหากได้ยินว่าน่านน้ำแถบนี้มีศพตั้งปรากฏขึ้น พวกเขาก็จะไม่เข้าไปจับปลาแถวนั้นเป็นอันขาด เพราะศพตั้งแบบนี้อัปมงคลอย่างยิ่ง หากเผลอไปตอแยเข้า ไม่เพียงรักษาชีวิตตัวเองไว้ไม่ได้ แต่จะพาลเดือดร้อนไปถึงทั้งครอบครัว”
“หมายความว่าเจ้าสิ่งนี้คือวิญญาณร้ายประเภทหนึ่ง?”
อู๋เหมยจื่อหันไปมองเขา
“ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว วิญญาณร้ายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับดวงจิตและวิญญาณผี แต่สิ่งนี้ถือเป็นเคราะห์ร้ายที่แผลงฤทธิ์ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนตายเคราะห์ร้ายเกิด’ น่าจะจัดเป็นอาถรรพ์มรณะชนิดหนึ่ง”
เฒ่าเหยากุ่ยส่ายหน้า
“พวกเจ้าลองมองลงไปใต้น้ำดูสิ…”
สิ้นเสียงเขา ตัวเรือที่แปลงมาจากอ่างดินเผาก็สั่นสะเทือนวูบหนึ่ง ชือซินจื่อรีบยกตะเกียงทองแดงในมือส่องลงไปในน้ำ แสงจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องลงสู่ผืนน้ำ เปลวเพลิงสีเขียววิกาลลุกโชนขึ้นวูบหนึ่ง ส่องสว่างทั่วบริเวณน่านน้ำทันที
“นี่มัน…”
น้ำเสียงของชือซินจื่อแฝงความตื่นตะลึง คนอื่นๆ ข้างกายก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ สตรีชุดแดงยิ่งรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
ตะเกียงทองแดงส่องทะลุน่านน้ำที่ขุ่นเหลือง ทำให้น้ำในทะเลสาบที่สงบนิ่งดูใสกระจ่างขึ้นมาทันตา ใต้น้ำเบื้องล่างอ่างทมิฬภูตพราย มองเห็นร่างเงาหลายร่างรางๆ ผมยาวสยายราวกับสาหร่าย เส้นผมแผ่กระจาย เคลื่อนไหวผ่านไปมาอยู่ใต้ผืนน้ำ
“นะ... นี่มันมีจำนวนเท่าไหร่กัน?!”
สีหน้าของยายเฒ่าเหมียวฮวาแปรเปลี่ยนไปมา สายตาเลื่อนไปยังใต้ทะเลสาบ จากชั้นน้ำที่ลึกลงไป สาหร่ายสีดำผืนใหญ่กำลังลอยตัวขึ้นมาข้างบน
เหอผิงเห็นภาพนี้ ในใจพลันบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาทันที–
คนตายกำลังเดินอยู่ใต้น้ำ!
‘กุมอำนาจสรรพวิญญาณแห่งแม่น้ำลำคลองท้องทะเล อีกทั้งกำหนดคราเคราะห์ภัยแล้งและน้ำท่วม ปกครองทั้งคนเป็นและคนตาย... ดูแลบัญชีบุญบาปความดีความชั่วของราษฎรชายหญิงทั้งหลาย รวมถึงการลงทัณฑ์แรงงานคนตายชั่วกัปชั่วกัลป์…’
...การลงทัณฑ์แรงงานคนตายชั่วกัปชั่วกัลป์!?
‘หรือว่ามหาเทพขุนนางวารีจะใช้วิธีนี้ในการขนส่งคนตาย ผ่านธารเหลืองมลทินส่งไปยังแดนยมโลกในหุบเหวลึก เพื่อรับโทษทัณฑ์ทำงานหนัก ชำระล้างบาปกรรมของตน แล้วค่อยเริ่มต้นใหม่กระนั้นหรือ?’