- หน้าแรก
- โลกบำเพ็ญเซียนสุดสะพรึง
- บทที่ ๒๕ ต้าหลิ่วผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ ๒๕ ต้าหลิ่วผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ ๒๕ ต้าหลิ่วผู้เกรี้ยวกราด
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ โจวอีมู่จึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ต้าหลิ่ว ไม่ว่าเรื่องอันใด พวกเราล้วนเป็นดั่งพี่น้องกัน มีสิ่งใดอัดอั้นตันใจก็จงเผยออกมาเถิด”
กุ้ยเฟิ่งมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทำเพียงนั่งฟังอย่างสงบ
ส่วนโจวฝานกลับรู้สึกประหลาดใจพิกล ในอดีตชาติเขามัวแต่ง่วนอยู่กับการดูแลย่าและน้องสาว ซ้ำยังต้องทุ่มเทให้กับการเรียนและการงานจนไม่มีเวลาแม้แต่จะหาคนรัก ทว่าวันนี้เขากลับต้องมาเผชิญหน้ากับการถูกถอนหมั้นเสียอย่างนั้น...
“ข้าตระหนักดีว่าคำขอของข้าคงทำให้พี่โจวรู้สึกลำบากใจเป็นแน่” สายตาของต้าหลิ่วกวาดมองโจวฝาน ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่โจวอีมู่
“ทว่าข้าก็จำต้องเอ่ย...”
ต้าหลิ่วทิ้งช่วงไปชั่วอึดใจ ขบกรามแน่นแล้วกล่าวต่อ “ข้าปรารถนาให้ช่วงเวลานี้ เราหาฤกษ์งามยามดี จัดงานมงคลสมรสให้อาฝานกับเสี่ยวหลิ่วเสีย”
สิ้นประโยค โจวอีมู่และกุ้ยเฟิ่งถึงกับเบิกตากว้างนิ่งขึงไปในทันที
แม้แต่โจวฝานก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก มิใช่ว่ามาเพื่อถอนหมั้นหรอกหรือ ไฉนจึงกลายเป็นการหารือเรื่องฤกษ์แต่งงานไปได้เล่า
ต่อให้บุตรีของท่านจะมีรูปร่างล่ำสันบึกบึนถอดแบบท่านมาเป๊ะ ก็ไม่สมควรผลักไสนางลงกองเพลิงเช่นนี้ ข้าเป็นเพียงคนอายุสั้นที่เหลือเวลาหายใจอีกไม่กี่ปีเท่านั้น ได้โปรดอย่าทำเช่นนี้เลย...
เมื่อได้สติ โจวอีมู่จึงเอ่ยเสียงขรึม “ต้าหลิ่ว เจ้าเมาจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ ไร้สาระอันใดกัน”
ต้าหลิ่วส่ายหน้าปฏิเสธ “พี่โจว สุราเพียงเท่านี้มิอาจทำให้ข้าเลอะเลือนได้ ข้าพูดจริง การหมั้นหมายของอาฝานและเสี่ยวหลิ่วนั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย บัดนี้ถึงเวลาให้พวกเขาทั้งสองครองคู่กันแล้ว มันก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ข้ารู้ดีว่าอาจจะดูกะทันหันไปสักหน่อย...”
โจวอีมู่ใบหน้าเคร่งเครียด เอ่ยขัดขึ้น “ต้าหลิ่ว พอเถิด ข้าไม่อาจรับปากได้”
กุ้ยเฟิ่งรู้สึกละอายใจอยู่ลึกๆ เดิมทีนางคาดคิดว่าอีกฝ่ายมาเพื่อหักหน้าและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสกุลโจว ทว่ากลับกลายเป็นคนละเรื่องกับที่นางคาดการณ์ไว้ นางจึงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม
“ต้าหลิ่ว เรื่องนี้พวกเราไม่อาจตกลงด้วยได้หรอก”
อันที่จริง ต่อให้ต้าหลิ่วจะมิได้มาเพื่อถอนหมั้น กุ้ยเฟิ่งก็ไม่เคยคิดจะให้บุตรชายของตนตบแต่งกับเสี่ยวหลิ่วอีกต่อไปแล้ว เพราะอายุขัยของทั้งสองช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากสี่ปีให้หลัง บุตรชายของนางไม่อาจฝืนชะตากรรมเอาชีวิตรอดไปได้ นั่นมิเท่ากับเป็นการทำลายชีวิตของเสี่ยวหลิ่วหรอกหรือ
ตระกูลหลิ่วและโจวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเสมอมา เรื่องพรรค์นี้สกุลโจวไม่มีทางทำลงเป็นแน่
ต้าหลิ่วเอ่ยด้วยความร้อนรน “พี่โจว พี่สะใภ้ เหตุใดจึงไม่รับปากเล่า เรื่องที่เราตกลงกันไว้ จะพลิกลิ้นกลับกลอกง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร”
โจวอีมู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ต้าหลิ่ว เจ้าย่อมรู้เหตุผลของเราดี ตอนนี้อาฝานหาได้คู่ควรกับเสี่ยวหลิ่วบ้านเจ้าไม่”
ต้าหลิ่วชักสีหน้าบึ้งตึง “เหลวไหล ข้าเห็นว่าอาฝานก็ออกจะดีพร้อม หากผู้ใดกล้านินทาว่าอาฝานไม่คู่ควรกับเสี่ยวหลิ่วของข้า ข้าจะฉีกปากมันเสียให้ดู”
โจวอีมู่มิได้ต่อล้อต่อเถียง เพียงแค่ยกชามสุราขึ้นเป็นเชิงเชื้อเชิญ ต้าหลิ่วเข้าใจความหมาย จึงยกชามสุราของตนขึ้นชน ก่อนที่ทั้งสองจะกระดกสุราเข้าปากจนหมด
โจวอีมู่ปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “ต้าหลิ่ว น้ำใจของเจ้านั้นเราขอรับไว้ ทว่าเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้จริงๆ อันที่จริงแล้ว ต่อให้เจ้าไม่มาหาข้าในวันนี้ ข้าก็ตั้งใจว่ารอให้อาฝานเข้าหน่วยลาดตระเวนเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปหาเจ้าเอง การหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลเรา ปล่อยให้มันจบลงเพียงเท่านี้เถิด ข้าสกุลโจวจะเป็นฝ่ายยืนกรานขอถอนหมั้นเอง ไม่ต้องกลัวว่าชาวบ้านจะเอาเสี่ยวหลิ่วไปนินทาเสียๆ หายๆ หรอก รอให้เรื่องนี้ซาลงสักพัก เจ้าค่อยหาชายหนุ่มดีๆ สักคนให้เสี่ยวหลิ่วเถิด”
ปัง!
ต้าหลิ่วตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนจานกับข้าวสั่นสะเทือน เขาหยัดกายลุกขึ้นพรวดพราด แผดเสียงกร้าวด้วยความเดือดดาล
“พี่โจว นี่ท่านกำลังดูแคลนข้าต้าหลิ่วอยู่กระมัง!”
“ต้าหลิ่ว ค่อยพูดค่อยจากันเถิด” กุ้ยเฟิ่งรีบร้องห้าม
“ท่านอาต้าหลิ่ว ใจเย็นๆ ก่อนขอรับ นั่งลงก่อนเถิด” โจวฝานช่วยเกลี้ยกล่อมอยู่ด้านข้าง
“สัญญากันไว้ตั้งแต่เด็ก จะมาตระบัดสัตย์กันง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ข้าไม่มีวันยอม!” ใบหน้าของต้าหลิ่วเต็มไปด้วยโทสะ “พวกท่านกำลังจะเนรคุณผิดคำสาบาน”
โจวฝานมองต้าหลิ่วที่กำลังโกรธเกรี้ยวจนพูดไม่ออก ต่อให้เขาไม่เคยสนิทชิดเชื้อกับต้าหลิ่วมาก่อน แต่ก็ดูออกว่าต้าหลิ่วผู้นี้มิได้เสแสร้งแกล้งทำเป็นดุดันเพื่อหวังจะถอนหมั้นอย่างแนบเนียนเป็นแน่ มิเช่นนั้นเมื่อโจวอีมู่เอ่ยปากยอมเป็นฝ่ายถอนหมั้นเอง เขาควรจะรีบฉวยโอกาสนั้นไว้แล้ว ทว่าต้าหลิ่วผู้นี้กลับตั้งใจจะยกบุตรีให้เขาจริงๆ
ต้าหลิ่วเป็นลูกผู้ชายตัวจริงที่ยึดมั่นในสัจจะ ทว่าในใจของโจวฝานกลับเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะเลวร้ายลงทุกที
โจวอีมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต้าหลิ่ว เจ้าอย่าได้มาตีโพยตีพาย หากการถอนหมั้นครั้งนี้ จะทำให้ข้าโจวอีมู่กลายเป็นคนตระบัดสัตย์ ก็ช่างมันเถิด ถือเสียว่าข้าผิดต่อตระกูลหลิ่วของเจ้าก็แล้วกัน”
ต้าหลิ่วหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อม หนวดเคราสีดำขลับสั่นเทิ้มราวกับจะระเบิดอารมณ์ออกมา เขาตวาดลั่น
“พี่โจว ข้ารู้ว่าที่ท่านอยากถอนหมั้น เป็นเพราะอายุขัยของอาฝานนั้นแสนสั้น พวกท่านมัวแต่กังวลเรื่องนี้ ทว่าข้าต้าหลิ่วหาได้ใส่ใจไม่ ต่อให้อาฝานจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงปีเดียว เสี่ยวหลิ่วก็ต้องแต่งให้เขา!”
“เรื่องเนรคุณผิดคำสาบาน ข้าต้าหลิ่วทำไม่ลงหรอก แล้วข้าก็เชื่อมั่นว่า หากสลับบทบาทกัน เป็นเสี่ยวหลิ่วที่มีอายุขัยสั้น ท่านกับพี่สะใภ้ก็คงไม่ยอมให้อาฝานทิ้งขว้างเสี่ยวหลิ่วเป็นแน่!”
กุ้ยเฟิ่งและโจวอีมู่ตกอยู่ในความเงียบงัน โจวฝานนึกร้อนใจขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าในเรื่องเช่นนี้เขาย่อมไม่มีสิทธิ์สอดปาก คงต้องพึ่งพาการตัดสินใจของบิดามารดาเท่านั้น
โจวอีมู่ส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “ต้าหลิ่ว เรื่องนี้ข้าไม่อาจตกลงด้วยจริงๆ”
ต้าหลิ่วไม่คาดคิดว่าตนทุ่มเทเจรจาถึงเพียงนี้แล้ว โจวอีมู่จะยังคงใจแข็งไม่ยอมโอนอ่อน เขาปรายตามองโจวฝานครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พี่โจว ข้าว่าเรื่องนี้เราคงฟังแค่ความเห็นของท่านฝ่ายเดียวไม่ได้กระมัง เราน่าจะลองฟังความเห็นของอาฝานดูบ้าง”
ต้าหลิ่วหมายจะใช้ทางอ้อมเข้าสู้
โจวอีมู่ชำเลืองมองโจวฝานแวบหนึ่งโดยมิได้ปริปากแย้ง
“อาฝาน เจ้าลองบอกมาสิ เจ้ามีใจให้เสี่ยวหลิ่วหรือไม่” เมื่อเห็นโจวอีมู่นิ่งเงียบถือเป็นการยอมรับ ต้าหลิ่วจึงหันไปคาดคั้นโจวฝาน
โจวฝานกระจ่างแก่ใจในเจตนาของต้าหลิ่ว เขาหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อพลางกล่าว “ท่านอาต้าหลิ่ว ข้าย่อมมีใจให้เสี่ยวหลิ่วอยู่แล้วขอรับ”
อันที่จริง โจวฝานไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่นางเสี่ยวหลิ่วหน้าตาเป็นเช่นไร ทว่าเขาไม่อาจยกเรื่องที่หกล้มจนความจำเสื่อมมาเป็นข้ออ้างได้ มิเช่นนั้นต้าหลิ่วคงคิดว่าเขาจงใจบ่ายเบี่ยงว่าไม่ได้ชอบเสี่ยวหลิ่ว หากเอ่ยเช่นนั้นต่อหน้าต้าหลิ่ว คงเป็นการหักหน้าอีกฝ่ายอย่างรุนแรง โจวฝานจึงจำใจต้องฝืนตอบว่ามีใจให้นาง
“เช่นนั้นก็จบเรื่อง” ต้าหลิ่วตบโต๊ะดังป้าบพลางร้องลั่น “พี่โจว พี่สะใภ้ พวกท่านเห็นหรือไม่ว่าอาฝานมีใจให้เสี่ยวหลิ่ว และเสี่ยวหลิ่วก็มีใจให้อาฝาน พวกท่านยังจะใจจืดใจดำพรากคู่รักได้ลงคอเชียวหรือ”
โจวอีมู่และกุ้ยเฟิ่งต่างหันขวับมามองโจวฝานด้วยความประหลาดใจ เมื่อคืนโจวฝานเพิ่งจะบอกว่าจำหน้าเสี่ยวหลิ่วไม่ได้ ไฉนตอนนี้จึงพูดจาเช่นนี้ หรือว่าความทรงจำของโจวฝานจะเริ่มฟื้นคืนมาบ้างแล้ว
โจวฝานกระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ท่านอาต้าหลิ่ว ท่านอย่าเพิ่งวู่วาม ฟังข้าพูดให้จบก่อนเถิด”
“เจ้าว่ามา” ต้าหลิ่วเลิกคิ้วขึ้น
โจวฝานทอดถอนใจ “ท่านอาต้าหลิ่ว ข้ามีใจให้เสี่ยวหลิ่ว ทว่าข้าเห็นด้วยกับที่ท่านพ่อท่านแม่กล่าว ขยับเรื่องอายุขัยที่เหลือเพียงสี่ปีออกไปก่อน ข้าเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวน ย่อมต้องเผชิญกับภยันตรายอีกคณานับ ใครจะรู้ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยได้นานแค่ไหน หากข้าตกตายไป เสี่ยวหลิ่วคงต้องลำบากเป็นแน่ เพราะข้ามีใจให้นาง ข้าจึงยิ่งไม่อาจทำลายชีวิตนางได้”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ไฉนจึงคิดว่าเป็นการทำลายชีวิตเล่า” ต้าหลิ่วร้อนรนดั่งไฟสุมทรวง เขารีบสวนกลับ “เรื่องของวันข้างหน้าใครเล่าจะหยั่งรู้ ข้าเชื่อมั่นว่าเจ้าจะต้องมีชีวิตยืนยาว หาได้จบลงแค่สี่ปีไม่”
โจวฝานคว้ารินสุราลงในชามของต้าหลิ่วจนเต็ม ก่อนจะรินให้ตนเองจนปริ่มชาม จากนั้นจึงยกชามสุราขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านอาต้าหลิ่ว น้ำใจของท่านในวันนี้ ข้าและท่านพ่อท่านแม่ขอรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง ข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก ข้าเองก็มิยินยอมพ่ายแพ้ต่อชะตากรรมที่ต้องตายภายในสี่ปี ข้าจะหาหนทางเอาชีวิตรอดให้จงได้”
“ทว่านั่นก็มิได้เป็นหลักประกันว่าข้าจะรอดชีวิตไปได้ ข้าไม่อาจให้เสี่ยวหลิ่วมาเสี่ยงโชคไปกับข้า ข้าหวังเพียงให้ท่านคำนึงถึงอนาคตของเสี่ยวหลิ่วให้จงหนัก ท่านยินดีจะยกนางให้ข้า แต่หากข้าเป็นอันตรายขึ้นมา ท่านจะทนเห็นนางตกที่นั่งลำบากได้อย่างไร”