- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์ตั้งครรภ์ แล้วมันเกี่ยวอันใดกับตัวร้ายอย่างข้า
- บทที่ 6 ศิษย์น้องหญิงซูชิงเสวี่ย
บทที่ 6 ศิษย์น้องหญิงซูชิงเสวี่ย
บทที่ 6 ศิษย์น้องหญิงซูชิงเสวี่ย
บทที่ 6 ศิษย์น้องหญิงซูชิงเสวี่ย
หลู่ฉวนเหินกระบี่อยู่บนเส้นทางกลับสู่สำนักเสวียนเทียน ในใจยังคงหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา
"วันนี้หลัวชิงเฉิงแปลกเกินไปแล้ว!"
"ทั้งขอโทษ ทั้งพยายามรั้งข้าไว้ แถมยังเอาแมวมาล่ออีก นี่มันผิดจากสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้เย็นชาในนิยายต้นฉบับไปไกลลิบเลย!"
"หรือว่าการที่ข้ากลับชาติมาเกิดหลายครั้งเกินไป จะทำให้เนื้อเรื่องเกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก?"
"ไม่น่าเป็นไปได้ นี่มันคนละระนาบภพกัน ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันได้"
"แล้วครั้งนี้มันผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่?"
เขาจมอยู่ในความฉงนสนเท่ห์
ในขณะที่กำลังขบคิด จู่ๆ ก็มีกระแสคลื่นเจตจำนงแห่งกระบี่แผ่ออกมาจากมวลเมฆเบื้องหน้า
หลู่ฉวนตื่นตัวขึ้นทันที
ทั้งสำนักเสวียนเทียนและสำนักหลัวอวิ๋นต่างตั้งอยู่ในเทือกเขาเทียนอวิ๋น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก
เทือกเขาที่คั่นกลางระหว่างสองสำนักไม่ได้สงบสุขนัก บางครั้งอาจมีผู้ฝึกตนฝ่ายมารหรือสัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้น
เขาชะลอความเร็วลงและแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป
จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ไม่ใช่ศัตรู
แต่เป็นคนรู้จัก
บนยอดเขาเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลออกไป มีร่างบอบบางร่างหนึ่งกำลังฝึกกระบี่อยู่
ร่างนั้นเคลื่อนไหวอย่างสง่างามดุจผีเสื้อ แม้แสงกระบี่ที่วับวาวจะแฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์อยู่บ้าง แต่กลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายพลังที่ไม่ธรรมดา
นางไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นศิษย์น้องหญิงของเขา ซูชิงเสวี่ย
ทันทีที่หลู่ฉวนเห็นนาง หัวใจของเขาก็พลันกระตุกวูบ
"ซวยแล้ว ทำไมต้องมาเจอนางที่นี่ด้วยเนี่ย?"
"ในนิยายต้นฉบับ วันนี้ไม่มีฉากนี้นี่นา!"
"ข้ากับซูชิงเสวี่ยเรียกได้ว่าดวงไม่สมพงษ์กันอย่างแรง เจอกันทีไรไม่มีเรื่องดีเลยสักครั้ง!"
เดิมทีเขาตั้งใจจะอ้อมไปทางอื่น
แต่พอนึกดูอีกที เขาเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ หากไม่ทักทายศิษย์น้องแล้วกลับอ้อมไปอย่างน่าสงสัย มันจะยิ่งทำให้นางระแวงมากขึ้น
ช่างเถอะ เป็นไงเป็นกัน
เขาบังคับกระบี่บินให้ค่อยๆ ร่อนลงบนยอดเขาเล็กๆ แห่งนั้น
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ซูชิงเสวี่ยก็เก็บกระบี่เข้าฝักแล้วหันกลับมา
แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าของนาง สะท้อนให้เห็นดวงหน้าที่งดงามหมดจดทว่าเย็นชา
ด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปี นางเริ่มเผยเค้าความงามที่พรั่งพรูออกมาให้เห็นแล้ว
นางสวมชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อน มัดผมสีดำขลับเป็นมวยสองข้าง ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
ทว่าดวงตาคู่นั้น
ยามนี้กำลังจ้องมองหลู่ฉวนด้วยความเย็นชา ปราศจากความอบอุ่นแม้เพียงนิด
"ศิษย์พี่"
นางเอ่ยออกมาเรียบๆ น้ำเสียงเย็นชาไม่แพ้สายตา
หลู่ฉวนร่อนลงพื้นและเก็บกระบี่บิน วางมาดให้น่าเกรงขามสมกับเป็นศิษย์พี่ใหญ่ "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เจ้ายังฝึกกระบู่อยู่อีกหรือ?"
"อืม"
ซูชิงเสวี่ยตอบรับสั้นๆ แล้วนิ่งเงียบไป
"เป็นแบบนี้อีกแล้ว..."
หลู่ฉวนลอบถอนหายใจในใจ
"นางเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก มองข้าเหมือนมองศัตรูคู่อาฆาต"
"แต่ข้าไปทำอะไรให้นางขุ่นเคืองกันแน่?"
เขาหวนนึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ
ซูชิงเสวี่ยเป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์ของเขาช่วยชีวิตไว้จากตีนเขา นางมีพรสวรรค์สูงส่งมาตั้งแต่เด็กและเป็นที่รักใคร่เอ็นดูอย่างยิ่ง
หลู่ฉวนเฝ้าดูนางเติบโตมากับตา
ตามบทบาทในนิยายต้นฉบับ นางเกลียดชังหลู่ฉวนผู้เป็น "ศิษย์พี่ใหญ่ใจโฉด" มาตั้งแต่เยาว์วัย
ส่วนเหตุผลนั้น
ช่างเป็นสูตรสำเร็จนิยายน้ำเน่าเสียจริง
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่หลู่ฉวน "ใช้อำนาจศิษย์พี่รังแกเพื่อนร่วมสำนัก" "แย่งชิงทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรของศิษย์น้อง" "นิสัยมืดมนคบหาได้ยาก" และอะไรทำนองนั้น
แต่หลู่ฉวนรู้ความจริงดี
ทั้งหมดนั่นมันก็เพื่อเนื้อเรื่องทั้งนั้น!
ในสองชาติที่ผ่านมา เขาทำตามบทตัวร้ายอย่างซื่อสัตย์ แต่ผลที่ได้คือความตายที่อนาถยิ่งขึ้นในทุกครั้ง
ในชาตินี้เขาจึงตัดสินใจจะทำตัวขี้เกียจ อะไรที่เป็นการรังแกศิษย์น้องหรือแย่งชิงทรัพยากร เขาจะหลีกเลี่ยงหรือผลักไสไปให้พ้นตัวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ขยันบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องดี" หลู่ฉวนกล่าวพลางเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง "แต่เจ้าต้องรู้จักพักผ่อนด้วย นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ารีบกลับไปเถอะ จะได้ไม่เกิดอันตราย"
ซูชิงเสวี่ยเหลือบมองเขาแต่ไม่พูดอะไร
สายตานั้นราวกับจะบอกว่า: "ธุระอะไรของเจ้า?"
หลู่ฉวนถึงกับสำลักคำพูดเพราะสายตานั้น
"เอาเถอะ อีกแล้วสินะ เอาหน้าอุ่นๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของนาง"
"ไม่น่าเปิดปากพูดเลยเรา!"
เขาส่ายหน้า เตรียมตัวจะจากไป
ทว่าในวินาทีที่เขาหันหลังกลับ ความทรงจำหนึ่งก็พลันพรั่งพรูเข้ามาในหัว
"จะว่าไป ความเข้าใจผิดระหว่างข้ากับซูชิงเสวี่ย มันเริ่มมาจากตอนนั้นหรือเปล่านะ?"
เขามองไปยังซูชิงเสวี่ยโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้แสงจันทร์ ร่างของเด็กสาวดูบอบบางนัก แต่กลุ่มมือที่กำกระบี่ไว้นั้นกลับมั่นคงแข็งแรง
"นั่นคงจะเป็นเมื่อหลายปีก่อน..."
"ตอนนั้นนางอายุแค่สิบเอ็ด กำลังอาบน้ำอยู่ที่น้ำพุวิญญาณหลังเขา ส่วนข้ากำลังจะไปส่งของให้อาจารย์แล้วบังเอิญเดินผ่านไป"
"ข้าได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อม คิดว่าเป็นสัตว์อสูรตัวไหน เลยชะโงกหน้าไปดู ถึงได้เห็นนางกำลังเล่นน้ำอยู่"
"จริงๆ แล้วข้าก็มองเห็นอะไรไม่ชัดหรอก หมอกมันหนาขนาดนั้น แถมตัวนางก็จมอยู่ในน้ำด้วย"
"แต่ตอนนั้นสมองข้าดันลัดวงจร กลัวนางจะจมน้ำตายเลยตะโกนออกไปว่า ศิษย์น้อง ระวังหน่วย"
"ให้ตายเถอะ แค่คำเดียวเท่านั่น นางก็ตราหน้าข้าว่าเป็นพวกถ้ำมองทันที"
"ตั้งแต่นั้นมา นางก็คอยหลบหน้าข้าตลอด เจอกันทีไรก็มองข้าเหมือนมองพวกโรคจิต"
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลู่ฉวนก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ
"ข้าไม่ได้ทำผิดเสียหน่อย! ข้าแค่เดินผ่านไปจริงๆ! ไม่ได้มองแถมซ้ำเลยสักนิด!"
"แล้วผลที่ได้ล่ะ? ข้ากลับถูกปฏิบัติเหมือนพวกโรคจิต!"
"ความเข้าใจผิดนี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย!"
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโกรธ จนอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองซูชิงเสวี่ยอีกครั้ง
ซูชิงเสวี่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมในท่าทางที่เพิ่งเก็บกระบี่เสร็จ
แต่สีหน้าของนางกลับดูประหลาดไปเล็กน้อย
บนใบหน้าเล็กๆ ที่เคยเย็นชานั้น ยามนี้กลับแฝงไปด้วยความเหม่อลอยและความตกตะลึง
นางจ้องมองหลู่ฉวน ริมฝีปากขยับเขยื้อนคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
หลู่ฉวนไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้เลย
เขายังคงบ่นพึมพำในใจต่อไป
"แล้วก็ตอนที่นางถูกพิษนั่นอีก..."
"เมื่อครึ่งปีก่อน นางไปทดสอบฝีมือในแดนลับแล้วบังเอิญถูกงูโซ่แดงกัดเข้า"
"พิษนั้นรุนแรงและโอหังมาก แม้แต่ผู้อาวุโสในสำนักยังบอกว่านางอาจจะไม่มีทางรอด"
"เป็นข้าเองที่พลิกตำราโบราณทั้งคืนจนเจอวิธีรักษาแบบพิษต้านพิษ แล้วใช้ปากดูดพิษออกจากร่างให้นาง"
"ข้าต้องกักตัวบำเพ็ญเพียรนานถึงครึ่งปีเต็มๆ เพียงเพื่อขับพิษที่เข้าสู่ร่างกายตัวเองออกไปให้หมด"
"แล้วผลที่ได้คืออะไร?"
"พอหลังจากนางตื่นขึ้นมาแล้วได้ยินว่าข้าเป็นคนช่วยชีวิตนาง ปฏิกิริยาแรกของนางไม่ใช่ความขอบคุณ แต่เป็นความระแวงว่าข้าจะมีเจตนาร้าย มองข้าเป็นศิษย์พี่จอมหื่นที่หาโอกาสล่วงเกินนาง"
"ใจข้าเนี่ย เย็นเฉียบไปหมดเลย!"
"ตั้งแต่นั้นมา ข้าก็ถอดใจโดยสมบูรณ์ ในเมื่อนางเกลียดข้านัก ข้าก็คร้านจะอธิบายแล้ว"
"อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปเถอะ"
หลู่ฉวนผ่อนลมหายใจยาว ข่มใจให้ลืมความทรงจำที่วุ่นวายเหล่านี้
"ข้าจะกลับแล้ว" เขาพูดเรียบๆ เตรียมตัวจะจากไปอีกครั้ง
"เดี๋ยวก่อน!"
ซูชิงเสวี่ยโพล่งขึ้นมาทันควัน
น้ำเสียงของนางดูเร่งรีบและแฝงไปด้วยความสั่นเครือเล็กน้อย
หลู่ฉวนหันกลับมา "มีเรื่องอะไรอีกหรือ?"
ซูชิงเสวี่ยจ้องมองเขา อารมณ์ที่ซับซ้อนพุ่งพล่านอยู่ในดวงตาคู่งามนั้น
ทั้งความตกตะลึง ความระแวง ความรู้สึกผิด ความสับสน...
นางอ้าปากจะพูดแต่กลับพบว่าไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี
ที่สำคัญคือ นางไม่สามารถพูดถึงสิ่งที่ได้ยินจากเสียงในใจของเขาออกมาได้เลยแม้แต่พยางค์เดียว
เมื่อครู่... เสียงเหล่านั้น...
นางหูแว่วไปเองหรือ?
นางเห็นชัดๆ ว่าศิษย์พี่ใหญ่เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากของเขาไม่ได้ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่คำพูดเหล่านั้น
เรื่องน้ำพุวิญญาณเมื่อสามปีก่อน เรื่องถูกพิษเมื่อครึ่งปีก่อน...
ทุกคำพูดมันถูกส่งเข้ามาในหัวของนางอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ราวกับว่าศิษย์พี่กำลังพูดกับตัวเองอย่างนั้นหรือ?
แต่ใครจะมานั่งพูดกับตัวเองด้วยรายละเอียดที่ถี่ยิบขนาดนี้?
แถมยังแฝงไปด้วยความอัดอั้นตันใจขนาดนั้น?
มันเหมือนกับเสียงบ่นพึมพำจากก้นบึ้งของหัวใจเขามากกว่า
"ศิษย์พี่" น้ำเสียงของซูชิงเสวี่ยดูแห้งผากเล็กน้อย "ท่าน... สบายดีหรือไม่?"
หลู่ฉวนชะงัก "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
"ท่านสบายดีหรือไม่?"
ซูชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปาก พยายามอยู่นานกว่าจะเค้นคำพูดเพียงไม่กี่คำนั้นออกมาได้
หัวใจของหลู่ฉวนพลันกระตุกวูบ
"ทำไมนางถึงทำตัวแปลกๆ ขึ้นมาอีกล่ะ?"
"หรือว่าการบำเพ็ญเพียรจะมีปัญหา หรือนางไปกินเห็ดพิษที่ไหนมา..."
เขายังคงทำสีหน้าเรียบเฉย "ศิษย์น้อง ข้าสบายดี"
"ศิษย์น้อง หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เจ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ"
พูดจบเขาก็เหินกระบี่ขึ้น ร่างของเขาหายลับไปในความมืดมิดของราตรีอย่างรวดเร็ว
ซูชิงเสวี่ยยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน
ลมยามค่ำคืนพัดผ่าน ปอยผมบนหน้าผากของนางปลิวไสว
นางรู้สึกแสบที่ดวงตาขึ้นมาทันที
เสียงเหล่านั้นเมื่อครู่...
มันคือเรื่องจริง
เสียงในใจย่อมไม่มุสา
เขาช่วยชีวิตนางไว้ แต่ไม่เคยคิดจะทวงถามคำขอบคุณจากนางเลย
เขาถูกนางเข้าใจผิดมานานหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะปริปากอธิบาย
เขาอดทนต่อสิ่งต่างๆ มากมายมาโดยตลอด แต่เขากลับไม่พูดอะไรเลยสักคำ
"ข้าทำอะไรลงไป..."
ซูชิงเสวี่ยพึมพำกับตัวเอง
"ข้ามันโง่จริงๆ..."
นางยกมือขึ้นปิดหน้า
หยาดน้ำตาไหลซึมผ่านร่องนิ้วออกมา
แสงจันทร์อาบไล้ร่างของนางอย่างเงียบเชียบ ราวกับการปลอบประโลมที่ไร้เสียง
เนิ่นนานผ่านไป นางจึงลดมือลงและปาดน้ำตาออก
แววตาของนางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความแน่วแน่
"ศิษย์พี่..."
"ข้าขอโทษ"
"จากนี้ไป ข้าจะไม่เข้าใจท่านผิดอีกแล้ว"