- หน้าแรก
- นักล่าอสูร เกิดใหม่เป็นน้องสาวโยริอิจิ ผู้ใช้ปราณหิมะ
- บทที่ 25: เกาะคนในครอบครัวกินดีกว่า
บทที่ 25: เกาะคนในครอบครัวกินดีกว่า
บทที่ 25: เกาะคนในครอบครัวกินดีกว่า
โยริอิจิรับดาบเพลิงสุริยันจากมือของยูโกะด้วยความประหลาดใจ เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดมันเบาๆ ทว่าคราบเลือดนั้นราวกับถูกเคลือบฝังแน่นเป็นเนื้อเดียวกับใบดาบ ไม่อาจเช็ดออกได้เลยแม้แต่น้อย
สีของมันดูคล้ายคลึงกับดาบสีชาด ทว่าอุณหภูมินั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มันเย็นเฉียบ
เขาสัมผัสได้ตั้งแต่ตอนที่ยูโกะป้ายเลือดลงบนบาดแผลของเขาเมื่อครู่นี้แล้ว ว่ามันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ยูโกะเอ่ยอธิบาย "ตราบใดที่ไม่ได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์ มันจะคงสภาพนี้อยู่ได้นานถึงสามวันเต็มๆ เลยล่ะค่ะ"
มนตร์อสูรโลหิตนั้นเปรียบเสมือนพลังพิเศษหรือเวทมนตร์ ซึ่งมักจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อสูรแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมนตร์อสูรโลหิตอันพิสดารหลากหลายรูปแบบ แม้แต่พลังการฟื้นฟูร่างกายที่ทำให้อสูรแตกต่างจากมนุษย์ก็ยังต้องชิดซ้าย สิ่งเดียวที่พวกมันหวาดกลัวก็คือแสงตะวัน
ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง มนตร์อสูรโลหิตจะสูญเสียพลังอำนาจไปจนสิ้น
แม้ยูโกะจะยังไม่ได้ทดลองด้วยตัวเอง แต่มนตร์อสูรโลหิตนั้นเป็นสัญชาตญาณที่ฝังรากลึกอยู่ในสมองของอสูร เธอจึงสามารถทำความเข้าใจมันได้โดยสัญชาตญาณ
หลังจากอธิบายจบ เธอก็เลิกคิ้วขึ้นพลางโอ้อวด "เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะคะ?"
"...เจ๋งจริงๆ" เมื่อเห็นยูโกะกลับมาร่าเริงเหมือนเก่า ริมฝีปากของโยริอิจิก็คลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
จู่ๆ ยูโกะก็เอ่ยถามขึ้นมา "อ้อ จริงสิคะท่านพี่ ท่านพี่ยังติดต่อกับคุณทามาโยะอยู่หรือเปล่าคะ?"
โยริอิจิส่ายหน้าปฏิเสธ
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเขากับทามาโยะมีเพียงการร่วมมือกันขับไล่มุซันในวันนั้นเท่านั้น นับแต่นั้นมาเขาก็ไม่ได้พบหน้านางอีกเลย นับประสาอะไรกับการติดต่อสื่อสาร
"อย่างนั้นหรือคะ..." ยูโกะทอดถอนใจด้วยความเสียดายเล็กน้อย
ในอนาคต ดูเหมือนว่าทันจิโร่จะได้พบกับทามาโยะที่อาซากุสะ ทว่าในยามนี้ยังคงเป็นยุคเซ็นโกคุ ซึ่งห่างไกลจากยุคไทโชถึงหลายร้อยปี ใครจะไปรู้ล่ะว่าป่านนี้คุณทามาโยะไปอยู่ที่ไหนแล้ว?
ดูเหมือนว่าการหางานทำจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
สู้เกาะคนในครอบครัวกินอยู่บ้านเฉยๆ ยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนหิวตาย
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยมนตร์อสูรโลหิตของเธอ บาดแผลของโยริอิจิก็จะสามารถสมานตัวได้อย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวนะ นี่ดูเหมือนว่าเธอจะบังเอิญคิดค้นเครื่องจักรนิรันดร์ขึ้นมาได้เสียแล้วสิ
เมื่อถูกยูโกะจ้องมองด้วยสายตาเหม่อลอยราวกับคนตกอยู่ในภวังค์ โยริอิจิก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งกระดูกสันหลังอย่างบอกไม่ถูก เป็นความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับตั้งแต่เผชิญหน้ากับราชาอสูร
ในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ยูโกะก็พูดขึ้นมาก่อน "ท่านพี่คะ ท่านพี่ยังจำคุณสุมิโยชิได้ไหมคะ?"
โยริอิจิชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดยูโกะจึงเอ่ยถึงสุมิโยชิขึ้นมาในเวลานี้ ทว่าเขาก็ยังคงพยักหน้ารับ
"แน่นอนสิ"
สถานที่ที่ครอบครัวของสุมิโยชิพำนักอยู่ ก็คือสถานที่ที่เขาและอุตะเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั่นเอง
ยูโกะคลี่ยิ้ม "ไว้หาโอกาสไปเยี่ยมพวกเขาดูไหมคะ ไปดูว่าตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง"
และจะได้ถือโอกาสตามหาดอกฮิกังบานสีน้ำเงินไปด้วยเลย
ความเป็นไปได้สูงที่เธอสามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของมุซันได้นั้น น่าจะเป็นเพราะเธอเผลอกินดอกฮิกังบานสีน้ำเงินเข้าไปในระหว่างที่พักอาศัยอยู่ที่บ้านของสุมิโยชิ
ดูเหมือนว่าในเนื้อเรื่องช่วงหลัง เนซึโกะจะสามารถเอาชนะจุดอ่อนเรื่องแสงตะวันได้ ทว่ายูโกะก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเธอเองจะสามารถเอาชนะแสงตะวันได้หรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว เนซึโกะก็ไม่ได้เอาชนะแสงตะวันได้ตั้งแต่แรก และครอบครัวของเธอก็ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นมานานนับร้อยปี บางทีบรรพบุรุษของพวกเขาอาจจะกินมันสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน จนก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม ซึ่งนำไปสู่ข้อยกเว้นอย่างเนซึโกะก็เป็นได้
แล้วเธอล่ะ กินเข้าไปกี่มื้อกันเชียว?
ยูโกะรู้สึกว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปรับการรักษาเพิ่มเติม
เมื่อได้ยินคำพูดของยูโกะ โยริอิจิก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์
ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ที่ครอบครัวของสุมิโยชิให้การต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ
เนิ่นนานให้หลัง เขาก็พยักหน้ารับ
"ตกลง"
...ท่ามกลางฤดูกาลแห่งมวลบุปผาเบ่งบาน สองพี่น้องได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของสุมิโยชิในยามพลบค่ำ
"ท่านโยริอิจิ ท่านยูโกะ ไม่ได้พบกันเสียนาน สองปีแล้วสินะขอรับ!" สุมิโยชิยกน้ำชามาต้อนรับ ในขณะที่สุมิโกะกำลังกล่อมลูกน้อยให้เข้านอนอยู่ในห้องด้านใน
เมื่อได้พบหน้าผู้มีพระคุณอีกครั้ง ใบหน้าของสุมิโยชิก็เปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี
เมื่อก้าวล่วงเข้าสู่ตัวเรือน ยูโกะก็ถอดหมวกสานออก แล้วนั่งสำรวมเคียงข้างโยริอิจิเบื้องหน้าสุมิโยชิ พลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
"ต้องขออภัยด้วยนะคะ ที่มารบกวนในยามวิกาลเช่นนี้"
เนื่องจากยูโกะไม่แน่ใจว่าตนเองสามารถเอาชนะจุดอ่อนเรื่องแสงตะวันได้แล้วหรือยัง เธอจึงทำได้เพียงมาเยือนในยามค่ำคืนเท่านั้น
อันที่จริง เธอสามารถย่อส่วนร่างกายให้เล็กลงเหมือนอย่างเนซึโกะ แล้วให้โยริอิจิแบกใส่กล่องไม้หลังลาย กลายเป็นสองพี่น้องนักล่าอสูรเวอร์ชันยุคเซ็นโกคุก็ได้เหมือนกัน
ทว่าเธอทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องให้โยริอิจิแบกขึ้นหลังเหมือนเด็กเล็กๆ แบบนั้น
สุมิโยชิรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน "ไม่เลยขอรับ ไม่เลย ท่านยูโกะเกรงใจกันเกินไปแล้ว..."
คำพูดของสุมิโยชิชะงักค้างไปกะทันหัน สายตาของเขาถูกดึงดูดด้วยดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ของยูโกะ ซึ่งสะท้อนกับแสงตะเกียงน้ำมัน
บรรยากาศชะงักงันไปชั่วขณะ และในจังหวะนั้นเอง สุมิโกะ ภรรยาของสุมิโยชิ ก็เดินออกมาจากห้องด้านในพอดี
นางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมชื้นบนหน้าผาก "กว่าจะหลับได้ เล่นเอาเหนื่อยเลย"
ยูโกะคลี่ยิ้มให้นาง "การกล่อมเด็กให้เข้านอนนี่ไม่ใช่งานง่ายๆ เลยใช่ไหมคะ?"
สุมิโกะยิ้มตอบ "ใช่แล้วค่ะ เด็กคนนั้นซุกซนเกินไปจริงๆ"
"ขนาดตกดึกแล้วก็ยังพลังงานล้นเหลืออยู่เลย"
นับตั้งแต่วันนั้น สุมิโกะก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายอีกคน ซึ่งในยามนี้ยังเป็นเพียงทารกแบเบาะในห่อผ้าเท่านั้น
"ท่านโยริอิจิ ท่านยูโกะ ดึกป่านนี้แล้ว คืนนี้พักค้างแรมที่บ้านของเราเถิดนะขอรับ" แม้สุมิโยชิจะมีความสงสัยเคลือบแคลงอยู่บ้าง ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนด้วยนะคะ"
สุมิโยชิจัดเตรียมห้องหับให้ทั้งสองได้พักผ่อน... เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ก่อนที่รุ่งอรุณจะมาเยือน สองพี่น้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเคารพหลุมศพของอุตะ
ในระหว่างที่โยริอิจิกำลังปัดกวาดทำความสะอาดหลุมศพ ยูโกะก็เดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณนั้น
ดอกไม้อยู่ไหนนะ?
ดอกไม้อยู่ไหนกัน?
โยริอิจิมองดูยูโกะที่เดินวนไปวนมาด้วยความงุนงง
ยูโกะขมวดคิ้วมุ่น หรือว่ามันจะไม่บานในฤดูใบไม้ผลิกันนะ?
เธอหวนนึกถึงตอนที่มาเยือนเมื่อสองปีก่อน ดูเหมือนว่าตอนนั้นจะเป็นช่วง... ฤดูร้อนสินะ
และในตอนนั้น ดอกไม้พวกนั้นก็ดูเหมือนจะเบ่งบานขึ้นมาอย่างกะทันหัน หากมันบานอยู่ก่อนหน้าที่พวกเธอจะมาถึง ยูโกะก็คงไม่มีทางที่จะพลาดสังเกตเห็นดอกไม้ที่มีลักษณะพิเศษเช่นนั้นอย่างแน่นอน
เบ่งบานอย่างฉับพลัน และร่วงโรยอย่างกะทันหัน
มิน่าล่ะ มุซันถึงหาไม่เจอเสียที แม้เวลาจะล่วงเลยมาเนิ่นนานปานนี้แล้วก็ตาม
หากเป็นเช่นนั้น เธอคงต้องมาเสี่ยงดวงดูอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนเสียแล้ว
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ยูโกะก็ทอดถอนใจออกมา
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย ขอบฟ้าเบื้องไกลปรากฏแสงสีขาวจางๆ ดุจท้องปลา
สองพี่น้องเดินทางกลับมาที่บ้านของสุมิโยชิ
สุมิโยชินั่งอยู่ตรงชานเรือน โบกมือทักทายพวกเธอด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "ท่านโยริอิจิ ท่านยูโกะ อาหารเช้าเสร็จแล้วนะขอรับ"
"ขอบคุณค่ะ" ยูโกะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในตัวบ้าน หลบเลี่ยงแสงแดดที่เริ่มสาดส่องเข้ามา
สุมิโกะยกอาหารมาตั้งโต๊ะ และโต๊ะอาหารก็ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดสาดส่องลงมาพอดี
โยริอิจิผู้แสนจะรอบคอบ คีบกับข้าวใส่ชามแล้วนำไปให้ยูโกะ ซึ่งกำลังนั่งหลบมุมอยู่ตรงมุมห้อง หยอกล้อเล่นกับ ซุมิเระ ลูกสาวของสุมิโยชิ
สุมิโยชิและสุมิโกะสบตากันด้วยความฉงนสนเท่ห์
ทว่ายูโกะกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ในยุคสมัยนี้ อาหารคือสิ่งล้ำค่าที่สุดสำหรับคนธรรมดาสามัญ และครอบครัวของสุมิโยชิที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตัดฟืนเผาถ่านก็มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมากพออยู่แล้ว
เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพามันอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องกินทิ้งกินขว้าง สู้เก็บไว้ให้คนอื่นได้กินอิ่มท้องยังจะดีเสียกว่า
อันที่จริง บ้านของครอบครัวสุมิโยชินั้นดูดีมีฐานะขึ้นมาก เป็นเพราะพวกเขาเคยช่วยเหลือภรรยาและลูกสาวของไดเมียวที่หลงป่า และได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม
เมื่อเห็นโยริอิจิเดินกลับมา สุมิโยชิก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "ท่านโยริอิจิ ท่านยูโกะ นี่มันเรื่องอะไรกันหรือขอรับ..."
สุมิโยชิมีความอ่อนโยนและละเอียดอ่อนเฉกเช่นเดียวกับทันจิโร่ เขาจึงสังเกตเห็นความผิดปกติของยูโกะได้อย่างง่ายดาย
แม้ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหลังจากกลายเป็นอสูรของยูโกะจะไม่เด่นชัดนัก ทว่าดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์และสีเล็บของเธอก็ยังคงดูน่าขนลุกอยู่ดี
เมื่อเผชิญกับคำถามของสุมิโยชิ โยริอิจิก็เหลือบมองยูโกะโดยสัญชาตญาณ
สุมิโยชิและสุมิโกะเองก็มองตามไปด้วย
ยูโกะอุ้มซุมิเระไว้ในอ้อมแขน หยอกล้อเด็กน้อยพลางคลี่ยิ้ม "ทานข้าวกันก่อนเถอะค่ะ ไว้ทานเสร็จแล้ว ฉันจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังนะคะ"
ผู้คนในยุคสมัยนี้ไม่ได้มีใจกว้างขวางและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายดายเหมือนคนในยุคหลัง
ดูอย่างนามิโกะสิ ทันทีที่รู้ว่ายูโกะกลายเป็นอสูร แม้ยูโกะจะไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามหรือคิดจะทำร้ายเธอเลย แต่เธอก็ยังหวาดกลัวจนลนลาน ทั้งทุบตีและเตะต่อยเพื่อหนีเอาตัวรอด
ทว่าครอบครัวของสุมิโยชิ... อาจจะแตกต่างออกไปก็ได้