- หน้าแรก
- ยุทธภพรวม ถือผู้ท่องยุทธภพ
- บทที่ 12: ลูกผู้ชายมีทองคำอยู่ใต้หัวเข่า
บทที่ 12: ลูกผู้ชายมีทองคำอยู่ใต้หัวเข่า
บทที่ 12: ลูกผู้ชายมีทองคำอยู่ใต้หัวเข่า
ทางตอนเหนือของเมือง ย่านที่พักอาศัยของเหล่าผู้มั่งคั่งในตำบลสือหลี่
แน่นอนว่าที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมของอีกหลายครอบครัวที่กัดฟันสร้างตัวมาหลายชั่วอายุคน จนพอจะมีปัญญาซื้อตึกหลังเล็กๆ เป็นของตัวเองได้
ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวสกุลหลิวที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนด้านในสุด
ในเวลานี้ ประตูใหญ่ของบ้านสกุลหลิวปิดสนิท
มีเสียงสะอื้นไห้แว่วออกมาจากในลานบ้านอย่างแผ่วเบา
"ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าจากไป พ่อจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ยังไง..."
ที่หน้าเตียง หลิวเหนิง ผู้เป็นบิดาของหลิวต้าเป่า กุมมือบุตรชายไว้แน่น
หลิวต้าเป่าเบิกตาโพลง อ้าปากค้างเล็กน้อย
ทุกลมหายใจที่เข้าออกดูจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส
มีเสียงขลุกขลักดังอยู่ในลำคอ มันคือเสียงของฟองเลือดที่กำลังแตกตัว
หลิวเหนิงมีหลิวต้าเป่าเมื่อตอนอายุสี่สิบกว่า
จากการตรากตรำทำงานมาทั้งชีวิต ทำให้ผมของเขาขาวโพลนและรูปร่างหลังค่อม
เส้นสายที่เขาสู้อุตส่าห์สร้างมาตลอดสามสิบสี่สิบปี ซึ่งบางเบาราวกับเส้นผม ทั้งหมดถูกนำมาใช้เพื่อผลักดันหลิวต้าเป่า
เขาหวังพึ่งพาให้หลิวต้าเป่าดูแลยามแก่เฒ่า ฝังศพยามสิ้นอายุขัย และสืบทอดตระกูลต่อไป
แต่เมื่อเห็นหลิวต้าเป่าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาจะทำใจยอมรับได้อย่างไร?
ที่น่าเวทนาที่สุดคือ เขาไม่กล้าแม้แต่จะไปตามตัวท่านหมอมาดูอาการ
ปัง ปัง ปัง!
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู หลิวเหนิงก็ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าขยับไปเปิด
"อาครับ ผมเอง เทียนหมิง"
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ในที่สุดหลิวเหนิงก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู
"อาครับ"
ลู่เทียนหมิงก้าวเข้ามาและเรียก "อา" อีกครั้ง แต่เขากลับหาคำพูดอื่นมาเอ่ยต่อไม่ได้เลย
หลิวต้าเป่าเองก็ได้ยินเสียงของลู่เทียนหมิงเช่นกัน
ทว่าบาดแผลของเขาร้ายแรงเกินกว่าจะแม้แต่จะหันศีรษะมามองได้
"เทียนหมิง..."
ทุกคำพูดดูเหมือนจะต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
พี่น้องร่วมสาบานอยู่ตรงหน้าแล้ว หลิวต้าเป่าอยากจะลุกขึ้นทักทาย
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ร่างกายก็ทำได้เพียงขยับไหวเบาๆ บนเตียงไม้เท่านั้น
"ต้าเป่า อย่าขยับ"
ลู่เทียนหมิงกุมมือหลิวต้าเป่าไว้
เขาโน้มตัวลงมองและเลิกเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของอีกฝ่ายขึ้น
มีแผลสองจุด
จุดแรกอยู่ที่หน้าอกซ้าย เป็นแผลฉกรรจ์ที่ทะลุเข้าไป โดยยังมีก้านลูกธนูครึ่งดอกปักคาอยู่ในเนื้อ
จุดที่สองก็อยู่ที่หน้าอกซ้ายเช่นกัน
เป็นแผลถูกฟัน ดูเหมือนจะเป็นการลงดาบซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าหลิวต้าเป่าตายสนิทแล้ว
ตามปกติแล้ว บาดแผลใดบาดแผลหนึ่งในสองจุดนี้ย่อมต้องแทงทะลุหัวใจไปแล้ว
ไม่มีเหตุผลเลยที่หลิวต้าเป่าจะทนมาได้นานขนาดนี้
"โจวซื่อหาว แล้วมีใครอีก?"
ลู่เทียนหมิงถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่สุด
"พ่อครับ ออกไปข้างนอกสักครู่เถอะ"
เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของบุตรชาย หลิวเหนิงจึงไม่ดื้อรั้นต่อ เขาเช็ดน้ำตาแล้วเดินออกไปเพื่อให้เพื่อนรักตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งสองได้พูดคุยกัน
"หมิ่นฉาง หัวหน้ามือปราบจากในอำเภอ นำคนจากกองตรวจการกว่าร้อยคนมาซุ่มโจมตีพวกเรา ของที่ใต้เท้าฉีให้ข้าไปตามหา... มันหายไปแล้ว"
หลิวต้าเป่าพูดช้ามาก และลู่เทียนหมิงก็รับฟังอย่างอดทน
"ไอ้สารเลวโจวซื่อหาวมันยิงธนูใส่ข้า เจ้าก็รู้ว่าข้ามีหัวใจกระจก หัวใจข้าอยู่ข้างขวา ข้าแกล้งตายทันทีที่ร่วงลงพื้น แต่ใครจะนึกว่าไอ้ลูกหมานั่นจะชักดาบออกมาแทงข้าซ้ำ แต่พี่ชายของเจ้าไม่ใช่คนขี้ขลาดนะ ข้าทนเจ็บโดยไม่ส่งเสียงออกมาสักนิดเดียว"
ขณะที่พูด ใบหน้าของหลิวต้าเป่าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ทว่าครู่ต่อมา เลือดก็ไหลทะลักออกจากมุมปาก
เขาเจ็บปวดจนเหงื่อเย็นไหลพรากออกมาทันที
"แผลถูกฟันนั่นไม่เท่าไหร่หรอก แค่เสียเลือดนิดหน่อย แต่ลูกธนูมันโดนปอด ข้าเลยไม่กล้าดึงออก ข้ากลัวว่าถ้าดึงออกมาแล้ว ลมมันจะรั่วออกมาหมด เมื่อลมหายใจคนเราหมดไป ก็คือจบสิ้นกันจริงๆ"
ลู่เทียนหมิงมองดูเสื้อผ้าของหลิวต้าเป่า
เสื้อสั้นสีน้ำเงินเข้มถูกย้อมจนกลายเป็นสีดำราวกับน้ำหมึกด้วยคราบเลือด
"คนเราควรทำความดีให้มากๆ เข้าไว้ ม้าที่ข้าขี่มาคือตัวที่ข้าเคยช่วยมันมาจากโรงฆ่าสัตว์ ถึงแม้ข้าจะหวดมันจนเนื้อแตก แต่มันก็ไม่เคยทิ้งข้าและแบกข้าวิ่งมาทั้งคืน
"น่าเสียดายที่มันมาสิ้นใจตรงก่อนจะเข้าเมืองพอดี ถ้าข้าหายดี ข้าจะไปหาที่ฝังมันแล้วตั้งป้ายหลุมศพให้มันด้วย"
ลู่เทียนหมิงตบบหลังมือหลิวต้าเป่าเบาๆ "ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าต้องหายดีแน่นอน"
"เทียนหมิง ถ้าข้าไม่พูดตอนนี้ ข้าเกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว"
หลิวต้าเป่านิ่งไปครู่หนึ่ง รอให้เสียงขลุกขลักในลำคอสงบลง
"ของหายไปแล้ว ตำแหน่งขุนนางก็คงชวดไปแล้วล่ะ แต่ตอนนี้ข้าตาสว่างแล้ว การมีชีวิตอยู่มันสำคัญกว่าสิ่งใด ของที่เราไม่มีปัญญาจะถือครองไว้ มันก็คือภาระและภัยตัวดีๆ นี่เอง"
ลู่เทียนหมิงอ้าปากจะพูด แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงคำรับรองของฉีไป๋ชุนออกมา
หลิวต้าเป่ากล่าวต่อ "เทียนหมิง ข้าไม่ใช่คนที่น่าเวทนาที่สุดหรอก แต่เป็นพวกพี่น้องที่สถานีม้าเร็วต่างหาก พวกเขาล้วนเป็นเด็กยากจนจากตำบลสือหลี่ทั้งนั้น ไอ้พวกสารเลวจากกองตรวจการพวกนั้นสับพวกเขาเหมือนสับเนื้อหมู ข้าได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบๆ เลย ตอนที่ข้าแกล้งตายข้าแอบมองเห็น... ดาบของพวกมันถึงขั้นบิ่นจากการรุมสับคนเลยล่ะ"
เนื่องจากพูดมากเกินไป ฟองเลือดจึงเริ่มทะลักออกมา
หลิวต้าเป่าเป็นคนใจแข็ง เขาฝืนทนมาได้ถึงขนาดนี้
"โชคดีที่ข้ายังไม่ได้ส่งแม่สื่อไปขอคุณหนูรองสกุลหยาง ไม่อย่างนั้นถ้าข้าตายในสภาพนี้ มันจะไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงของคุณหนูรองหรือ? ต่อไปพอคนพูดถึงนาง คงจะบอกว่านางเป็นตัวกาลกิณี ทำว่าที่คู่หมั้นตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้กราบไหว้ฟ้าดินเสียด้วยซ้ำ
"แต่สิ่งที่ข้าห่วงที่สุดก็คือเจ้า ขาเจ้าไม่ดี หลังคารั่วเจ้ายังปีนขึ้นไปอุดเองไม่ได้เลย รับจ้างเขียนจดหมายก็ได้แค่ครึ่งอีแปะ ข้าไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีข้าแล้ว เจ้าจะมีปัญญาซื้อไก่ย่างกินสักชิ้นไหม"
หลิวต้าเป่าพร่ำเพ้อไปเรื่อยตามแต่ใจจะนึกได้โดยไม่มีความต่อเนื่อง
ลู่เทียนหมิงก้มหน้ารับฟังเงียบๆ
ในที่สุดหลิวต้าเป่าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ดวงตาของเขาปิดลง และเรี่ยวแรงที่มือก็จางหายไป
รูม่านตาของลู่เทียนหมิงหดเกร็งทันที เขารีบยื่นมือไปตรวจดูอาการ
โชคดีที่เขาเพียงแค่สลบไปและยังมีลมหายใจอยู่
การรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ลู่เทียนหมิงจำเป็นต้องหาหมอให้ได้
หลังจากกล่าวลาหลิวเหนิง เขาก็เดินกะเผลกออกจากบ้านสกุลหลิว...
"เทียนหมิง อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย ข้าได้ยินเรื่องของต้าเป่ามาแล้ว เรื่องจะช่วยชีวิตเขาได้ไหมมันก็เรื่องหนึ่ง แต่คนจากกองตรวจการมาขู่พวกเราไว้—ถ้าใครบังอาจช่วยเขา พวกมันจะพังร้านทิ้งเสีย"
ท่านหมอในตำบลสือหลี่คนนี้มีฝีมือดีกว่าหมอเมื่อสิบห้าปีก่อนอยู่บ้าง
แต่น่าเสียดายที่เขาก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ใครจะกล้าไปต่อกรกับทางการ?
ลู่เทียนหมิงวิ่งไปหาหมอรักษาสัตว์
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็ไม่ต่างกัน
จนถึงช่วงเย็น ไม่มีใครยอมยื่นมือเข้าช่วยเลยสักคน
ลู่เทียนหมิงไม่ได้ตำหนิพวกเขา ในโลกใบนี้มีคนน้อยนักที่จะยอมเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงดวง
ขณะที่เดินกลับไปยังบ้านของหลิวต้าเป่า เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าเครื่องมือทำมาหากินยังอยู่ที่ร้านซาลาเปา จึงตั้งใจจะแวะไปรับกลับไปก่อน
"เทียนหมิง นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?"
ร้านซาลาเปาแม่เล้าเฟิงยังคงเปิดอยู่
ซึ้งนึ่งถูกล้างเก็บไปนานแล้ว ดูเหมือนแม่เล้าเฟิงจะจงใจรอเขาอยู่
"หลิวต้าเป่ากำลังจะตายครับ"
ลู่เทียนหมิงพูดออกมาเหมือนคนไร้วิญญาณ
คิ้วของแม่เล้าเฟิงขมวดมุ่น "เกิดอะไรขึ้น?"
"เขาถูกธนูยิงและถูกดาบแทง ทั้งหมดที่หน้าอกครับ"
"ซี้ด"
เพียงแค่ได้ยิน แม่เล้าเฟิงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกตัวเองขึ้นมาจางๆ
"ข้าเห็นเจ้าวิ่งวุ่นไปทั่วถนนทั้งบ่าย เจ้าไปทำอะไรมา?" แม่เล้าเฟิงถาม
"ตามหาหมอครับ แต่ไม่มีใครกล้ารับเคสนี้ เพราะมันเกี่ยวกับกองตรวจการ"
ขณะที่พูด ลู่เทียนหมิงก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าที่หน้าร้านซาลาเปาดังปัง
"พี่สาวเฟิง ท่านเป็นคนในยุทธภพ ท่านต้องรู้จักหมอเทวดาที่มีคุณธรรมบ้างแน่ๆ ถ้าท่านช่วยชีวิตต้าเป่าไว้ได้ ชีวิตนี้ของผมจะขอมอบให้ท่านครับ"
แม่เล้าเฟิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ลู่เทียนหมิงแม้จะดูผอมบางราวกับจะปลิวตามลมและทำงานต่ำต้อย แต่เขาก็มีศักดิ์ศรีสูงยิ่ง
อย่างที่เขาว่ากันว่า ลูกผู้ชายคุกเข่าให้เพียงฟ้า ดิน และพ่อแม่เท่านั้น
แต่ตอนนี้เขากลับคุกเข่าให้นาง นั่นแสดงให้เห็นว่ามิตรภาพระหว่างพี่น้องคู่นี้ลึกซึ้งเพียงใด
"ลุกขึ้นก่อน"
แม่เล้าเฟิงเข้าไปพยุงลู่เทียนหมิงให้ลุกขึ้น
ลู่เทียนหมิงยังคงนิ่งเฉย ก้มหน้าเงียบงัน
"เทียนหมิง ข้าเพิ่งจะได้มาตั้งตัวเป็นหลักเป็นฐานที่นี่ ถ้าข้าก้าวเข้าไปยุ่งในน้ำที่ขุ่นคลั่กนี้ ข้าเกรงว่าข้าจะไม่มีวันได้กลับมาใช้ชีวิตที่สงบสุขแบบนี้ได้อีกเลยนะ" แม่เล้าเฟิงพูดอย่างลังเล
ลู่เทียนหมิงเงยหน้าขึ้นและพูดทีละคำว่า "ช่วยเขาให้ได้ก่อนครับ หลังจากนี้ เรื่องของท่านก็คือเรื่องของผม ถ้าใครกล้ามาแตะต้องร้านซาลาเปาของท่าน ผมจะสู้กับมันจนตัวตาย"
แม่เล้าเฟิงถอนหายใจ
เจ้าเด็กคนนี้จนตรอกเข้าจริงๆ แล้ว
ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่มีวันพูดคำพูดที่ดูไม่น่าเชื่อถือแบบนี้ออกมา
แม้จะรู้สึกตื้นตัน แต่แม่เล้าเฟิงก็ไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจนัก
ในเวลานี้ นางรู้สึกเศร้าโศกมากกว่าสิ่งอื่นใด
เศร้าแทนตัวเอง และเศร้าแทนพี่น้องคู่นี้เหลือเกิน
ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ แถมเขายังป่วยเป็นโรคปอด ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าเวทนายิ่งนัก
"เทียนหมิง ลุกขึ้นเถอะ พี่สาวจะช่วยหาหมอให้เจ้าเอง"
แน่นอนว่า ลู่เทียนหมิงรีบพยุงตัวขึ้นทันที
จากนั้นเขาก็รีบเข็นรถคันเล็กของตนแล้วหายวับไป
"เฮ้ เจ้ากลัวข้าจะเปลี่ยนใจหรือไงนะ?"
หลังจากส่งลู่เทียนหมิงไปแล้ว แม่เล้าเฟิงก็เดินเข้าไปที่ลานหลังบ้าน
นางส่งเสียงกู๊กๆ สองสามครั้งไปทางห้องใต้หลังคา
ในพริบตา นกพิราบสีขาวบริสุทธิ์ก็บินออกมาจากหน้าต่างแล้วเกาะลงบนมือของนาง
'นกพิราบหิมะ' มันล้ำค่ามาก จงรักภักดีต่อเจ้านาย และเชี่ยวชาญการส่งสารเป็นเลิศ
แม้แต่ผีเสื้อบุปผาก็ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของนกตัวนี้
แม่เล้าเฟิงหยิบกระดาษและพู่กันออกมา
นางกัดฟันแล้วเริ่มลงมือเขียน
"มาที่ตำบลสือหลี่เพื่อช่วยคนคนหนึ่ง แล้วข้าจะแต่งงานกับเจ้า"