- หน้าแรก
- เมื่อผมเลิกชอบคุณ ไฉนคุณถึงเพิ่งมาเสียดาย
- บทที่ 18 เริ่มรู้สึกไม่ชิน
บทที่ 18 เริ่มรู้สึกไม่ชิน
บทที่ 18 เริ่มรู้สึกไม่ชิน
อาจจะเป็นเพราะซูเชี่ยนอีหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดเข้าข้างตัวเองได้แล้ว เธอจึงไม่ได้รู้สึกกระวนกระวายใจกับการถูกเซี่ยซูทำเมินใส่มากเท่ากับตอนกลางวัน
หลังจากกินข้าวเสร็จ เธอก็ลงมือวาดรูปต่อ กว่าจะปั่นงานเสร็จก็ปาเข้าไปดึกดื่นค่อนคืน
เมื่ออาบน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จ เธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กวีแชตตามความเคยชิน
มีข้อความเด้งเข้ามามากมาย แต่มันกลับไม่ใช่ข้อความจากเซี่ยซู ล้วนแล้วแต่เป็นข้อความจากแชทกลุ่มหรือไม่ก็จากเพื่อนคนอื่นๆ ทั้งนั้น
ริมฝีปากสีแดงระเรื่อของเธอเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง เธอพิมพ์ตอบข้อความเหล่านั้นส่งๆ ไปอย่างขอไปที จากนั้นก็กดเข้าแอปนู้นออกแอปนี้ไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้จะทำอะไรดี
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เธอก็กดกลับเข้ามาในวีแชตอีกครั้ง พอเห็นว่าเซี่ยซูก็ยังคงไม่ส่งข้อความมาหา ความรู้สึกกระวนกระวายใจก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกระลอก
ถึงแม้ลึกๆ ในใจเธอจะพร่ำบอกตัวเองว่า เซี่ยซูอาจจะจงใจแกล้งทำเมินใส่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอก็เถอะ แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับรู้สึกโหวงเหวงในใจอย่างบอกไม่ถูก
มันรู้สึกเหมือน... มีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป
ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจกดเข้าไปในหน้าต่างแชทของเซี่ยซู แล้วเลื่อนขึ้นไปอ่านแชทเก่าๆ ที่เคยคุยกัน
ปกติแล้ว เวลานี้จะเป็นเวลาเข้านอนของเธอ และเซี่ยซูก็จะส่งข้อความมา 'บอกฝันดี' ให้เธอตรงเวลาเสมอ
แต่ข้อความเหล่านั้น... มันกลับขาดหายไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว
เธอเลื่อนหน้าจอขึ้นไปดูแชทเก่าๆ ให้สูงขึ้นไปอีก แล้วก็พบข้อความ 'มอร์นิ่ง' ที่เซี่ยซูมักจะส่งมาให้ในเวลาเดิมของทุกเช้า
และข้อความนี้... มันก็ขาดหายไปตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้วเหมือนกัน... ซูเชี่ยนอีรู้สึกจุกอยู่ที่คอหอย เธอทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ ที่จู่ๆ สิ่งที่เธอเคยได้รับจนชินชากลับหายวับไปกับตา
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงหลอกตัวเองต่อไปว่า อีกเดี๋ยวเซี่ยซูก็คงจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เธอไม่จำเป็นต้องไปกังวลอะไรให้มากความหรอก
ก็ตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจนเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็วนเวียนอยู่ข้างกายเธอมาตลอด และในอนาคตเขาก็จะยังคงอยู่ตรงนี้แหละ!
บางทีพวกรูมเมตของเขาอาจจะเป่าหูให้เขาเล่นตัว แกล้งทำเป็นเมินใส่เธอเพื่อลองใจก็ได้
มุกตื้นๆ หลอกเด็กอนุบาลแบบนั้น คนโตๆ อย่างเธอไม่หลงกลหรอกย่ะ!
คิดได้ดังนั้น ซูเชี่ยนอีก็กดออกจากหน้าต่างแชท หยิบหูฟังมาเสียบ แล้วกดสุ่มเปิดหนังดูฆ่าเวลา กะว่าพอดูจนง่วงเมื่อไหร่ก็ค่อยนอน
ตัดภาพมาที่ฝั่งของเซี่ยซู เขาบอกฝันดีหร่วนเนี่ยนซีไปตั้งนานแล้ว และตอนนี้ก็กำลังหลับสนิทเข้าเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อยแล้ว
เซี่ยซูนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจเฉิบ ผิดกับหร่วนเนี่ยนซีที่ต้องมานั่งกระสับกระส่ายเพราะการกระทำของเขาในวันนี้
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
วันนี้เซี่ยซูทำดีกับเธอมากเหลือเกิน เธอทั้งมีความสุขและรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง
ก็แหงล่ะ เธอถูกเขาละเลยมาตั้งหลายปี ต้องทนเจ็บปวดทรมานมาตั้งเท่าไหร่ จู่ๆ ความฝันก็กลายเป็นจริงขึ้นมาเสียอย่างนั้น... มันช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว จนเธอรู้สึกว่ามันดูเหนือจริงเกินไป
เธอเริ่มสงสัยว่านี่อาจจะเป็นอาการหลงผิดอย่างที่หมอเคยเตือนเอาไว้แน่ๆ
เธอรีบหยิบยาขึ้นมากินไปหลายเม็ด หวังว่ามันจะช่วยบรรเทาอาการฟุ้งซ่านนี้ลงได้บ้าง แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ยาจะไม่ได้ผลเอาเสียเลย
ไม่ได้การละ เธอต้องหาเวลาไปหาหมอโดยด่วน
ถ้าขืนปล่อยให้อาการมันแย่ลงไปกว่านี้จนเธอควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่อกับแม่จะต้องไม่ยอมให้เธออยู่ที่นี่ต่อแน่ๆ
เธอไม่อยากไปจากที่นี่เลย...
เช้าวันรุ่งขึ้น
เซี่ยซูก็ยังคงเป็นคนแรกที่ตื่นนอนเหมือนเคย
และเขาก็ยังคงไม่ยอมลุกจากเตียงไปกวนเวลานอนของพวกแก๊งลูกชายเหมือนเดิม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความอรุณสวัสดิ์ส่งไปหาหร่วนเนี่ยนซี
ทีแรกเขาคิดว่าป่านนี้หร่วนเนี่ยนซีคงจะยังไม่ตื่น แต่พอกดส่งข้อความไปได้ปุ๊บ เธอก็พิมพ์ตอบกลับมาว่า "มอร์นิ่ง" แทบจะในทันที
เซี่ยซูเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ หร่วนเนี่ยนซีตื่นเช้าขนาดนี้เลยเหรอ??
ในเมื่อเห็นว่าเธอออนไลน์อยู่ เซี่ยซูก็เลยชวนคุยสัพเพเหระต่ออีกสองสามนาที
จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกของพวกลูกชายดังระงมขึ้นทีละคนๆ เขาถึงได้เอ่ยปากชวนหร่วนเนี่ยนซีไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหารด้วยกัน
ฝั่งของหร่วนเนี่ยนซีเงียบหายไปหลายนาที ก่อนจะตอบกลับมาสั้นๆ ว่า "อืม"
เมื่อได้คำตอบรับ เซี่ยซูก็ลุกไปจัดการธุระส่วนตัว
เช้านี้พวกเขามีเรียนกันอีกแล้ว
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาก็กดเข้าไปเช็กข้อความในแชทกลุ่มของห้อง อาจารย์เพิ่งจะส่งข้อความมาแจ้งว่าวิชาเรียนเช้านี้ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรไปบ้าง
และสำหรับเช้านี้ สิ่งที่ต้องพกไปมีแค่แล็ปท็อปเครื่องเดียวเท่านั้น ไม่ต้องแบกอย่างอื่นไปให้หนัก
คณะที่พวกเขาเรียนมีวิชาเรียนยิบย่อยเยอะแยะไปหมด แถมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในแต่ละวิชาก็ไม่เหมือนกันอีก
อย่างเช่นเมื่อวาน พวกเขาต้องหอบกระเป๋าเครื่องมือใบเบ้อเริ่มไปเรียน พอมาวันนี้ใช้แค่แล็ปท็อปเครื่องเดียว ส่วนพรุ่งนี้ก็อาจจะต้องเตรียมอุปกรณ์ทำงานฝีมือไปอีก
บางทีพอเรียนหลายๆ วิชาเข้า นักศึกษาก็พากันลืมว่าวิชาไหนต้องเอาอะไรไปบ้าง พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยๆ พวกอาจารย์ก็เลยชินกับการต้องมาคอยแจ้งเตือนในแชทกลุ่มก่อนถึงเวลาเรียนเสมอ
พวกเขาทั้งสี่คนหอบแล็ปท็อปเดินตรงดิ่งไปที่โรงอาหารทันที
สำหรับเด็กมหาวิทยาลัยที่คุ้นชินกับการนอนดึกตื่นสาย ถึงแม้ฟ้าจะสางแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเดินตาปรือ งัวเงียเหมือนคนเมายากันอยู่ดี
ผิดกับเซี่ยซูที่เข้านอนแต่หัวค่ำ ตอนนี้เขาดูกระปรี้กระเปร่าสดใส แตกต่างจากพวกแก๊งลูกชายทั้งสามคนอย่างเห็นได้ชัด
พวกนั้นเดินหาวหวอดๆ หน้าตาอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่พอเหลือบไปเห็นหร่วนเนี่ยนซียืนรออยู่หน้าโรงอาหารเท่านั้นแหละ อาการง่วงเหงาหาวนอนก็ปลิวหายไปในพริบตา กลับมาทำหน้าตาเบิกบานสดใสราวกับดอกไม้บานยามเช้า
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้คิดจะจีบหร่วนเนี่ยนซี แต่จะให้มาทำตัวโทรมเป็นซอมบี้ต่อหน้าสาวสวย มันก็คงจะดูเสียฟอร์มแย่ ใช่ไหมล่ะ?
พอเดินเข้าไปใกล้หร่วนเนี่ยนซี เซี่ยซูก็สังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเธอได้อย่างชัดเจน เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "นี่เธอ... เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ"
ด้วยความที่หร่วนเนี่ยนซีเป็นคนผิวขาวจัด รอยคล้ำใต้ตาเลยยิ่งดูเด่นชัดขึ้นไปอีก มองเผินๆ นึกว่าเธออดหลับอดนอนมาหลายคืนติดเสียอีก
หร่วนเนี่ยนซีบีบมือตัวเองแน่นด้วยความประหม่า ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่แค่เธอนอนไม่ค่อยหลับหรอกนะ
แต่เธอไม่ได้นอนเลยต่างหาก
เมื่อคืนนี้ เธอนอนตาค้างยันสว่างเลยล่ะ
เซี่ยซูขมวดคิ้วมุ่น พลางเหลือบมองมือที่ว่างเปล่าของเธอ "เช้านี้เธอไม่มีเรียนใช่ไหม"
"อืม"
"งั้นกินข้าวเสร็จแล้ว เธอก็รีบกลับไปนอนพักผ่อนซะนะ จะได้นอนหลับสนิทๆ"
"อืม"
บทสนทนาสั้นๆ จบลงแค่นั้น ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเดินไปต่อแถวซื้ออาหารเช้าที่หน้าต่างบริการ
จังหวะที่เซี่ยซูกำลังจะยื่นบัตรทานอาหารไปแตะสแกน เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเหมือนเขาจะลืมเติมเงินใส่บัตรนี่นา เมื่อคืนเขาก็ออกไปซื้อของกินข้างนอก ไม่ได้ใช้บัตรทานอาหาร ก็เลยลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
พอมานึกขึ้นได้ตอนนี้ เขาก็ชะงักมือหมายจะดึงบัตรกลับ แต่ความเคยชินมันทำให้เขายื่นบัตรไปแตะที่เครื่องสแกนเรียบร้อยแล้ว
ทีแรกเขากะจะดึงบัตรออก แล้วหันไปขอยืมบัตรของพวกแก๊งลูกชายมาใช้แทน แต่ในวินาทีถัดมา เครื่องสแกนตรงหน้ากลับส่งเสียงปี๊บ บ่งบอกว่าทำรายการสำเร็จ พร้อมกับแสดงยอดเงินคงเหลือในบัตรขึ้นมาหราบนหน้าจอ
"เชี่ยยย! เลขศูนย์นั่นมันกี่ตัวกันวะเนี่ย!!?"
เซี่ยซูยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว จ้าวหลินที่ยืนต่อแถวอยู่ข้างหลังก็แหกปากร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"อะไรวะ? เกิดอะไรขึ้น?"
หลี่ต๋ากับหลิวผิงที่ยืนต่อแถวอยู่ข้างหลังจ้าวหลินอีกที เอาแต่ชะเง้อมองเมนูอาหาร เลยไม่ได้สังเกตเห็นยอดเงินในบัตรของเซี่ยซู พอได้ยินจ้าวหลินร้องลั่นแบบนั้น พวกเขาก็พลอยสะดุ้งตกใจไปด้วย
แม้กระทั่งนักศึกษาคนอื่นๆ ที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลัง ต่างก็พากันชะโงกหน้ามามองจ้าวหลินเป็นตาเดียว
แต่จ้าวหลินกลับหันไปมองหน้าเซี่ยซู แล้วเอ่ยถามด้วยความงุนงง "ไอ้เซี่ยซู นี่มึงเติมเงินใส่บัตรทีเดียวเท่าไหร่วะเนี่ย? เมื่อกี้แม่งเร็วเกิน กูมองไม่ทันเลย"
เซี่ยซูเองก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน "กู... กูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ"
เมื่อวานเขาได้เติมเงินใส่บัตรด้วยเหรอ?
เขาจำไม่ได้เลยแฮะ
ทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นกันสุดๆ ในเมื่อเซี่ยซูเองก็ยังมองไม่ทัน เขาเลยยื่นบัตรให้จ้าวหลินเอาไปแตะสแกนจ่ายค่าข้าวของตัวเองดูอีกรอบ จะได้เห็นยอดเงินชัดๆ กันไปเลย
คราวนี้ ทุกสายตาที่อยู่ด้านหลังต่างก็จ้องเขม็งไปที่หน้าจอเครื่องสแกนอย่างพร้อมเพรียง
จ้าวหลินแตะบัตรลงไป และยอดเงินคงเหลือก็ปรากฏขึ้น
คราวนี้ ทุกคนเห็นยอดเงินนั้นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
จ้าวหลิน : "ไม่ใช่ละ ไอ้เซี่ยซู นี่มึงรวยขนาดนี้เลยเหรอวะ? เติมเงินกินข้าวทีละเป็นหมื่นเนี่ยนะ!"
หลี่ต๋า : "มึงไปแอบเก็บหอมรอมริบเงินเยอะขนาดนี้มาตั้งแต่ตอนไหนวะเนี่ย??"
หลิวผิง : "ไม่จริงน่า เป็นไปไม่ได้"
เซี่ยซู : "..."
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เซี่ยซูก็พอจะเดาอะไรบางอย่างออกลางๆ
เขาปรายตามองหร่วนเนี่ยนซีที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างกาย
ดูเหมือนว่า... เขาจะเผลอเกาะผู้หญิงกินโดยไม่รู้ตัวเสียแล้วสิ