เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 การพิชิตด่าน

บทที่ 9 การพิชิตด่าน

บทที่ 9 การพิชิตด่าน


บทที่ 9 การพิชิตด่าน

แสงเทียนสั่นไหวพร่ามัว

อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่เปลวไฟจริง จึงไม่มีไออุ่นใดๆ แผ่ออกมาจากเทียนไข แสงสีส้มอมแดงที่ลอยล่องไปมานั้นกลับให้ภาพลักษณ์ที่ชวนขนหัวลุกเสียมากกว่า

โจวอิวถือเชิงเทียนเดินมุ่งหน้าไปยังทางออกที่ชั้นบนสุดของตึกผีสิงแห่งนี้

ขณะที่เขาเดินผ่านชั้นสี่ เทียนไขก็เริ่มลุกโชนอย่างรุนแรงเหมือนเช่นเคย แต่เขาไม่ได้เร่งจังหวะฝีเท้าเหมือนครั้งก่อนๆ เขายังคงรักษาจังหวะการเดินที่มั่นคง เดินสวนผ่านเหล่าใบหน้าและมือที่บิดเบี้ยว จนกระทั่งมาถึงชั้นห้า เขาจัดการไขแม่กุญแจตัวเขื่องออก แล้วจากนั้น—

เขาก็คว้าแม่กุญแจนั้นแล้วโยนลงไปชั้นล่างอย่างไม่ใส่ใจ

"เคร้ง!!!!"

เสียงโลหะกระทบพื้นดังสนั่นหวั่นไหว

ตึกทั้งหลังดูเหมือนจะสั่นสะเทือนไปตามเสียงนั้น!

ด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ ต่อให้เจ้าของบ้านจะหูหนวกก็น่าจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้แล้ว

ไม่ต้องพูดถึงว่าจากการเผชิญหน้ากันหลายครั้ง โจวอิวเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วว่าสัตว์ประหลาดตนนี้มีเพียงสายตาที่ย่ำแย่ ส่วนเรื่องการได้ยินของนางนั้น—

เฉียบคมถึงขีดสุด

เขาเดินเข้าไปในห้อง ผลักศพสองสามร่างให้พ้นทาง แล้วหาที่นั่งลงบนกองขยะอย่างสบายอารมณ์ เขาใช้นิ้วเคาะแขนพลางนับจังหวะการหายใจ

ในสภาวะที่ไม่มีนาฬิกา ร่างกายของมนุษย์นี่แหละคือเครื่องบอกเวลาที่ดีที่สุด ปกติแล้วการคำนวณจากชีพจรจะสะดวกที่สุด แต่น่าเสียดายที่อาการป่วยทำให้จังหวะหัวใจของโจวอิวเต้นไม่คงที่มาตลอด

ก๊าซชีวภาพยังคงอบอวลอยู่รอบตัว และสภาวะที่ออกซิเจนต่ำทำให้การหายใจแต่ละครั้งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าโจวอิวกลับไม่มีท่าทีทรมานเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับยิ่งสดใสขึ้น

สองนาทีต่อมา พร้อมกับเสียงปังที่ดังสนั่น ประตูไม้ก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง

และแล้ว จมูกที่เน่าแหว่งไปครึ่งหนึ่ง หน้าตาอัปลักษณ์ที่ดูเหมือนเปลือกไม้ผุพังของเจ้าของบ้านก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เพียงแค่เห็นโจวอิวยังคงนั่งอยู่อย่างสงบนิ่ง เจ้าของบ้านที่รีบถลาขึ้นมาด้วยความลนลานก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง—ดูเหมือนนางเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้—แต่แล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของนางเช่นกัน

ทว่าต่างจากโจวอิว รอยยิ้มนี้เต็มไปด้วยความอำมหิตและความมาดร้าย ราวกับแมวที่จับหนูได้ในที่สุด และกำลังกระหายที่จะเล่นสนุกกับเหยื่อของมัน

"นึกไม่ถึงเลยจริงๆ แกมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงครึ่งวัน กลับแอบผ่านหูผ่านตาพวกสัตว์เลี้ยงที่ยายแก่คนนี้เลี้ยงไว้จนขึ้นมาถึงชั้นห้าได้ แต่แกทำได้ยังไงกัน—"

เจ้าของบ้านกวาดสายตาไปที่เทียนไขในมือของโจวอิว นางหรี่ตาลงจ้องมองอยู่พักหนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา

"เหอะ ข้าว่าแล้วเชียว ที่แท้ก็เป็นหนึ่งในของที่ไอ้เด็กนั่นกลั่นขึ้นมานั่นเอง นึกว่ามันจะหมดไปแล้วเสียอีก ตอนนั้นยายแก่คนนี้เห็นว่าห้องนั้นมันสกปรกโสโครกเลยไม่ได้เข้าไปค้นดูให้ละเอียด ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นความผิดพลาดจริงๆ แต่น่าเสียดายที่แกกับไอ้เด็กนั่นก็ทำผิดพลาดเรื่องเดียวกัน อะไรกันล่ะ พบว่าเทียนไขแค่เล่มเดียวมันไม่พอ แล้วแกก็หนีไปไหนไม่ได้เลยใช่ไหม? เสียใจด้วยนะ ยายแก่คนนี้จะ—"

ทว่า สิ่งที่ตอบกลับนางมามีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา

"เอ่อ ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะนะครับ โอเคไหม?"

"...อะไรนะ?"

"ขอให้ผมได้พูดแทรกก่อนนะครับ เพราะเวลาของผมเหลือไม่มากแล้วจริงๆ" โจวอิวชูเทียนไขที่มอดไปกว่าครึ่งเล่มขึ้นแล้วเขย่าเบาๆ "คือผมขอถามอะไรคุณสักสองสามข้อก่อนได้ไหม?"

"...แกหมายความว่ายังไง?"

เจ้าของบ้านจินตนาการถึงปฏิกิริยาที่น่าจะเป็นของโจวอิวไว้สารพัด: ทั้งความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด ความลนลาน หรือการคุกเข่าอ้อนวอนพร้อมน้ำตานองหน้า—แต่นางไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ ทำเอาผู้อาวุโสถึงกับมึนตึบไปชั่วขณะ

แต่โจวอิวเพียงแค่หัวเราะในลำคอ

"คำถามแรก—และเป็นสิ่งที่ผมสงสัยมานานแล้ว—ด้วยสภาพของคุณในตอนนี้ครับคุณยาย ทำไมคุณยังยึดติดกับเรื่องเงินขนาดนี้อีกล่ะ?"

ประโยคนี้ดูเหมือนจะไปจี้จุดเข้าอย่างจัง เจ้าของบ้านพลันแผดเสียงร้องแหลมราวกับไก่ที่ถูกบีบคอ

"ก็แหงสิ มีแต่เงินเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้! ยายแก่คนนี้ทำงานงกๆ มาทั้งชีวิต ทั้งขู่เข็ญทั้งหลอกลวง ทำทุกอย่างเพื่อสะสมสมบัตินี้มา พอตายไปแล้วจะให้ยกให้คนนอกได้ยังไง! และก็เพราะเงินนี่แหละที่ทำให้ข้าถูกฉุดขึ้นมาจากหลุมศพได้ ถ้าไม่มีเงิน ยายแก่คนนี้จะอยู่รอดมาได้ยังไง!"

ดูเหมือนจะเป็นความโลภโดยสันดาน แต่ในคำพูดนั้นดูจะมีข้อมูลอื่นแฝงอยู่—เช่นว่า นางฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยเงินได้อย่างไร?

โจวอิวพินิจใบหน้าที่เหี่ยวแห้งนั้น เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่บอกคำตอบให้เขารู้แน่ๆ จึงทำได้เพียงถามคำถามต่อไป

"ถ้าอย่างนั้นคำถามที่สอง ผู้เช่าคนก่อนหน้าผมเขาเป็นยังไงบ้างครับ?"

"...แกจะถามไปทำไม?"

"ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่เพราะเขานั่นแหละผมถึงมาถึงที่นี่ได้" โจวอิวเขย่าเทียนไขในมือที่ใกล้จะมอดเต็มที "ผมเลยคิดว่าถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ผมอาจจะลองเริ่มใหม่แล้วช่วยเขาดูสักหน่อย—อย่างไรเสียผมก็เป็นคนกตัญญูรู้คุณคนน่ะครับ"

เจ้าของบ้านพลันแสยะยิ้มอำมหิต

"ไม่จำเป็นหรอก มันตายไปแล้ว ศพมันก็แขวนอยู่นั่นไง แต่ยายแก่คนนี้ไม่ได้ลงมือฆ่ามันหรอกนะ มันน่ะรนหาที่ตายเอง หลังจากข้ารู้ว่ามันคิดจะหนี ข้าก็เลยตัดขาทั้งสองข้างที่เหลือของมันทิ้งเสีย แล้วจากนั้นก็แวะไปเก็บชิ้นส่วนอวัยวะจากตัวมันวันละนิดวันละหน่อย ไม่ถึงสัปดาห์มันก็ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ข้าฆ่ามันทิ้ง ยายแก่คนนี้ก็ดันใจดีเกินไปจนยอมตกลงเสียด้วยสิ แต่ไม่ต้องห่วงนะ แกจะไม่ได้จบลงง่ายๆ แบบนั้นแน่ ข้าจะทรมานแกให้ยาวนานกว่านั้น รับรองว่าแกจะได้หายใจเฮือกสุดท้ายก็ต่อเมื่อ—"

"เอาละ คำถามที่สามครับ"

ก่อนที่นางจะทันได้พล่ามคำขู่จนจบ ก็ถูกโจวอิวพูดขัดคอขึ้นมาอีกครั้ง

โจวอวิมองดูสัตว์ประหลาดที่แทบจะสำลักน้ำลายตัวเองแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

"นี่เป็นคำถามสุดท้ายแล้ว ผมจะถามง่ายๆ—เอ่อ คุณยายครับ คุณไม่ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ในนี้บ้างเลยเหรอ?"

"กลิ่นแปลกๆ อะไร?"

รอยยิ้มของโจวอิวกลับยิ่งกว้างขึ้นไปอีก

"ดูเหมือนจมูกที่เน่าไปครึ่งหนึ่งของคุณจะใช้งานไม่ได้จริงๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ปล่อยให้ไอ้พวกนี้มันสะสมมานานขนาดนี้หรอก"

เขาแกว่งหัวไปมา หยิบเชิงเทียนขึ้นมาแล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปยังอีกฟากหนึ่ง

หญิงชราไม่ได้หยุดเขา แต่นางเริ่มขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะเริ่มสัมผัสได้ลางๆ ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

โจวอิวอาศัยจังหวะนี้เดินไปจนถึงผนังห้อง เขาพิงหลังกับมันอย่างสบายๆ แล้วกล่าวต่อไป

"แต่มันก็ปกติแหละครับ สถานที่แห่งนี้มีคนมาได้แค่สามประเภท: คือคุณ พวกศพ แล้วก็นรุ่นพี่ที่น่าสงสารของผม คุณกับพวกศพไม่จำเป็นต้องหายใจ เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งนี้ย่อมไม่มีผลกับพวกคุณ ส่วนรุ่นพี่ของผมเขาก็มัวแต่จดจ่อกับการจะหนีออกไป แถมเทียนที่เขาใช้มันก็ไม่มีคุณสมบัติของไฟจริงๆ มันเลยไม่ไปกระตุ้นไอ้สิ่งนี้เข้า และพอเขาถูกคุณทรมานจนสติแตก เขาก็ยิ่งไม่มีทางจะมานั่งพูดเรื่องพวกนี้หรอก สรุปแล้ว ผลประโยชน์เลยมาตกอยู่ที่ผมเต็มๆ..."

ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเจ้าของบ้าน นางไม่สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป แต่แผดเสียงตวาดออกมา

"แกกำลังพล่ามบ้าอะไรของแกกันแน่!"

ทว่าโจวอิวไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่มองไปที่หน้าต่างเพดานแล้วเอ่ยกับความว่างเปล่า

"จะว่าไป ผมเพิ่งนึกได้ว่าตอนเริ่มเกมผมสุ่มได้พรสวรรค์มาอันหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่จนถึงตอนนี้ผมเจอแต่กับดักประเภทตายคาที่ เลยไม่มีโอกาสได้ใช้มันเลย—แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมได้ใช้มันแล้วล่ะ"

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปในทันที

"อ้อ จริงด้วย เกมนี้ต้องการแค่ให้ผมหนีออกจากตึกสี่ แต่ไม่ได้ระบุไว้ใช่ไหมครับว่าผมต้องหนีออกไปด้วยวิธีไหน?"

ตรงหน้าของเขา ในที่สุดเจ้าของบ้านก็ตระหนักถึงอันตราย นางรีบอ้าปากกว้างตั้งใจจะใช้ความสามารถที่ทำให้เหยื่อแข็งทื่อตั้งแต่แรกเริ่ม

แต่โจวอิวขยับตัวเร็วกว่านาง

เขาหยิบกลักไม้ขีดออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านบน ขีดไฟขึ้นมาหนึ่งก้านแล้วจุดมัน

"คุณได้เปิดใช้งานทักษะ สมาธิไร้ตัวตน"

"คุณเข้าสู่สภาวะไร้ความรู้สึก ในสภาวะนี้คุณจะเมินเฉยต่อความกลัวและความเสียหายทางจิตใจทั้งหมด รวมถึงจะไม่เสียชีวิตจากผลกระทบของความเสียหายใดๆ"

"ทักษะนี้มีผลยาวนาน 10 วินาที—"

ก่อนที่เสียงแจ้งเตือนจะจบลง แสงไฟพลันสว่างวาบขึ้นตรงหน้า!

ในชั่วพริบตา ก๊าซชีวภาพที่สะสมอยู่เต็มห้องก็ถูกจุดระเบิด!

เพียงพริบตาเดียว การระเบิดที่รุนแรงก็กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่าง กองขยะ ซากศพ รวมถึงหญิงชราผู้นั้น ต่างถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ในขณะเดียวกัน คลื่นกระแทกที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็วก็ตามมา—ห้องใต้หลังคาเก่าๆ ไม่อาจทานทนต่อพลังงานมหาศาลนี้ได้ เพียงพริบตาเดียวมันก็แตกร้าวและพังพินาศจากภายในสู่ภายนอก

และโจวอิวเองก็ย่อมไม่อาจหนีพ้นแรงปะทะนี้ไปได้

เขารู้สึกราวกับถูกรถบรรทุกพุ่งชนเข้าอย่างจัง ร่างของเขาปลิวถลาไปตามแนวนอนพร้อมๆ กับผนังที่พังทลาย ภายใต้ความเจ็บปวดที่แสนสาหัส อวัยวะภายในของเขาดูเหมือนจะฉีกขาดออกจากกัน แม้แต่สมองก็รู้สึกเหมือนถูกบดขยี้ทั้งเป็น

นี่คือความเสียหายที่เกินกว่ามนุษย์จะทนรับได้ โจวอิวรู้ดีว่าทันทีที่เวลาถอยหลังของทักษะสิ้นสุดลง เขาจะต้องตายอย่างอนาถแน่นอน

แต่เขาก็ยังคงยิ้มอยู่ เป็นรอยยิ้มที่มีความสุขยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ดันเจี้ยนแห่งนี้มา

เพียงเพราะว่า ในสายตาที่พร่ามัวลงอย่างรวดเร็วนั้น เขามองเห็นเฉดสีน้ำเงินเข้มรำไร

—นั่นคือสีครามของท้องฟ้า

"ขอแสดงความยินดี คุณพิชิตดันเจี้ยนผู้เริ่มต้น: หลบหนีจากตึกสี่ สำเร็จ"

"ยืนยันการเสียชีวิตของเจ้าของบ้าน, ยืนยันการเสียชีวิตของ 'ประตูด่านซากศพ'"

"คุณปฏิบัติภารกิจสำเร็จเกินความคาดหมาย คุณจะได้รับรางวัลพิเศษ..."

จบบทที่ บทที่ 9 การพิชิตด่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว