- หน้าแรก
- นักล่าอสูร เกิดใหม่เป็นน้องสาวโยริอิจิ ผู้ใช้ปราณหิมะ
- บทที่ 24: ผู้เยียวยาครอบจักรวาล
บทที่ 24: ผู้เยียวยาครอบจักรวาล
บทที่ 24: ผู้เยียวยาครอบจักรวาล
"ก็เป็นอย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละค่ะ ไม่เพียงแต่อาการบาดเจ็บที่ปอดของฉันจะหายเป็นปลิดทิ้งเท่านั้น แต่พละกำลังโดยรวมก็เพิ่มขึ้นมากเลยล่ะ ราวกับได้เกิดใหม่เลยทีเดียว"
ระหว่างที่พูด ยูโกะก็เบ่งกล้ามแขนโชว์ ท่าทางของเธอดูมีชีวิตชีวาเอามากๆ
ยังคงเป็นยูโกะคนเดิมไม่เปลี่ยนเลยแฮะ... โยริอิจิคลี่ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจในคราแรก ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมลงแล้วเอ่ยเรียก "ยูโกะ"
"คะ?"
"อย่าปล่อยให้พลังนี้ครอบงำจิตใจของเจ้าเชียวนะ พลังของอสูรนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง"
เมื่อเห็นพี่ชายมีท่าทีจริงจังปานนั้น ยูโกะก็หุบยิ้มลงและตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ค่ะ ฉันทราบดี"
การใช้พลังของอสูรอย่างพร่ำเพรื่อจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่หลวงอย่างหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นั่นก็คือ ความอ่อนแอ
และเมื่อใดที่อสูรอ่อนแอลง ความปรารถนาที่จะกลืนกินก็จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถครอบงำสติสัมปชัญญะของพวกมันได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ เหล่าอสูรที่กระหายในความแข็งแกร่ง ก็จะจับมนุษย์กินเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นเช่นกัน
ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ความห่วงใยของโยริอิจิก็นับว่ามีเหตุผลสมควรยิ่ง
เพราะมิจิคัตสึเอง ก็เลือกที่จะละทิ้งความเป็นมนุษย์และกลายเป็นอสูร เพียงเพื่อไขว่คว้าความแข็งแกร่ง และเพื่อก้าวข้ามโยริอิจิให้จงได้
เมื่อมีกรณีของมิจิคัตสึเป็นบทเรียน โยริอิจิจึงยิ่งต้องคอยจับตาดูยูโกะอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
ทว่าพอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา น้ำลายของเธอก็เริ่มสอขึ้นมานิดๆ เสียแล้ว
โยริอิจิถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ เมื่อเห็นน้ำลายที่ย้อยลงมาจากมุมปากของน้องสาว
ยูโกะรีบซี๊ดน้ำลายกลับเข้าไป แล้วมองโยริอิจิด้วยความเก้อเขิน
"เอ่อ... ท่านพี่คะ..."
"ว่าอย่างไรล่ะ?"
"ฉันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้วน่ะค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าไปทำอะไรให้เจ้—" โยริอิจิกำลังจะลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ "แล้ว... แล้วตอนนี้เจ้าต้องกินอะไรเป็นอาหารล่ะ?"
ยูโกะจ้องมองเขาด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับ
โยริอิจิ: "..."
ยูโกะพนมมือวิงวอน "เลือดค่ะ! ขอร้องล่ะ ขอเลือดแค่ประทังชีวิตนิดเดียวก็พอค่ะ!"
ต้องยอมรับเลยว่า มิจิคัตสึช่างรอบคอบและใส่ใจเธอดีจริงๆ
เพราะเกรงว่าเธอจะอ่อนแอและหิวโซหลังจากกลายร่างเป็นอสูร เขาจึงจงใจทิ้งนามิโกะเอาไว้ให้เป็นเสบียง
แถมยังไม่ยอมลงมือสังหารนามิโกะโดยตรงเสียด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าอาหารของเธอจะไม่สดใหม่
ดูท่าทางว่าความผูกพันก็พอจะมีอิทธิพลอยู่บ้างสินะ?
โยริอิจิหลุบตาลงเล็กน้อย ถอนหายใจยาว แล้วเอ่ยว่า "ยูโกะ พวกเรายังไม่อาจฟันธงได้หรอกนะ ว่าเจ้าแตกต่างจากอสูรตนอื่นจริงๆ หรือไม่"
"เพราะฉะนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับข้า"
อย่างน้อยเขาก็ต้องคอยสังเกตดูพฤติกรรมของเธออย่างใกล้ชิด
ยูโกะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ "ถึงยังไงฉันก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้วล่ะค่ะ"
"อีกอย่าง ฉันยังหวังพึ่งท่านพี่ให้ช่วยสอนวิชาดาบให้ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ไปคิดบัญชีแค้นกับมิจิคัตสึด้วย"
"ไอ้สารเลวนั่นเอาแต่บีบคอฉัน แล้วก็พร่ำถามอยู่ได้ว่าอยากจะมาเป็นอสูรไหม" ยูโกะกล่าว แววตาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น "สักวันเถอะ ฉันจะซัดหมอนั่นให้ฟันร่วงหมดปากเลยคอยดู!"
โยริอิจิ: "..."
อืม เธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลยจริงๆ สินะ
โยริอิจิหยิบดาบเพลิงสุริยันที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาแล้วชักออกจากฝัก
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ แม้จะไม่ได้แผ่รังสีอำมหิตหรือจิตสังหารใดๆ ออกมา แต่กลับทำให้ยูโกะตัวแข็งทื่อไปทั้งร่างโดยสัญชาตญาณ
เซลล์ของไอ้บอสสวะกำลังแผลงฤทธิ์ป่วนอยู่ภายในร่างกายของเธออีกแล้ว
โยริอิจิไม่ได้ใส่ใจกับปฏิกิริยาของน้องสาว เขาเพียงแค่กรีดข้อมือของตนเองเบาๆ เป็นรอยแผลเล็กๆ
"เท่านี้พอไหม?"
มีคำกล่าวโบราณว่าไว้ เรื่องกินเรื่องใหญ่ที่สุดในโลกหล้า
ในท้ายที่สุด ความหิวโหยก็สามารถเอาชนะความหวาดผวาที่เกิดจากเซลล์ของมุซันไปได้
"พอค่ะ พอ!" ยูโกะพยักหน้ารัวๆ ขยับเข้าไปประคองมือของเขาไว้เพื่อรองรับหยาดโลหิต
ในจังหวะที่ยูโกะกำลังจะก้มหน้าลงไปลิ้มรส จู่ๆ เธอก็ชะงักไปอีกครั้ง
โยริอิจิเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "เป็นอะไรไปงั้นรึ?"
"เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร" ยูโกะส่ายหน้า
เธอเพิ่งจะนึกถึงมีมในอินเทอร์เน็ตที่ยกย่องให้โยริอิจิเป็นร่างอวตารของสุริยเทพขึ้นมาได้ เลยแอบหวั่นใจว่าถ้าดื่มเลือดของเขาเข้าไปแล้ว ร่างกายของเธอจะถูกแผดเผาเป็นจุลหรือไม่
ความคิดบ้าบอบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
โชคดีที่มันไม่ได้ไร้สาระถึงเพียงนั้น
รสชาติของมันอร่อยล้ำเลยทีเดียว ราวกับหยาดพิรุณอันหอมหวานที่ชโลมลงบนผืนดินที่แห้งแล้งมาเนิ่นนาน
แม้ว่ามันจะเทียบไม่ได้กับการกินเนื้อมนุษย์ แต่ก็ถือว่าพอประทังความหิวไปได้บ้าง
ขืนต้องใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ไหวแน่ มันทรมานเกินไป
หากชีวิตอมตะหมายถึงการต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ล่ะก็ เธอขอปฏิเสธเสียยังจะดีกว่า ความรู้สึกหิวโหยตลอดเวลามันช่างทรมานเหลือแสน
ไม่รู้ว่าป่านนี้คุณทามาโยะกำลังทำอะไรอยู่นะ
ยูโกะนึกขึ้นมาได้ว่า หลังจากที่คุณทามาโยะได้รับการช่วยเหลือจากโยริอิจิ ดูเหมือนว่าเธอจะเลิกกินเนื้อมนุษย์ไปเลย เพราะในตอนที่ทันจิโร่ได้พบกับเธอในอนาคต เขาก็ไม่ได้กลิ่นเหม็นเน่าคาวเลือดของอสูรจากตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าคุณทามาโยะเองก็ดำรงชีพด้วยการดื่มเลือดมนุษย์เช่นกัน และด้วยสถานะของเธอ การจะหาเลือดมนุษย์มาประทังชีวิตก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก
เธอควรจะไปขอพึ่งพิงคุณทามาโยะดีไหมนะ?
บางทีอาจจะไปรับจ้างเป็นลูกมือ แลกกับอาหารประทังชีวิตไปวันๆ
คุณทามาโยะเป็นถึงหมอตัวจริงเสียงจริงเลยนะ แบบนั้นจะถือว่าได้เข้ารับราชการเลยหรือเปล่าเนี่ย?
แต่อย่างน้อยๆ มันก็คงจะดีกว่าการเป็นคนตกงานเตะฝุ่น คอยเกาะครอบครัวกินไปวันๆ ล่ะนะ
เฮ้อ...
ยูโกะถอนหายใจยาว
โยริอิจิเอียงคอเล็กน้อย มองดูสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของน้องสาวด้วยความเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอนว่านั่นคือในกรณีที่เขามองข้ามคราบเลือดสดๆ บนริมฝีปากและมือของเธอไปได้น่ะนะ
เลือดของโยริอิจิช่วยประทังความหิวของยูโกะไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็ทำให้สีหน้าของเธอเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
เมื่อมองดูรอยแผลที่ข้อมือของโยริอิจิ ยูโกะก็ฉีกยิ้มซุกซน
"ท่านพี่คะ ให้ฉันเล่นกลอะไรสนุกๆ ให้ดูไหมคะ?"
"เล่นกลงั้นรึ?"
ยูโกะหยิบดาบเพลิงสุริยันที่หักสะบั้นของตนขึ้นมา พลางบ่นพึมพำด้วยความเสียดาย "น่าเสียดายจัง อุตส่าห์อยู่คู่ใจกันมาตั้งหลายปี"
โยริอิจิเอ่ยเสียงเรียบ "อันที่จริง ดาบเล่มนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับปราณเหมันต์สักเท่าไหร่หรอกนะ"
ยูโกะพยักหน้ารับ "ฉันทราบดีค่ะ"
วิชาปราณและกระบวนท่าดาบต้องสอดประสานกันอย่างลงตัว และการร่ายรำกระบวนท่าก็มักจะแยกออกจากตัวดาบไม่ได้
ดาบเพลิงสุริยันเล่มนี้ เป็นดาบที่ยูโกะใช้งานมาตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเข้าร่วมหน่วยพิฆาตอสูร ก่อนที่เธอจะสำเร็จวิชาปราณเหมันต์เสียอีก
มันจึงเหมาะสมกับวิชาปราณหลักทั้งห้ามากกว่า
ปราณเหมันต์นั้นมีรากฐานมาจากปราณวารีและปราณวายุ แต่ก็มีการผสมผสานเทคนิคของปราณอัสนีและปราณตะวันเข้าไปด้วย จึงนับว่าเป็นวิชาปราณที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในปัจจุบัน
ดาบเพลิงสุริยันธรรมดาทั่วไป ย่อมไม่อาจรองรับพลังของมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ปอดของยูโกะได้รับบาดเจ็บ เธอก็ไม่เคยออกไปปฏิบัติภารกิจเบื้องนอกอีกเลย จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเปลี่ยนดาบเพลิงสุริยันเล่มใหม่
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงใช้ดาบเล่มนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ยูโกะใช้คมดาบที่หักสะบั้นกรีดข้อมือของตนเอง โยริอิจิอ้าปากคล้ายจะเอ่ยห้าม แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบไป
"ท่านพี่คะ ขอมือหน่อยค่ะ"
โยริอิจิยื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย
ยูโกะป้ายเลือดของตนลงบนบาดแผลของโยริอิจิ และรอยแผลนั้นก็สมานตัวอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
ภายใต้สายตาที่เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจของโยริอิจิ บาดแผลที่ข้อมือของยูโกะเองก็สมานตัวจนหายสนิทแล้วเช่นกัน เธอเอ่ยอธิบาย "นี่คือมนตร์อสูรโลหิตที่ฉันตื่นรู้ขึ้นมาค่ะ"
"มันสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว"
"แม้แต่อวัยวะที่ขาดหายไป ก็สามารถงอกใหม่ได้ค่ะ"
ในน้ำเสียงของยูโกะ แฝงไว้ด้วยความมั่นใจลึกๆ
พลังนี้จะต้องเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในอนาคตอย่างแน่นอน
หากมนุษย์มีพลังการฟื้นฟูที่รวดเร็วทัดเทียมกับอสูร แล้วพวกอสูรจะยังมีความได้เปรียบอะไรหลงเหลืออยู่อีกเล่า?
เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความพิเศษของดอกฮิกังบานสีน้ำเงิน หรือเป็นเพราะมิจิคัตสึได้ฉีดเลือดของมุซันเข้าสู่ร่างกายของเธอในปริมาณที่มากพอ
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด ทั้งพลังการฟื้นฟูที่ได้รับจากมนตร์อสูรโลหิต และความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายของตัวยูโกะเอง ก็ล้วนเหนือล้ำกว่าอสูรธรรมดาทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
เมื่อเห็นว่าบาดแผลสมานตัวจนไร้ร่องรอย โยริอิจิก็พยักหน้ายอมรับ "เป็นพลังที่แข็งแกร่งมากจริงๆ"
"ใช่ไหมล่ะคะ และมันก็ไม่ได้มีดีแค่นี้ด้วยนะ" ยูโกะลูบฝ่ามือไปตามใบดาบเพลิงสุริยัน เคลือบคมดาบด้วยเลือดสดๆ ของตนเอง
หยาดเลือดกระจายตัวอาบไล้ไปทั่วใบดาบอย่างผิดธรรมชาติ เปลี่ยนคมดาบให้กลายเป็นสีแดงชาดอย่างสม่ำเสมอ
"เลือดของฉันสามารถใช้เคลือบอาวุธ เพื่อเพิ่มอานุภาพและระยะการโจมตีของกระบวนท่าดาบได้ด้วยค่ะ"
ความสามารถในส่วนนี้ ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับมนตร์อสูรโลหิตของมิจิคัตสึ แม้จะใช้งานได้ไม่สะดวกสบายเท่าของเขา แต่ก็ถือว่าไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก
และที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถของเธอสามารถใช้กับผู้อื่นได้ด้วย
เธอ สึงิคุนิ ยูโกะ คือผู้เยียวยาครอบจักรวาลตัวจริงเสียงจริง!