- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 94 มนุษย์ปลา
บทที่ 94 มนุษย์ปลา
บทที่ 94 มนุษย์ปลา
“แม้ชาวบ้านจำนวนมากในหมู่บ้านหมื่นสุขจะมีเลือดเนื้อและดูไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ติดตั้งกลไกสปริง ขับเคลื่อนด้วยระบบฟันเฟืองและพลังน้ำ สามารถขยับเขยื้อนได้เอง ไม่ต่างอะไรกับหุ่นชักใยของสำนักหุ่นเชิดเซียนของข้า ที่เพียงกระตุกเส้นด้ายก็เชิดให้เคลื่อนไหวได้…”
“หากจะกล่าวถึงสิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียว มันก็คงเป็นผู้ที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งมีวิธีการที่ล้ำเลิศและน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า สามารถใช้วิธีการที่เหนือจินตนาการของพวกเรา เปลี่ยนหมู่บ้านหมื่นสุขทั้งหมู่บ้านให้กลายเป็นโรงละครฉากใหญ่ เพื่อจัดการแสดงอันยอดเยี่ยมขึ้นที่นี่”
ชือซินจื่อชำเลืองมองอู๋เหมยจื่อแวบหนึ่ง
“สหายเต๋า เช่นเดียวกับท่าน ข้าอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาพักใหญ่แล้ว ชาวบ้านกว่าครึ่งหมู่บ้านถูกข้าลอบจับตัวมาทรมานรีดความลับ... น่าเสียดายที่สิ่งที่พวกเขาพูดได้นั้นแทบไม่ต่างกัน นอกจากคำร้องขอชีวิตและคำด่าทอแล้ว มันก็มีแต่วาจาซ้ำไปซ้ำมา ที่พูดได้จริงๆ นับรวมแล้วก็มีแค่ร้อยกว่าประโยคเท่านั้น”
ชือซินจื่อไม่ใช่คนโง่เขลา เขาใช้เวลาอยู่นานในการสืบความลับของชาวบ้านและตัวหมู่บ้านหมื่นสุข
หลังจากการตรวจสอบ เขาก็ตระหนักถึงความลับของหมู่บ้านแห่งนี้ นั่นคือชาวบ้านเหล่านี้ไม่ใช่ ‘คน’ จริงๆ ตรรกะความคิดของชาวบ้านถูกพลังบางอย่างปลูกฝังลงไป ส่งผลให้ชาวบ้านทุกคนสนทนาโต้ตอบได้ตามบทที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น กิจวัตรการออกไปทำนาทุกวัน หรือการทักทายเพื่อนบ้าน หากมีคนเข้าไปชวนคุย พวกเขาจะตอบคำถามได้ไม่มากนัก หากถูกซักถามมากเข้า พวกเขาก็จะเริ่มเผยพิรุธและตอบไม่ตรงคำถาม
ชือซินจื่อใช้วิธีการทรมานและจับชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านมาสอบสวน แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลที่ได้มานั้นน้อยนิดจนน่าใจหาย
“รูปแบบพฤติกรรมของชาวบ้านนั้นตายตัว โดยจะวนเวียนเป็นวัฏจักรประมาณเจ็ดวัน เมื่อครบเจ็ดวัน ความทรงจำของชาวบ้านทั้งหมดจะถูกลบล้างและเริ่มต้นใหม่ กลับไปสู่ช่วงเวลาเมื่อเจ็ดวันก่อนและดำเนินชีวิตตามลำดับเดิม...”
ชือซินจื่อลูบเครายาวของตน พลางกล่าวว่า “ชาวบ้านเหล่านี้ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย อย่างมากที่สุดหากฆ่าทิ้งในวันนี้ วันรุ่งขึ้นก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง เมื่อครู่นี้สหายเต๋าอู๋เหมยจื่อคงจะลงมือฆ่าไปคนหนึ่งแล้วสินะ แต่มันก็ไร้ประโยชน์ พรุ่งนี้คนผู้นั้นก็จะฟื้นขึ้นมา และจำเรื่องที่ตนถูกฆ่าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา หัวใจของทุกคนก็สั่นไหวเล็กน้อย ต่างพากันตกอยู่ในความเงียบงัน
อู๋เหมยจื่อเริ่มครุ่นคิด เฒ่าเหยากุ่ยสูบยาเส้นอีกครั้ง ยายเฒ่าเหมียวฮวาแค่นเสียงในลำคอพร้อมขมวดคิ้วแน่น ในเวลาเดียวกัน เหอผิงเองก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
‘นี่มัน NPC ชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ? รูปแบบการกระทำของชาวบ้านชัดเจนว่าถูกตั้งโปรแกรมไว้ ที่ตอบไม่ตรงคำถามก็น่าจะเป็นเพราะบทสนทนาที่ถูกออกแบบไว้มีจำกัด พอถามมากเข้า ปัญญาประดิษฐ์ก็เลยกลายเป็นปัญญาอ่อนไป”
“ความสามารถในการควบคุมความทรงจำ ฟังดูแล้วมีความเกี่ยวข้องกับ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ อยู่บ้างจริงๆ...”
อู๋เหมยจื่อดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ
“จริงสิ ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องเตือนพวกท่าน”
ชือซินจื่อหัวเราะชอบใจ “พวกท่านจงจำไว้ พื้นที่รอบหมู่บ้านแห่งนี้ในรัศมีหลายลี้ ถูกครอบคลุมด้วยค่ายกลใหญ่ที่มีบ่อน้ำโบราณเป็นศูนย์กลาง ใครก็ตามที่เข้ามาจะไม่รู้สึกผิดปกติใดๆ แต่ทันทีที่ก้าวออกไป พวกท่านจะสูญเสียความทรงจำที่เกี่ยวข้องไปอย่างน่าประหลาด”
“ว่ากระไรนะ?”
หญิงชราโกรธจัดขึ้นมาทันที
“ชือซินจื่อ เรื่องสำคัญขนาดนี้เหตุใดเจ้าถึงไม่รีบบอก...”
“ยายเฒ่าเหมียวฮวาโปรดใจเย็นลงก่อน ค่ายกลที่วางไว้ในหมู่บ้านนี้มีผลรุนแรงกับคนธรรมดา แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเรานั้น ผลของมันถือว่าธรรมดามาก หากเป็นพวกเรา จะลืมเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเข้าหมู่บ้านมาแล้วเท่านั้น ส่วนความทรงจำก่อนเข้าหมู่บ้านจะไม่มีปัญหาอันใด อย่างมากก็แค่เข้าใจผิดว่าตนเองยังไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้าน”
เขาหัวเราะหึหึ “หากไม่เชื่อจะลองดูก็ได้ แต่ทางที่ดีควรเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ตัวเอง บันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องเอาไว้จะดีกว่า”
“ชือซินจื่อ เจ้าเข้าออกหมู่บ้านนี้หลายครั้ง หรือว่าเจ้าใช้วิธีทิ้งข้อความไว้เพื่อรวบรวมข้อมูลของที่นี่งั้นรึ?”
เฒ่าเหยากุ่ยถามย้อนกลับไป
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ทุกครั้งข้าจะจดบันทึกเบาะแสที่รวบรวมได้เก็บไว้กับตัวล่วงหน้า เช่นนี้จึงจะไม่ลืมเรื่องที่ตนเองเข้าหมู่บ้านหลังจากออกไปแล้ว ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ข้าเข้าออกที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน ข้ารับประกันได้ว่าหลังจากออกจากหมู่บ้าน นอกจากความทรงจำจะหายไปแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาอื่นใดตามมา”
ชือซินจื่ออธิบายเสริม “วิธีการนี้น่าจะไม่ได้มีไว้เพื่อจัดการผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเรา แต่มีไว้เพื่อจัดการพวกคนธรรมดาที่หลงเข้ามาแล้วกลับออกไป”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ยายเฒ่าเหมียวฮวาที่กำลังจะอาละวาดก็สงบลง ภายในห้องราบเรียบไร้คลื่นลม ความเงียบงันเข้าปกคลุม ทุกคนในที่นั้นต่างไม่ส่งเสียง ราวกับกำลังทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดก็มีคนเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“ข้าไม่เข้าใจ หากเป็นไปตามความหมายของเจ้าชือซินจื่อ คนทั้งหมู่บ้านหมื่นสุขก็คือ ‘หุ่นเชิด’ อย่างนั้นรึ?”
ครู่ต่อมา ยายเฒ่าเหมียวฮวาก็ถามโพลงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “หรือว่า... ยอดคนรุ่นก่อนที่สร้างหมู่บ้านหมื่นสุขแห่งนี้ จะเป็นคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนของพวกเจ้า”
“ย่อมไม่ใช่แน่นอน”
ชือซินจื่อส่ายหน้ายิ้มขื่น พร้อมกับถอนหายใจออกมา
“วิธีการนั้นแตกต่างกันอย่างเชิง อีกทั้งผู้ที่สามารถสร้างแดนลับและหมู่บ้านหมื่นสุขแห่งนี้ได้ จะต้องเป็นยอดคนที่มีระดับเหนือกว่าขอบเขตบรรลุมรรคาขึ้นไป เคล็ดวิชาและวิธีการของท่านผู้นั้นเรียกได้ว่าเหนือจินตนาการของพวกเราไปไกลโข หมู่บ้านหมื่นสุขเองก็เป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดพิสดาร ที่นี่น่าจะเป็นเขตหวงห้ามที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหลงเข้าไปในทางเข้านั้น โดยทั้งหมู่บ้านถูกสร้างล้อมรอบบ่อน้ำโบราณหินบ่อนั้น”
“แล้วชาวบ้านในหมู่บ้านหมื่นสุขมีท่าทีอย่างไรต่อบ่อน้ำหินนั้น?”
อู๋เหมยจื่อรีบถามต่อทันที
“ชาวบ้านเหล่านั้นนับถือบ่อน้ำหินเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ชือซินจื่อตอบกลับ “จะว่าไป ชาวบ้านพวกนั้นก็มีจุดที่น่าสนใจอยู่บ้าง ข้าเคยจับคนจากภายนอกสิบกว่าคนส่งเข้ามาในหมู่บ้าน บีบบังคับให้พวกเขาอยู่ที่นี่หนึ่งคืน ผลปรากฏว่านอกจากคนส่วนน้อยไม่กี่คนแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่มีชีวิตรอดกลับมา เจ้าทายซิว่าคนพวกนั้นเจอเข้ากับอะไร...?”
“เจออะไรหรือ?”
สายตาของเหอผิงย้ายไปจับจ้องที่ชือซินจื่อ แต่เวลานี้ชือซินจื่อกลับทำสีหน้าลึกลับซับซ้อนคาดเดายาก
“ศิษย์น้องอย่าเพิ่งใจร้อน... ข้าเห็นว่าฟ้าใกล้จะมืดแล้ว เฒ่าเหยากุ่ย รบกวนเจ้าแสดงฝีมือสักหน่อย ข้ารู้จัก ‘วิชาเปลี่ยนเครื่องปั้นเป็นภูตผี’ ของสหายเก่าอย่างเจ้าดี หากอยากจะดูละครฉากเด็ดในคืนนี้ มันก็ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
“เรื่องง่ายๆ”
เฒ่าเหยากุ่ยเหลือกตามอง แขนเสื้อปัดผ่านบนโต๊ะ บนโต๊ะไม้หยางหยาบๆ ตัวนั้นก็ปรากฏตุ๊กตาดินเผารูปร่างแปลกประหลาดเพิ่มขึ้นมาหลายตัว ตุ๊กตาเหล่านั้นสูงเพียงไม่กี่นิ้ว หน้าตาดุร้ายเหมือนยักษ์มาร ทำท่าทางยักคิ้วหลิ่วตา รูปร่างอัปลักษณ์ ชัดเจนว่าเป็นภูตผีตัวเล็กๆ ที่ปั้นขึ้นจากดิน
เหอผิงเพ่งมองอย่างละเอียด ในดวงตาพลันมีประกายประหลาดวูบผ่าน ชั่วขณะนั้นเขาสังเกตเห็นว่าใบหน้าของตุ๊กตาดินเผาภูตผีเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวก็เปลี่ยนมาเหมือนหน้าเขา เดี๋ยวก็กลายเป็นหน้าของชือซินจื่อ หรือยายเฒ่าเหมียวฮวา
“วิชาสาปดินเผาของเฒ่าเหยากุ่ย ช่างลึกล้ำขึ้นทุกวันจริงๆ”
ชือซินจื่อหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า
“ทุกท่านอย่ามัวอยู่ที่นี่เลย พวกเราออกไปซ่อนตัวข้างนอกกันเถอะ อีกเดี๋ยวก็จะมีละครดีๆ ให้ดูแล้ว”
…
ราตรีกาลค่อยๆ ย่างกราย ดวงจันทร์ปีนป่ายขึ้นสู่ยอดไม้ ในบ้านดินของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงไฟวูบวาบเล็ดลอดออกมาตามหน้าต่างที่กรุด้วยกระดาษ นี่คือหมู่บ้านที่เงียบสงัด
ที่นี่ผู้คนน้อย เรื่องราววุ่นวายก็น้อย พอตกดึกแสงไฟก็ดับลงอย่างรวดเร็ว ในหมู่บ้านไม่มีผู้คน ไม่มีแมว ไม่มีสุนัข ไม่มีสัตว์เลี้ยง ป่ารอบๆ ก็เงียบกริบ ไร้ซึ่งเสียงนกร้องแม้แต่ตัวเดียว
บ้านหลังใหญ่ของหัวหน้าหมู่บ้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก รายล้อมด้วยป่าอันเงียบสงัด เนื่องจากท้องฟ้ามืดลง ต้นไม้ที่เดิมทีเขียวเข้มอมดำ บัดนี้กิ่งก้านและใบล้วนกลายเป็นสีดำสนิทดั่งน้ำหมึก
ภายใต้แสงจันทร์ที่ซีดจางดั่งคิ้วขาว เงาตะคุ่มของต้นไม้ดูราวกับคนกำลังแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ ทอดเงายาวเหยียดอย่างน่ากลัว
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละน้อย
ราตรีก็ยิ่งดึกสงัดลงเรื่อยๆ...
ฟิ้ว!
สายลมอาถรรพ์พัดโชยมา บานประตูบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงกระแทกไปมาเสียงดังปึงปัง สั่นไหวราวกับมีผีสิง
จากนั้นเงาร่างคนหลายร่างเดินฝ่าความมืดเข้ามา นั่นคือกลุ่มชาวบ้านรูปร่างผอมแห้ง พวกเขาไม่ได้ถือโคมไฟหรือคบเพลิง แต่ในมือกลับกำขวาน จอบ และเสียมแน่น บนใบหน้าประหลาดนั้น ดวงตาทั้งสองข้างส่องประกายวาววับ แฝงไปด้วยความกระหายเลือดอย่างรุนแรง
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเน่าจางๆ คล้ายกลิ่นคาวปลา เหล่าชาวบ้านต่างเกาที่ลำคอของตนพลางกำชับอาวุธการเกษตรล้อมบ้านหลังใหญ่นั้นไว้ มีบางคนปีนข้ามกำแพงเข้าไปเปิดประตู กลุ่มชาวบ้านที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหารพุ่งเข้าไปในตัวบ้าน เหวี่ยงขวาน จอบ และเสียม ทิ่มแทงใส่ร่างของกลุ่มคนที่กำลังนอนหลับอยู่
ท่ามกลางเลือดที่สาดกระเซ็น นัยน์ตาของชาวบ้านแดงฉานไปด้วยเส้นเลือด รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ศีรษะของคนเหล่านี้เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ลูกตาปูดโปนออกมา จ้องเขม็งราวกับกระดิ่งทองแดง ปากฉีกกว้าง เผยให้เห็นฟันแหลมคมเรียวยาวเต็มปาก
ศีรษะของชาวบ้านกลายเป็นรูปร่างของปลา ลำคอที่พวกเขาเกาไม่หยุดมีเหงือกปลางอกออกมา พวกเขายื่นกรงเล็บเรียวยาว ตะกุยศพของคนที่ตายไป แล้วเริ่มฉีกกระชากเลือดเนื้อ กัดกินเนื้อมนุษย์อย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังแล่เนื้อถลกหนัง
ภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้ถูกจับภาพไว้โดยลูกตาที่ลอยอยู่กลางอากาศนอกหน้าต่าง ผ่านทางทรงกลมเนตรหุ่น เหอผิงมองเห็นชาวบ้านกลายร่างเป็นอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งปลาอย่างชัดเจน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างอดไม่ได้
บางที ชาวบ้านเหล่านี้อาจคิดว่าตนกำลังเพลิดเพลินกับการกินเนื้อมนุษย์ แต่ในสายตาของเขา ชาวบ้านหัวปลาเหล่านั้นกำลังเคี้ยวเศษดินเผาอย่างบ้าคลั่ง จนปากถูกเศษดินแข็งบาดเลือดไหลโชกเต็มปากโดยที่พวกมันไม่รู้ตัวเลยสักนิด
“ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประหลาดแท้...”
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า